เหตุใด!?! 2 วันแรกหลัง IPO ของ Uber จึงถูกยกเป็น “วันแห่งความเจ็บปวดและอับอาย”​

  • 580
  •  
  •  
  •  
  •  

 

IPO-Uber

วันศุกร์ที่ 10 พ.ค. ที่ผ่านมา เรียกได้ว่าเป็น “ศุกร์สยอง”​ ที่แท้จริงสำหรับหุ้น Uber เพราะเพียงไม่นานหลัง CEO ของ Uber เคาะระฆัง เป็นสัญญาเปิดขายหุ้นต่อสาธารณชน (IPO) ณ ตลาดหุ้นนิวยอร์ก (NYSE) ราคาหุ้น Uber ก็ร่วงลงและไม่ไต่ขึ้นไปแตะราคา IPO ที่ 45 ดอลล่าร์ อีกเลยกระทั่งปิดตลาดวันที่ 2 ราคาหุ้นร่วงลงปิดไปอยู่ที่ประมาณ 37 ดอลล่าร์ หรือเกือบ 18%  (ณ วันที่ 13 พ.ค. เวลาสหรัฐฯ)

ก่อนหน้านี้ Uber ถูกจับตามองว่าจะเป็นไอพีโอหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ของปีนี้ เนื่องจากบริษัทมีมูลค่ากิจการจากการเพิ่มทุนสูง โดยคาดการณ์กันว่า Uber น่าจะมีมูลค่ากิจการ  (Valuation) ตามราคาหุ้นทะลุแสนล้านดอลล่าร์ โดยเคยมีการตั้งราคา IPO ไว้ถึง 48-50 ดอลล่าร์ ก่อนจะปรับลดลงมาเรื่อย ๆ จนเหลือราคา IPO เหลือ 45 ดอลล่าร์ และมูลค่ากิจการเหลือ 82,400 ล้านดอลลาร์ 

Uber Stock

หลังจากที่คู่แข่งมวยรองอย่าง Lyft ชิงเข้าไปชิมลางในตลาด (NASDAQ) ก่อนแล้ว ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 29 มี.ค. ที่ผ่านมา แล้ราคาก็ค่อย ๆ ลดลงอย่างมาก ณ ปัจจุบัน  

แต่ถึงอย่างนั้น ช่วง 2 วันแรกหลังเข้า IPO ของหุ้น Lyft ในตลาด ที่ปรากฏว่า ราคาเปิดตลาดที่พุ่งขึ้นไปถึง 21% หรือขึ้นไปที่ 87.24 ดอลล่าร์ จากราคา IPO ที่ 72 ดอลล่าร์ แต่แล้วก็กลับปิดวันที่ราคา 78.20 ดอลล่าร์ ขณะที่ราคาปิดวันที่ 2 เริ่มต่ำกว่า IPO มาอยู่ที่ประมาณ​ 69 ดอลล่าร์ หรือหล่นมาแค่เพียง 4% กว่า

นั่นเป็นเหตุผลเล็ก ๆ ที่ทำให้คอมเมนเตเตอร์ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ​ บางสำนักแซวว่า 2 วันแรกในตลาดของ Uber เป็นวันแห่งความอับอาย (Embarrassing Days) ขณะที่นักวิเคราะห์หลายคนมองว่าราคาหุ้น Uber ที่ร่วง ไม่ใช่เรื่องเสียหายร้ายแรง เพราะเหตุผลต่อไปนี้

Uber เข้าตลาดจังหวะ “Thunder Storm”  

uber trading
Photo Credit : CNBC

นักวิเคราะห์ตลาดสรหัฐฯ หลายคนมองว่า หนึ่งในโชคร้ายสำคัญของ Uber คือวัน IPO ดันไปตรงกับวันที่มีการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ​ และจีน แล้วปรากฏว่าผลการเจรจาออกมาไม่เป็นผลดีกับเศรษฐกิจ เพราะไม่เพียงไม่สามารถบรรลุข้อตกลงใด ๆ ร่วมกัน สหรัฐฯ ยังชิงขึ้นภาษีนำเข้าจากจีนเป็น 25% จากเดิม 10% ตามด้วยการทวีตขู่ของ Trump ว่าอาจขยับภาษีนำเข้าจากจีนเพิ่มขึ้นอีก ถ้าจีนไม่ทำตามเงื่อนไขเรื่องการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาและการควบคุมค่าเงินหยวน ขณะที่จีนเองก็เตรียมหามาตรการตอบโต้สหรัฐฯ เช่นกัน 

จากเหตุการณ์ดังกล่าว ยังส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นสำคัญ ๆ ของสหรัฐฯ เรียกได้ว่าแทบจะปิดแดนลบทั้งหมด ขณะที่ราคาหุ้นของคู่แข่งอย่าง Lyft ก็ดิ่งลงมาอีก จนอยู่ที่ราคา 48.15 เหรียญสหรัฐฯ​ เรียกว่าตกลงมากว่า 33% จากราคา IPO ภายในเวลาเดือนครึ่ง (ณ วันที่ 13 พ.ค. เวลาสหรัฐฯ) 

โดยก่อนหน้านี้ ราคาหุ้น Lyft ก็เริ่มดิ่งลงมาเรื่อย ๆ อยู่แล้วในช่วงกว่า 1 เดือนก่อนหน้านี้ เนื่องจากถูกนักลงทุนยื่นฟ้องต่อศาลในซานฟรานซิสโก จำนวน 2 คดี คดีแรกเป็นประเด็นที่ Lyft ไม่ยอมพูดถึงปัญหาในธุรกิจแชร์จักรยานที่บริษัทเพิ่งซื้อมา จนเป็นเหตุให้บริษัทต้องเรียกคืนจักรยานกว่า 1 พันคันช่วงเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา และคดีที่สอง เป็นกรณีจากการที่ Lyft อ้างตัวเลขผลการดำเนินงานที่ดีเกินจริง

จากข่าวถูกฟ้องร้องของ Lyft ทำให้นักวิเคราะห์บางคนมองว่า Uber เองก็อาจเผชิญกับความเสี่ยงนี้เช่นกัน เพราะมีการเสนอขายหุ้น Uber ล่วงหน้าให้กับนักลงทุนกลุ่ม Wealth ไว้ที่ราคา​ 48.77 ดอลล่าร์ 

นอกจากนี้ 2 สัปดาห์ก่อน Uber เข้า IPO ยังถูก Tesla ปาดหน้านำเสนอแผนธุรกิจบริการเรียกรถ (Ride-hailing service) ในปีหน้า โดยจะใช้รถของบริษัทที่ซึ่งเป็นรถไร้คนขับ ทำให้ Tesla  จะก้าวขึ้นมาเป็นเจ้าแรกที่มีบริการแท็กซี่ไร้คนขับ ซึ่งเป้าหมายดังกล่าวก็ถูกวางไว้เป็นอีกหนึ่งในแผนการเติบโตในอนาคตของ Uber  

มรสุมข่าวที่ตอดราคาหุ้น Uber ให้ร่วง เรียกว่ามีมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งต้นสัปดาห์ก่อน IPO กลุ่มคนขับรถให้บริการร่วมเดินทางของ Uber รวมถึง Lyft บางส่วน นัดกันออกมาหยุดงานประท้วง เพื่อเรียกร้องเรื่องค่าจ้างที่ไม่เป็นธรรม และการขาดความมั่นคงในการงาน โดยเฉพาะการขาดความโปร่งใสในเรื่องของการพิจารณาอัตราผลตอบแทนให้คนขับของทาง Uber โดยไม่ใช่แค่คนขับ Uber ในอเมริกา แต่มีการรายงานข่าวว่า มีคนขับ Uber ในประเทศต่าง ๆ อาทิ อังกฤษ บราซิล และออสเตรเลีย ก็ออกมาประท้วงไปพร้อมกันด้วย

ผลการดำเนินงานที่ยังไม่ดึงดูดเพียงพอ

uber
Photo Credit : Yahoo Finance

ก่อนเข้าตลาด Uber แจ้งผลการดำเนินงานปี 2018 ว่ามีรายได้อยู่ที่ 1.13 หมื่นล้านดอลล่าร์ เพิ่มขึ้นถึง 42% จากปี 2017 ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 997 ล้านดอลล่าร์ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ขาดทุนสุทธิสูงกว่า  4 พันล้านดอลล่าร์ แต่สิ่งที่ลดความน่าสนใจในสายตานักลงทุนคือ กำไรจากการดำเนินงานในรูปเงินสด (EBITDA) ที่แวดวงนักลงทุนมักเรียกว่า “กำไรที่ไม่ลวงตา” ซึ่งปี 2018 Uber ยังคงมี EBITDA ติดลบ 1.8 พันล้านดอลล่าร์ แม้ว่าจะดีกว่าปีก่อนถึง 30% ก็ตาม

ขณะที่ตัวเลขคาดการณ์ผลประกอบการไตรมาสแรกของปีนี้ ยังมีแนวโน้มว่า Uber จะขาดทุนสุทธิไม่ต่ำกว่า 1 พันล้านดอลล่าร์ จากรายได้ประมาณ 3-3.1 พันล้านดอลล่าร์ เหล่านี้อาจเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคาหุ้น 2 วันแรกของ Uber อาจดูไม่น่าสนใจเพียงพอสำหรับนักลงทุน

ซีอีโอ Uber ย้ำว่า Facebook และ Amazon ก็ไม่ได้สดใสช่วง IPO

Uber CEO
Dara Khosrowshahi ซีอีโอของ Uber (Photo Credit : Christophe Morin/IP3, Business Insider)

หลังราคาหุ้น ​Uber  ทำให้นักลงทุนหลายคนผิดหวัง Dara Khosrowshahi ซีอีโอของ Uber จึงได้ส่งข้อความสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนกลาย ๆ ผ่านจดหมายที่บอกว่าเขียนถึงพนักงาน Uber สรุปใจความได้ว่า 

“จำได้ไหมว่า Facebook และ Amazon ก็เคยผ่านช่วงเวลาแห่งความสาหัสอย่างไม่น่าเชื่อในช่วงแรก ๆ หลัง IPO … ซึ่งผมหวังว่า ช่วงเวลาแห่งความลำบากนี้ในตลาดหุ้นของ Uber จะจบลงในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า”

นอกจากนี้ ในจดหมาย Khosrowshahi ยังย้ำกับพนักงานว่า ทุกอย่างในตอนนี้ คือระยะสั้น แต่มุมมองของเขาคือการบริหาร Uber ให้เติบโตในระยะยาวมากกว่า จึงไม่อยากให้ไปสนใจกับ “อารมณ์ตลาดหุ้น (Market Sentiment)” ที่กำลังเป็นลบและเสียงในแง่ร้าย ขอให้ทุกคนทำงานในมือตนให้ดีที่สุด เพราะ Uber มีแผนจะเติบโตในหลายเวอร์ชั่น อันจะนำไปสู่ผลกำไรและมูลค่ากิจการที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลให้กับ Uber อาทิ Uber Eats และ Uber Freight รวมถึงโครงการรถไร้คนขับ (Autonomous Business)

นับเป็นความท้าทายอย่างมากของ Khosrowshahi ในการทำให้มูลค่ากิจการของ Uber ขยับขึ้นไปให้ถึง Valuation ที่ตลาดเคยหมายมั่นไว้ คือทะลุ 100,000 ล้านดอลลาร์ แต่ถ้าเขาสามารถขับเคลื่อน Valuation ของ Uber ขึ้นไปทะลุกว่า 120,000 ล้านดอลลาร์ ได้ต่อเนื่อง 90 วัน เขาอาจจะได้ “โบนัส” ที่มีมูลค่าสูงถึง 100 ล้านดอลลาร์ เป็นการตอบแทน

(updated) นับเป็นเรื่องน่ายินดีที่วันที่ 3 ราคาหุ้น Uber เริ่มปรับขึ้นเป็นครั้งแรก โดยมาปิดอยู่ที่ 39.96 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้นกว่า 7.7% จากวันที่ 2 หลังจากนี้ ก็ลุ้นกันต่อวาหุ้น Uber จะอยู่ขาขึ้นอีกนานแค่ไหน  แล้วมีโอกาสที่ราคาปิดจะกลับขึ้นมาเหนือราคา IPO ได้เมื่อไหร่ และที่สำคัญคือ Valuation จะพุ่งขึ้นไปทะลุ 1-1.2 แสนล้านดอลลาร์ ได้ในกี่เดือนนับจากนี้ …


  • 580
  •  
  •  
  •  
  •  
Tummy
Tummy
เมื่อไหร่ที่หยุดพัฒนาตัวเอง ถึงแม้เราไม่ได้ถอยหลัง แต่โลกก็จะทิ้งเราไว้ข้างหลังและหนีห่างออกไป จนวันหนึ่งเมื่อตื่นมา เราอาจรู้สึกแปลกแยก ... มาเปิดโลกทัศน์ แล้วสนุกกับทุกความเคลื่อนไหวในโลกใบนี้ไปพร้อมกันนะคะ
Top