ตลาด Wellness Real Estate ไทยโตพุ่ง 22.9% โอกาสดึงดูดกำลังซื้อสูงผ่านการสร้างดินแดนแห่งการฟื้นฟูชีวิต

  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

นอกจากเรื่องของเทคโนโลยีที่หลายคนให้ความสำคัญในยุคนี้ แต่แนวคิด Longevity หรือการใช้ชีวิตยืนยาวอย่างมีความสุขกลายเป็นเรื่องที่หลายคนกำลังให้ความสำคัญ แม้จะมีเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ล้ำหน้า แต่ผู้คนทั่วโลกกลับต้องใช้เวลาเฉลี่ย 10 ปีสุดท้ายของชีวิตไปกับความเจ็บป่วย ส่งผลให้เกิดแนวทาง “Wellness Economy” ที่ทั่วโลกมีมูลค่ามหาศาลหลายล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ

 

วิกฤตประชากรสร้างเศรษฐกิจหลักล้านล้าน

​หากเรามองโครงสร้างประชากรของไทยจะพบว่า เรากำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่สู่สถานะ “Super-Aged Society” หรือสังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอดภายในปี 2033 โดยมีการคาดการณ์กันว่า ประชากรไทยที่มีอายุเกิน 60 ปีจะพุ่งทะลุ 28% ของประชากรทั้งหมด ความเปลี่ยนแปลงนี้ท้าทายปัญหาทางเศรษฐกิจระดับชาติ เพราะหากประชากรสูงวัยที่มีมากขึ้นแต่กลับมีปัญหาสุขภาพ ภาระค่าใช้จ่ายทางการแพทย์จะพุ่งสูงจนกระทบต่อ GDP อย่างเลี่ยงไม่ได้

นพ.ตนุพล วิรุฬหการุญ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม BDMS Wellness

​โดยภัยเงียบที่น่ากลัวที่สุดในเวลานี้คือโรค NCDs (Non-Communicable Diseases) หรือกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่เกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต โดย นพ.ตนุพล วิรุฬหการุญ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม BDMS Wellness ระบุว่า โรคกลุ่มนี้คร่าชีวิตประชากรโลกปีละ 43 ล้านคน และสำหรับประเทศไทย NCDs เป็นสาเหตุการเสียชีวิตถึง 429,600 คนต่อปี หรือเฉลี่ยสูงถึง 49 คนต่อชั่วโมง สะท้อนให้เห็นพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ทั้งการกิน การนอน ความเครียด และสภาพแวดล้อม ล้วนเป็นตัวเร่งให้ผู้บริโภคเข้าสู่ภาวะเจ็บป่วยเร็วกว่าที่ควรจะเป็น

 

​Pain Point สำคัญที่ผลักดันให้ธุรกิจ Wellness เติบโตอย่างสูง เป็นผลมาจากคนไทยมีอายุขัยเฉลี่ยอยู่ที่ 75.3 ปี แต่กลับมีช่วงเวลาสุขภาพดีเพียง 65.8 ปี นั่นแปลว่าผู้คนต้องทนทรมานกับโรคภัยเกือบ 10 ปีก่อนเสียชีวิต ทำให้ผู้บริโภคยุคใหม่เกิดพฤติกรรมไม่รอให้ป่วยแล้วค่อยไปรักษา แต่ยอมจ่ายเงินก้อนโตเพื่อการป้องกันเชิงรุก (Proactive Healthcare) ทำให้คำว่า Wellness กลายเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องมีไม่ใช่แค่ทางเลือกอีกต่อไป

 

ผ่าตัวเลข Wellness Economy ที่โตสวนกระแสโลก

หากดู​เม็ดเงินในอุตสาหกรรม Wellness ทั่วโลกตอนนี้จะมีมูลค่ามหาศาลถึง 6.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (จากข้อมูลในปี 2024) และมีการคาดการณ์ว่า จะพุ่งสูงไปถึง 9.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายในปี 2029 โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 7.6% ต่อปี ซึ่งเป็นการเติบโตที่รวดเร็วกว่า GDP ของหลายประเทศมหาอำนาจ ข้อมูลเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า เม็ดเงินในกระเป๋าของผู้บริโภคกำลังถูกจัดสรรมาสู่หมวดหมู่ของการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมมากขึ้น

​หากเจาะลึกลงไปใน Sector ที่มีการเติบโตสูงที่สุดเป็นอันดับ 1 ของโลกในกลุ่ม Wellness จะพบว่า กลุ่ม Wellness Real Estate ซึ่งคาดการณ์ว่าจะเติบโตสูงถึง 15.2% ในช่วงปี 2024-2029 เทรนด์นี้สะท้อนให้เห็นว่า ผู้คนไม่ได้ต้องการแค่ที่อยู่อาศัยอีกต่อไป แต่กำลังมองหา “ระบบนิเวศ” ที่เอื้อต่อการมีอายุยืนยาว สภาพแวดล้อมที่ได้รับการควบคุมทั้งคุณภาพอากาศ น้ำ แสง เสียงและอุณหภูมิ กลายเป็นฟังก์ชันพื้นฐานที่ผู้บริโภคพร้อมยอมจ่ายในราคาพรีเมียม

 

​สำหรับประเทศไทยในตลาด Wellness ถือว่ามีความแข็งแกร่งอย่างมาก จากข้อมูลพบว่า เศรษฐกิจ Wellness ของไทยมีมูลค่ากว่า 4.27 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือราว 1.4 ล้านล้านบาท รั้งอันดับ 24 ของโลกและเป็นอันดับที่ 9 ของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ยิ่งไปกว่านั้น อัตราการเติบโตของอุตสาหกรรมนี้ของไทยยังสูงถึง 10.1% ติดอันดับ 7 ของโลก โดยกลุ่มที่เติบโตสูงมากจะเป็นกลุ่ม Wellness Tourism ที่โตทะลุ 36.4% ติดอันดับ 3 ของโลก และกลุ่ม Wellness Real Estate ที่เติบโต 22.9% ข้อมูลเหล่านี้ชี้ให้เห็นถึงโอกาสใหม่ของนักลงทุนทั่วโลก

 

โอกาสของไทยบนเวทีโลก

ไม่เพียงเท่านี้ นพ.ตนุพล ได้เน้นย้ำถึงเป้าหมายใหญ่ของประเทศไทยไว้ว่า ภารกิจหลักคือการผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็น 1 ใน 5 ของ Global Wellness Destination จากทั่วโลกภายในปี 2030 แต่การจะไปถึงจุดนั้นได้ ประเทศไทยต้องเปลี่ยนผ่านจากการเป็นเพียงจุดหมายปลายทางของการพักผ่อน ให้กลายเป็นดินแดนแห่งการฟื้นฟูชีวิต (The Land of Life) ที่ดึงดูดกลุ่มท่องเที่ยวคุณภาพสูงที่พร้อมยินดีใช้จ่ายเพื่อซื้อสุขภาพที่ดีกลับไป

 

นั่นเพราะสิ่งที่ทำให้นักท่องเที่ยวตัดสินใจมาที่ประเทศไทย เกิดจาก​ความได้เปรียบของประเทศที่เป็นจุดแข็งพิเศษ 4 เสาหลักที่ไม่มีประเทศใดสามารถลอกเลียนแบบได้ ประกอบไปด้วย

  • Legendary Thai Hospitality: วัฒนธรรมการบริการที่เข้าถึงจิตใจ
  • World-Class Medical Excellence: มาตรฐานการแพทย์ระดับสากล
  • Thai Cuisine: เป็นพื้นที่ที่อุดมไปด้วยสมุนไพรและมีคุณสมบัติเป็น Superfood
  • Thai Traditional Medicine การแพทย์แผนไทยและศาสตร์การนวดบำบัด

นอกจากนี้ เมื่อศึกษาพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เข้ารับบริการยังพบ Insight ที่ความน่าสนใจอย่างมาก โดยนักท่องเที่ยวสาย Wellness มักจะใช้จ่ายมากกว่านักท่องเที่ยวทั่วไปถึง 30%-40% และยังเป็นกลุ่มที่มีระยะเวลาพำนักยาวนานกว่านักท่องเที่ยวทั่วไป โดยกลุ่มนี้ไม่ได้ต้องการแค่สปาหรือฟิตเนสแบบดั้งเดิม แต่ต้องการเข้าถึงศาสตร์แห่งการชะลอวัย การคัดกรองตัวบ่งชี้ทางชีวภาพ และการดูแลสุขภาพจิต

 

WellEra Bangkok ลงทุน 2.9 หมื่นล้าน

เพื่อตอบรับกับเทรนด์ Wellness Real Estate ที่เติบโตถึง 15.2% ทั่วโลก พญ.ปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถ ประธานกรรมการบริหาร และกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ BDMS ตอกย้ำวิสัยทัศน์ที่ต้องการยกระดับการดูแลสุขภาพแบบยั่งยืน เพราะความเจ็บป่วยไม่ควรเป็นจุดเริ่มต้นของการดูแลตัวเอง นำมาสู่การลงทุนมูลค่ากว่า 29,000 ล้านบาท ในโครงการ “WellEra Bangkok”

สำหรับโครงการ WellEra Bangkok เป็นโครงการพลิกโฉมที่ดินทำเลทอง 13 ไร่ บริเวณถนนสารสิน ตรงข้ามสวนลุมพินี ให้กลายเป็น Everyday Wellness Ecosystem ที่เชื่อมโยงวิถีชีวิต มนุษย์ ธรรมชาติ และการแพทย์เข้าไว้ด้วยกัน โดย​โครงสร้างของ WellEra Bangkok ถูกออกแบบมาเพื่อเน้นการใช้ชีวิตที่มี 4 องค์ประกอบหลักอย่าง

  • Branded Residences ที่อยู่อาศัยระยะยาวจำนวน 45 ชั้นรวม 262 ยูนิต
  • Urban Wellness Retreat จุดหมายปลายทางเพื่อการฟื้นฟูจำนวน 20 ชั้นรวม 168 ห้อง
  • Wellness Clinic คลินิกสำหรับการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน
  • Lifestyle Retail พื้นที่รีเทลและร้านอาหารเพื่อสุขภาพ

การรวมศูนย์บริการเหล่านี้ไว้ด้วยกัน ถือเป็นการผสานการใช้ชีวิตปกติและการดูแลสุขภาพเข้าไว้ด้วยกัน ทำให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงการดูแลเชิงป้องกันได้ในทุกๆ วันโดยไม่รู้สึกว่าตนเองกำลังอยู่ในสถานพยาบาล

 

ถอดรหัส 6S+ Surrounding สู่การมีอายุยืนยาว

หนึ่งในความโดดเด่นของโครงการ WellEra Bangkok คือการนำมาตรฐานทางวิทยาศาสตร์การแพทย์มาฝังไว้ใน DNA ของสถาปัตยกรรม ภายใต้แนวคิด 6S+ Surrounding ภายใต้ Insight ที่ระบุว่า มนุษย์ใช้เวลาถึง 90% อยู่ในอาคารและหายใจวันละ 20,000 ครั้ง โดยใช้เวลา 1 ใน 3 ของชีวิตไปกับการนอนหลับ ดังนั้น สภาพแวดล้อม (Surrounding) จึงเป็นปัจจัยชี้ชะตาสุขภาพอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

โครงการนี้จึงต่อยอดจากพื้นฐานการใช้ชีวิต 6S ที่เน้นในด้าน Sleep การนอนหลับลึกอย่างมีคุณภาพ, Strong การออกกำลังกายที่ได้ผลต่อสุขภาพ, ​Soul การดูแลสุขภาพจิตด้วยการรักษาสมดุลอารมณ์และการจัดการความเครียด, ​Smart การใช้เทคโนโลยีการแพทย์ช่วยดูแลแบบเรียลไทม์, ​Social การสร้างปฏิสัมพันธ์และความสัมพันธ์ที่ดีกับครอบครัวและชุมชน และ ​Span ยืดระยะเวลาสุขภาพดีให้ยาวนานที่สุด โดยนำนวัตกรรมการอยู่อาศัยเข้ามาใช้อย่าง

  • AIR: เพื่อรับมือกับวิกฤต PM 2.5 ในโครงการจึงใช้ระบบกรองอากาศ MERV-14 ที่ป้องกัน PM 2.5 ได้ถึง 95% พร้อมระบบสร้างแรงดันบวก (Positive Pressure) เทียบเคียงมาตรฐานห้องปลอดเชื้อในโรงพยาบาล
  • WATER: ระบบน้ำได้อัปเกรดเทคโนโลยีการกรอง Advanced Carbon & UV Filtration ที่สามารถกรองไมโครพลาสติกได้ เพื่อให้น้ำทุกหยดปลอดภัยต่อร่างกายสูงสุด
  • LIGHT: แสงสว่างที่ถูกออกแบบให้สอดคล้องกับนาฬิกาชีวภาพ แสงตอนกลางวันต้องไม่ทำให้ตาล้าและแสงตอนกลางคืนต้องเอื้อต่อการหลั่งเมลาโทนินเพื่อการหลับลึกอย่างสมบูรณ์แบบ
  • SOUND & THERMAL: ผนังกันเสียงประสิทธิภาพสูง (STC-60) เพื่อให้ปราศจากเสียงรบกวน พร้อมระบบควบคุมอุณหภูมิที่ 25±1 องศาเซลเซียส คุมความชื้นอัจฉริยะให้อยู่ที่ 50%-65% ช่วยยับยั้งการเติบโตของไวรัสและเชื้อราได้

​ที่สำคัญยังได้ร่วมมือกับ Capella Hotel Group แบรนด์โรงแรมระดับ Ultra-Luxury ที่เข้ามาบริหารจัดการดูแลการใช้ชีวิตของผู้พักอาศัย การจับมือร่วมกันในครั้งนี้ ถือเป็นการยกระดับมาตรฐานอสังหาริมทรัพย์ไทยให้สร้างบรรทัดฐานใหม่บนเวทีสากลได้อย่างแท้จริง

การเคลื่อนไหวของ BDMS ด้วยเม็ดเงินลงทุน 29,000 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่า อุตสาหกรรม Healthcare กำลังเปลี่ยนจากการรักษาสู่ “การป้องกัน (Proactive)” สุขภาพจึงไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่ในโรงพยาบาล คลินิก หรือผลิตภัณฑ์อาหารเสริมอีกต่อไป แต่จะแทรกซึมเข้าไปอยู่ในชีวิตของผู้บริโภค ตั้งแต่อสังหาริมทรัพย์ การท่องเที่ยว รีเทล ไปจนถึงเทคโนโลยี


  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
Gigolo
เมื่อเทคโนโลยีอยู่ใกล้กับชีวิตทุกคน มารู้เท่าทันเทคโนโลยีเพื่อใช้มัน แต่อย่าให้เทคโนโลยีมันใช้เรา
CLOSE
CLOSE