103.58.148.118

Brand Move

Ξ Leave a comment

นักการตลาดเชื่อ สำหรับไทย Line มีโอกาสแซงหน้า Facebook โดยเฉพาะ ตจว.

posted by  7,792 views

หากจะพูดถึงคนดังในโลกไอทีที่ยังมีชีวิตอยู่ตอนนี้ และกลายเป็นตำนานที่ทุกคนกล่าวถึงหนึ่งในนั้นก็คือ “มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก” ซีอีโอและผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊ก โซเชียล มีเดีย อันดับ 1 ของโลก ซึ่งล่าสุดนับเป็นข่าวดีของเมืองไทยที่ “มาดามทุสโซ” ในเครือเมอร์ลินเอ็นเตอร์เมนส์กรุ๊ป ผู้นำด้านธุรกิจสถานที่ท่องเที่ยวชั้นนำ ได้นำหุ่นขี้ผึ้ง “มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก” มาจัดแสดง ที่มาดามทุสโซ กรุงเทพฯ โดยได้จัดงานแถลงข่าวการเปิดตัวไปเมื่อวันที่ 25 สิงหาคมที่ผ่านมา

สำหรับหุ่นขี้ผึ้ง “มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก” มาในชุดที่เราคุ้นตา ได้แก่เสื้อยืดคอกลมสีเทา พร้อมเสื้อฮู้ด และกางเกงยีนส์ และแม้แต่รองเท้าแตะ Adidas ซึ่งเป็นรองเท้าที่เค้าใช้ประจำไม่เคยเปลี่ยนแม้ว่าเขาจะรวยเป็นพันล้านแล้วก็ตามทีก็มีจัดแสดงอยู่ด้วยเช่นกัน ซึ่งเรื่องของความเหมือนนี่คงไม่ต้องพูดถึง เพราะยี่ห้อความเป็นมาดามทุสโซการันตีได้อย่างดีอยู่แล้ว แต่ในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่เราคาดไม่ถึงมาดามทุสโซก็ไม่พลาดเช่นกัน โดยผู้สนใจที่จะได้มีโอกาสถ่ายรูปกับ “มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก” ก็สามารถไปที่มาดามทุสโซ กรุงเทพฯ ชั้น 6 สยามดิสคัฟเวอรี่ ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

mark1

และนอกจากจะมีการเปิดตัวหุ่นขี้ผึ้งผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊กแล้ว ยังมีการจัดสัมนา “กลยุทธ์การทำการตลาดออนไลน์บนโซเชียลมีเดียให้ได้ผล” โดย “หนุ่ย พงศ์สุข หิรัญพฤกษ์” พิธีกรและผู้ผลิตรายการโทรทัศน์ชาวไทย และ “ปิ๋ม วฤตดา วรอาคม” ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์และสื่อโซเชียล แฮริสัน แมคแคน เวิล์ดกรุ๊ป ประเทศไทย ซึ่งสามารถสรุปใจความได้ ดังนี้

-       สำหรับประเทศไทย Facebook ยังเป็นโซเชียล มีเดีย อันดับหนึ่ง โดยมีจำนวนผู้ใช้เป็นอันดับ 9 ของโลก โดยกรุงเทพฯ ก็ยังติดอันดับ city ที่มีจำนวนประชากร Facebook หนาแน่นที่สุด คือมีผู้ใช้อยู่ทั้งหมด 20 ล้านคน แต่คนกรุงเทพฯ กลับมีประชากรแค่ 8 ล้านคน สาเหตุเป็นเพราะคนกรุงเทพฯ อาจจะมีหลายแอ็คเคาท์ต่อหนึ่งคน นอกจากนี้ คนต่างจังหวัดก็นิยมที่จะเลือกโปรไฟล์เป็น Bangkok มากกว่าที่จะเลือกเป็นของจังหวัดตัวเองด้วย

-       กับการตลาดในยุคนี้ ต้องทำการตลาดผ่านอินเตอร์เน็ต ซึ่งสื่อออนไลน์นับว่ามีประโยชน์อย่างมาก คือทำให้เราทราบได้ทันทีเลยว่า คนที่เราพูดด้วยนี้คือใคร เมื่อก่อนทำการตลาดผ่านโทรทัศน์หรือพรินท์ติ้ง ก็จะไม่ทราบว่าใครเป็นใครบ้าง ในอดีตนั้นเราจะไม่ได้เรียกว่า Social Media เรายังเรียกกันว่า Social Networking หลังจากนั้นถึงมีการนิยามว่า Social Media คือเป็นสื่อ หรือเป็นสื่อใหม่ โดยยุคแรกๆ ก็ยังคงเป็นแค่การซื้อสื่อ ด้วยการติดแบนเนอร์ธรรมดา แต่พอมี Social Media เราก็เริ่มปรับแล้วเพราะเรารู้ว่าคนที่มาฟังเรา (audience)เป็นใคร เราก็สามารถปรับปรุงแก้ไขให้เข้ากับผู้ฟังของเราได้ ไม่ได้เป็นการโฆษณาแบบยัดเหยียดกันเหมือนเวลาที่ดูโฆษณาในทีวี

-       แม้จะดูสะดวกสบายมากขึ้นกับการทำการตลาดบนออนไลน์ แต่ในขณะเดียวกันก็มีความยากขึ้นเช่นกัน เพราะว่าจะต้องทำให้ผู้บริโภคหันมาสนใจเราให้ได้ท่ามกลางคอนเท้นต์มากมายบนโลกออนไลน์ ที่สำคัญคือเมื่อมันเป็น Social Media คนก็จะมีความรู้สึกว่ามันคือพื้นที่ส่วนตัว ดังนั้น สิ่งที่จะทำให้ผู้บริโภคฟังได้คือสิ่งที่ทำให้เขาสนใจเท่านั้น มันคือความยากในการทำเนื้อหาให้น่าสนใจที่สุดในช่วงเวลาน้อยนิด

-       อีกทางหนึ่งคือ การทำตลาดออนไลน์หรือบน Social Media ให้เนียนที่สุด โดยคนดูไม่รู้สึกว่าโดนโฆษณามากจนเกินไปนอกจากนี้ คือการที่ให้บทบาทของแบรนด์เข้าไปช่วยเหลือผู้บริโภค ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์แรก คือเราต้องมองให้ออกว่าแบรนด์มีประโยชน์อะไรต่อผู้บริโภค สามารถเข้าไปช่วยชีวิตเขาในด้านใดได้บ้าง ต้องหาจุดที่สามารถช่วยผู้บริโภคได้ ซึ่งถือว่าเปลี่ยนจากการทำการตลาดในรูปแบบเดิมๆ ไปเลย

-       เหตุที่นักการตลาดไทยเลือกทำการตลาดผ่าน Facebook มากที่สุด เพราะ Facebook เข้ากับจริตคนไทย จากผลงานวิจัยหลายๆ อย่างเราพบว่าคนไทยอยากรู้เรื่องราวต่างๆ เรื่องราวของคนอื่นๆ ทั้งคนที่รู้จักและคนที่ไม่รู้จัก ซึ่งต่างจาก Twitter เราพบว่าคนไทยไม่ค่อยชอบอ่านข่าวสาร ยกเว้นว่าเวลาที่เกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นมาก็จะเข้าไปอ่าน ดังนั้น ทำการตลาดผ่าน Twitter จึงค่อนข้างยาก แต่อาจจะต่างกับที่ต่างประเทศที่คนส่วนใหญ่เล่น Twitter มากกว่า

-       เมื่อ Facbook เปิด Fanpage เกิดความเข้าใจผิดของแบรนด์จำนวนมาก โดยคิดว่าน่าจะเป็นเรื่องง่าย แค่หาเด็กมานั่งโพสต์อะไรก็ได้บน Facebook แต่ปรากฏว่าคอนเท้นต์กลับไม่ตรงกับที่กลุ่มลูกค้าต้องการ หรือบางทีอาร์ต ไดเร็กชั่นไม่สวยบ้าง ก็ทำให้ยอด unliked ค่อยๆ เพิ่มขึ้น แบรนด์ก็เริ่มไม่โอเค.แล้ว นั่นคือยุคแรกๆ ที่คิดกันแบบนี้ แต่ตอนนี้แบรนด์เริ่มรู้แล้วว่าทำไม่ได้ โดยเฉพาการปรับระบบอัลกอริทึ่มของ Facebook ยิ่งทำให้การพบเพจบน Facebook น้อยลงไปอีก จนนำมาสู่การซื้อ boost post

-       มีคำถามเกิดขึ้นว่า ทำไมวิดีโอของ Facebook ถึงมียอดไลค์มากกว่า เวลาที่วิดีโอในยูทูบถูกแปะบน Facebook เพราะมีการนับวิวที่รวดเร็วมาก โดยไม่จำเป็นต้องกดเพลย์ แค่เลื่อนลงไปแล้วเจอก็นับวิวแล้ว ซึ่งอาจจะไม่ใช่การเปิดชมจริงก็ได้ เรียกว่า native video เป็นการนับแบบ quality score แล้วยังมีการกระจายตัวให้คนอื่นเห็นมากขึ้นด้วย

-       Facebook ยังคงเป็นอันดับ 1 ในเมืองไทย แต่เรามองเห็นการเติบโตของ Line โดยเฉพาะในตลาดต่างจังหวัด และ Line เองก็ดูเหมือนว่าจะจริงจังกับตลาดเมืองไทยสูงมาก เห็นได้จากการรีบมาตั้งสำนักงานที่เมืองไทยเมื่อ 2 ปีก่อน ซึ่ง Facebook เพิ่งจะมาตัดสินใจตั้งในปีนี้

-       เทคนิคที่เราจะนำมาใช้ในการทำการตลาดกับ Facebook อย่างแรกเลยคือ ทำความเข้าใจว่า insight คืออะไร และใครซื้อ แม้แต่สินค้าชนิดเดียวกัน แต่จริงๆ ยังคงมีความแตกต่างในแต่ละแบรนด์อยู่ ทุกโปรดักส์มีคาแร็คเตอร์ที่แตกต่างกัน

-       การสร้างความผูกพันระหว่างแบรนด์กับลูกค้าหรือที่เรียกว่า Engagement จะต้องทำอย่างไรนั้น สำหรับในโลกของ Facebook ก็คือการกดไลค์และแชร์ ซึ่งจะเห็นว่าพฤติกรรมที่ผ่านมาของผู้บริโภคจะชอบเรื่องของการช่วยเหลือสังคม จะได้รับการแชร์มากที่สุด หรือการมีสิ่งของจูงใจต่างๆ หรือเนื้อหาแบบไร้สาระ ตลกขำๆ ก็ได้รับการ engagement เช่นกัน

-       ภาพรวมก็แน่นอนว่ายังคงเป็นเรื่องของการใช้ Facebook , Line และ Instagram ต้องไปด้วยกัน เราไม่อยากให้แบรนด์ใช้แค่อันใดอันหนึ่ง ในแง่หนึ่งคือการใช้หลายๆ สื่อในการสื่อสาร

งานนี้นอกจากจะให้เราได้มีโอกาสกระทบไหล่ “มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก” แล้วยังได้เทคนิคดีๆ และความรู้ติดตัวกลับไปด้วย.

mark3 mark2

ติดตาม MarketingOops!
Marketing Oops! มี LINE แล้วนะ
ติดตามเรื่องราวดิจิทัลแบบอินเทรนด์ ได้ทุกวันผ่าน LINE ID @marketingoops
เพิ่มเพื่อน

Contributor

User Name: Marketing Oops! Admin

FB Comments

Related Posts

Leave a Reply


+ 3 = seven

Recent Posts

Facebook

PR News