“น้ำปลาร้าไทย” ไม่ธรรมดา จากสินค้าพื้นบ้าน สู่ตลาดส่งออก ขยายจักรวาลไปไกลกว่าอาหารอีสาน

  • 125
  •  
  •  
  •  
  •  

 

อาหารอีสานเรียกได้ว่าเป็นอาหารที่ถูกปากถูกใจทั้งคนไทยและต่างประเทศมายาวนาน ไม่ว่าจะเป็น ส้มตำ ลาบ ก้อย น้ำตก ฯลฯ โดยมีเครื่องปรุงทิพย์ตัวเพิ่มรสชาติที่สำคัญนั่นก็คือ “น้ำปลาร้า” ด้วยรสชาติและกลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ ดังนั้น ไม่ว่าจะเหยาะกี่ครั้งหรือเหยาะกับเมนูอะไรก็อร่อยถูกปากถูกใจแทบทุกคน

ดังนั้น ด้วยความน่าสนใจของ “น้ำปลาร้า” ทำให้เราศึกษาลงไปให้ลึกมากยิ่งขึ้นจนพบว่าไม่ใช่ธุรกิจบ้านๆ อย่างที่เข้าใจกัน แต่ปรากฏว่าตลาดนี้มีการเติบโตสูงมาก โดยพบว่า มีมูลค่าสูงแตะถึงหลัก 1,000 ล้านบาท แล้วยังมีการนำส่งออกไปยังต่างประเทศอีกจำนวนมา ซึ่งสำหรับประเทศไทยมีการผลิตน้ำปลาร้ามากถึง 40,000 ตันต่อปีทีเดียว

 

“น้ำปลาร้า” กับการเปิดจักรวาลสู่เมนูที่หลากหลาย ลุยขยายตลาดสู่มือผู้บริโภค

อย่างไรก็ตาม ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา เราพบข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า ความนิยมของการใช้ “น้ำปลาร้า” เพิ่มสูงขึ้นมาก โดยเฉพาะในช่วงหลังเกิดเทรนด์การทำอาหารในแบบ Ready-to-Cook ทำให้ผู้ประกอบการก็เล็งเห็นช่องทางในการทำตลาดตรงสู่กลุ่มผู้บริโภค นอกเหนือจากปกติที่ทำตลาดไปยังร้านค้าและร้านอาหารต่างๆ  รวมไปถึงเจาะตลาดออนไลน์เพิ่มมากขึ้นเพื่อให้เข้าถึงผู้บริโภคได้ในทุกช่องทาง ดังนั้น แบรนด์น้ำปลาร้าที่เคยส่งไปขายให้กับแต่กลุ่มร้านอาหารก็มีการทำตลาดเพิ่มไปยังกลุ่มผู้บริโภค ในแบบ B2C (Business to Consumer) มากขึ้นด้วย จึงมีการทำตลาดตรงส่งถึงมือผู้บริโภคในหลายช่องทาง ซึ่งทำให้เกิดการปรับตัวสู่การเพิ่มช่องทางในการจัดจำหน่าย ปัจจุบันน้ำปลาร้าหาซื้อได้ง่ายตามร้านสะดวกซื้อไปจนถึงไฮเปอร์มาร์เก็ต เช่น 7Elevn แม็คโคร และโลตัส ฯลฯ หรือแม้แต่บนช่องทางออนไลน์ก็สามารถสั่งซื้อน้ำปลาร้าบนแพล็ตฟอร์มอีมาร์เก็ตเพลสได้แล้วในตอนนี้

มากไปกว่านั้นเรายังพบว่า “น้ำปลาร้า” ยังไม่ได้จำกัดเฉพาะเมนูอาหารอีสานอีกต่อไป ผู้คนเริ่มค้นพบว่าสามารถนำมาใช้ร่วมกับเมนูต่างๆ ได้อีกมากมาย ไม่เฉพาะเพียงแค่ “อาหารอีสาน” แต่ยังไปยังเมนูภาคอื่นๆ ของไทย และรวมไปถึงเมนูต่างประเทศอีกด้วย ซึ่งสิ่งนี้ยิ่งทำให้ตลาดน้ำปลาร้าเติบโตมากขึ้นไปอีก

 

 

แต่ทราบกันหรือไม่ว่า แบรนด์ที่ว่องไวและเข้าใจในความต้องการของผู้บริโภคที่แท้จริง จนสามารถจับจุด paint point ของในเรื่องนี้ได้เป็นเจ้าแรกๆ เลยก็คือ “น้ำปลาร้าแม่บุญล้ำ” ซึ่งถือว่าเป็นแบรนด์ผู้นำตลาดในการนำน้ำปลาร้าไปต้มสุกและวางจำหน่ายสู่มือผู้บริโภค

หลังจากที่ “น้ำปลาร้าแม่บุญล้ำ” โดย บริษัท เพชรดำฟู๊ดส์ จำกัด รู้ใจและทราบความต้องการของผู้บริโภค จึงตัดสินใจปรับเปลี่ยนวิธีการผลิต ด้วยการนำไปต้มสุกก่อนพร้อมบรรจุลงขวดขาย เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคคนรุ่นใหม่ทั้งเรื่องความสะอาดและความสะดวกสบายบนมาตรฐานคุณภาพ จนปัจจุบันขึ้นแท่นแบรนด์น้ำปลาร้าผู้นำยืนหนึ่งในใจผู้บริโภคยุคใหม่ ภายใต้สโลแกน“น้ำปลาร้าต้มสุก ตราแม่บุญล้ำ อร่อยล้ำ ต้องลอง”

 

“น้ำปลาร้าแม่บุญล้ำ” จากจุดกำเนิดเล็กๆ สู่การบุกตลาดโลก 

หนึ่งในความสำเร็จของแบรนด์ไทย ได้แก่ “น้ำปลาร้าแม่บุญล้ำ” ซึ่งถือเป็นของดีของขึ้นชื่อประจำจังหวัดกาฬสินธิ์อยู่แล้ว แต่ปัจจุบันสามารถขยายตลาดเติบโตไปได้ไกล บุกตลาดซุปเปอร์มาร์เก็ตและไฮเปอร์มาร์ททั่วไทย รวมไปถึงการนำสินค้าส่งออกไปขายทั้งในยุโรป สหรัฐฯ และหลายประเทศในเอเชียอีกด้วย

ซึ่งปัจจุบัน บริหารงานโดยผู้บริหารคนรุ่นใหม่ ได้แก่ “คุณอ้อม” พิไรรัตน์ บริหาร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เพชรดำฟู๊ดส์ จำกัด ซึ่งเป็นทายาทรุ่นที่ 2 ของตระกูลในการบริหารบริษัท ผู้หญิงเก่งที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จในปัจจุบัน และยังเป็นผู้ผลักดันในการทำตลาดรูปแบบใหม่ๆ ให้กับแบรนด์น้ำปลาร้าแม่บุญล้ำ พร้อมกับการวางกลยุทธ์ในการเปลี่ยนมุมมองความคิดน้ำปลาร้าใหม่ ไม่ใช่ภาพของสินค้าบ้านๆ อีกต่อไปแต่ทำให้เป็นที่ถูกใจในกลุ่มคนรุ่นใหม่มากขึ้น รวมไปถึงเป็นผู้วางมาตรฐานความเคร่งครัดในการผลิตทำให้น้ำปลาร้ามีคุณภาพในทุกๆ ด้าน จนได้รับการยอมรับในระดับประเทศและระดับสากล

 

“แม่บุญล้ำ” กับความ ล้ำสมัยด้วยเทคโนโลยี ยกระดับมาตรฐานการผลิต 

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ “น้ำปลาร้าแม่บุญล้ำ” ประสบความสำเร็จทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ นั่นก็คือการใช้เทคโนโลยีล้ำสมัยในการผลิตเพื่อให้ได้มาตรฐานคุณภาพ โดยเป็นเจ้าแรกที่ใช้ เทคโนโลยี Automation เพื่อให้เกิดความสะอาด ปลอดภัยแก่ผู้บริโภค จนกระทั่งทำให้ “น้ำปลาร้าแม่บุญล้ำ” เป็น น้ำปลาร้าเจ้าแรกใน จ.กาฬสินธุ์ ที่ได้รับเครื่องหมาย อย. และ เจ้าแรกที่ได้รับคำชมเชยจากกรมประมงว่าเป็นโรงงานต้นแบบของการทำน้ำปลาร้าที่สะอาด ถูกหลักอนามัย และสามารถรักษาคุณภาพสินค้าได้ดีอย่างสม่ำเสมอ รวมถึง รางวัล OTOP 5 ดาว ซึ่งเป็นหนึ่งในน้ำปลาร้าไม่กี่ยี่ห้อในประเทศไทยที่ได้รับการรับรองมาตรฐานนี้

และด้วยความมุ่งมั่นที่จะทำให้น้ำปลาร้าไทยบุกครัวโลกให้ได้ ก็ยังผลักดันรักษามาตรฐานและคุณภาพในการผลิตให้มีความทัดเทียมในระดับสากล กระทั่งได้การรับรองมาตรฐานทั้ง GHP, HACCP จาก SGS  และ GMP , HACCP จากกรมประมง ซึ่งใช้เป็นมาตรฐานสินค้าส่งออกไปจำหน่ายต่างประเทศ รวมทั้งยังได้มาตรฐาน HALAL เพื่อสร้างความมั่นใจในการบริโภคให้กับลูกค้าชาวมุสลิมอีกด้วย

 

“แม่บุญล้ำ” ขยายจักรวาลน้ำปลาร้าจากอาหารอีสานสู่เมนูสากล

นอกจากจะพัฒนาสู่ปลาร้าต้มสุกบรรจุขวดแล้ว อีกสิ่งที่แบรนด์น้ำปลาร้าบุญล้ำโดดเด่นก็คือการผลักดันการขยายขอบเขตของน้ำปลาร้าไปสู่ความวาไรตี้ของเมนูอาหารประเภทอื่นๆ ไม่จำกัดเฉพาะใช้กับเมนูอาหารอีสานเท่านั้น โดยอินสไปร์ตลาดให้รู้ว่าจริงๆ แล้วน้ำปลาร้าสามารถผสมผสานเข้ากันได้กับหลากหลายเมนู ยิ่งใส่ก็ยิ่งเพิ่มความนัวอร่อยให้กับเมนูนั้นๆ เช่น ใส่ในซี่โครงหมูบาบิคิว, ผัดไทย, กะหล่ำปลีผัดน้ำปลาร้า, หมูสะเต๊ะน้ำปลาร้า หรือผัดผักบุ้ง ก็ได้ และอย่าคิดว่าจะจบแค่อาหารไทย น้ำปลาร้าก็สามารถไปฟิวชั่นกับอาหารยุโรปและเอเชียได้ด้วย ไม่ว่าจะเป็น สปาเก็ตตี้ผัดน้ำปลาร้าปลาสลิด, พิซซ่าราดซอสน้ำปลาร้า

 

 

ทั้งนี้ ในการขยายจักรวาลน้ำปลาร้าสู่เมนูอาหารต่างๆ ทางแบรนด์ทำการตลาดผ่านการสร้างคอนเทนต์ร่วมกับ Influencer ด้านอาหารคนดัง รวมไปถึงร่วมงานกับร้านอาหารชื่อดัง เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้เห็นว่า น้ำปลาร้าสามารถมิกซ์แอนด์แมทช์ได้กับหลายเมนูจริงๆ ซึ่งจุดนี้ต้องบอกว่าเป็นไอเดียการทำการตลาดที่ฉลาดมาก เพราะจะทำให้น้ำปลาร้าเติบโตไปมากกว่า Segment ในกลุ่มเมนูอาหารอีสาน แต่จะขยับเติบโตแบบ S-curve โดยการไปเจาะกลุ่มหมวดหมู่อาหารอื่นๆ ด้วย และนั่นจะยิ่งทำให้ตลาดของน้ำปลาร้าเติบโตสูงขึ้น

สำหรับ น้ำปลาร้าแม่บุญล้ำ ถือเป็นผู้ผลิตเก่าแก่มีความชำนาญเกี่ยวกับการหมักปลาร้านานกว่า 45 ปี และเป็นการหมักแบบธรรมชาติ ไม่ได้ใช้สารเร่งการหมัก ทำให้ขั้นตอนการเกิดปลาร้าปลอดภัย รสชาติของปลาร้าไม่เหมือนใครและมีกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง ที่สำคัญ ยังเป็นสูตรปลาร้าโหน่ง ซึ่งเป็นสูตรที่คิดค้นเองมาทำเป็นน้ำปลาร้าเพื่อให้มีกลิ่นที่หอมของปลาร้าแบบตำรับอีสานที่ทุกคนถูกใจ

ปัจจุบัน “น้ำปลาร้าแม่บุญล้ำ” มี 3 สูตรอร่อย ได้แก่ 1) สูตรฝาแดง เป็นสูตรปรุงสำเร็จ: รสชาติกลมกล่อม ปกติจะใช้สำหรับอาหารประเภท ยำ ตำ ผัด หมัก  (มี 2 ขนาด คือ ขวด 400 มล. กับ ขวด 2 ลิตร) 2) สูตรฝาเหลือง: มีความเค็มกว่าฝาแดง และมีกลิ่นโหน่งที่ชัดเจนกว่า เหมาะสำหรับอาหารประเภท ต้ม แกง หรือ หมัก (มี 1 ขนาด คือ ขวด 400 มล.) และ 3) สูตรฝาขาว: สูตรต้นตำรับ จุดเด่นคือกลิ่นหอมโหน่งแรง เป็นการหมักแบบพิเศษ ให้กลิ่นหอมโหน่งที่เพิ่มขึ้น และเป็นหอมโหน่งแบบอีสานแท้ๆ  สามารถใช้ทำอาหารหลากหลายประเภท ยำ ตำ ผัด ต้ม อ่อม ต่างๆ (มี 1 ขนาด คือ ขวด 400 มล.) ซึ่งใครชอบแบบไหนสูตรไหนก็เลือกซื้อกันได้ตามใจชอบ

แต่ถ้าคิดว่ามีแนวคิดที่ล้ำสมัยมุ่งตอบโจทย์คนรุ่นใหม่จะทำให้ลืมรากเหง้าได้ ก็ไม่ใช่เช่นนั้น เพราะสิ่งที่น่าชื่นชมสำหรับ “น้ำปลาร้าแม่บุญล้ำ” คือมีความตั้งใจชัดเจนที่จะผลิตและพัฒนาผลิตภัณฑ์โดยเน้นการจ้างแรงงานสร้างอาชีพในชุมชน รวมถึงการรับซื้อวัตถุดิบปลาที่หาได้จากในชุมชนเป็นหลัก จึงทำให้เกิดการสร้างอาชีพและรายได้ให้กับชาวบ้านในชุมชน จ.กาฬสินธุ์ เกิดความสำนึกรักท้องถิ่นและความสามัคคีในชุมชน สร้างชุมชมเข้มแข็งและยั่งยืน ถือเป็นเรื่องน่าเอาเป็นแบบอย่างของการทำธุรกิจบนหลักคิด Sustainability ด้วย

ทั้งหมดนี้คงพอทำให้เห็นภาพได้ว่า ตลาดน้ำปลาร้าหรือปลาแดก ในภาษาบ้านๆ แต่มีธุรกิจที่ไม่บ้านๆ เลย แต่กลับเติบโตและสร้างผลกำไรทั้งในและนอกประเทศ โดยที่ “น้ำปลาร้าแม่บุญล้ำ” มีความโดดเด่นในหลายแง่มุม ทั้งในแง่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ กลยุทธ์การทำการตลาดเพื่อเข้าถึงผู้บริโภคคนรุ่นใหม่ รวมไปถึงแนวคิดการขยายตลาดนอกขอบเขตของการเป็นมากกว่าอาหารอีสาน ซึ่งเราสามารถพูดได้ว่า “น้ำปลาร้าแม่บุญล้ำ” คือแบรนด์ต้นแบบของการนำผลิตภัณฑ์พื้นบ้านยกระดับสู่ความเป็นระดับโลกได้บนมาตรฐานสากล จากนี้คงต้องจับตาการเติบโตของธุรกิจน้ำปลาร้านในอนาคตต่อไปว่า จะขยับไปสู่ทิศทางไหนกันต่อไปบ้าง แต่เชื่อว่าเป็นอีกหนึ่งตลาดที่มีสีสันและมีการแข่งขันที่สนุกเร้าใจน่าติดตามเป็นอย่างยิ่ง

 


  • 125
  •  
  •  
  •  
  •  
CLOSE
CLOSE