103.58.148.118

Industry Insight

Ξ Leave a comment

20 เรื่องน่ารู้ “กาแฟ” เครื่องดื่มคนทั่วโลกขาดไม่ได้-สินค้าซื้อขายมากเป็นอันดับ 2 ของโลก

posted by  975 views

กาแฟ

นับตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นมา ทุก 1 ตุลาคมของทุกปี ถูกจัดตั้งให้เป็น “วันกาแฟสากล” (International Coffee Day) โดย International Coffee Organization เพื่อเฉลิมฉลองให้กับเกษตรกรผู้ปลูกเมล็ดกาแฟ และคอกาแฟทั่วโลก ซึ่งทุกวันนี้ “กาแฟ” เป็น 1 ใน 3 เครื่องดื่มที่คนทั่วโลกนิยมดื่มมากที่สุด (อีก 2 ประเภท คือ น้ำเปล่า และชา)

ดังนั้น เพื่อเข้าถึงวัฒนธรรมการดื่มกาแฟให้ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น MarketingOops! ชวนคุณผู้อ่านมาทำความรู้จักเบื้องหลังกว่าจะมาเป็น “เครื่องดื่มกาแฟ” หอมกรุ่น ผ่าน 20 เรื่องน่ารู้

1. กาแฟ หรือ Coffee มาจากภาษาเตอร์กิช และน่าจะเกี่ยวข้องกับคำว่า “Kaffe” เป็นชื่อเรียกบริเวณในเอธิโอเปียที่มีการค้นพบกาแฟเป็นแห่งแรกของโลก

2. กาแฟ เป็นพืชเศรษฐกิจที่มีการเพาะปลูกกว่า 60 ประเทศทั่วโลก และเป็นสินค้าที่มีการซื้อขายในตลาดโลกมากเป็นอันดับสอง รองจากน้ำมันปิโตรเลียม และในปัจจุบันมีผู้คนกว่า 25 ล้านคนทั่วโลกยังชีพด้วยการปลูกกาแฟ

3. กาแฟมีหลากหลายสายพันธุ์ แต่พันธุ์ที่นิยมเพาะปลูก เพื่อการจำหน่ายมีอยู่ 2 ชนิด คือ กาแฟพันธุ์โรบัสต้า และ พันธุ์อราบิก้า โดยพันธุ์โรบัสต้า เป็นกาแฟคุณภาพรอง นิยมใช้สำหรับการผลิตกาแฟสำเร็จรูป ส่วนกาแฟพันธุ์อราบิก้าได้รับการยอมรับว่าเป็นกาแฟคุณภาพเยี่ยม ให้รสชาติกลมกล่อมมากกว่า และมีปริมาณคาเฟอีนเพียง 1%

4. บริเวณที่เหมาะกับการปลูกกาแฟพันธุ์อราบิก้าได้ดีที่สุด คือ บริเวณพื้นที่ระดับสูงในดินแดนแถบเส้นศูนย์สูตร การเพาะปลูกกาแฟที่ระดับความสูงระหว่าง 600-1,800 เมตรจากระดับน้ำทะเล จะทำให้กาแฟค่อยๆ สุกช้าๆ อย่างมีคุณภาพ ให้รสชาติที่กลมกล่อมกว่า

Resize Coffee_02

5. พื้นที่ปลูกกาแฟส่วนใหญ่จะอยู่ระหว่างเส้นศูนย์สูตรที่ 23 องศา 27 ลิปดาเหนือ และใต้ หรือที่เรียกกันว่า Tropic of Cancer และ Tropic of Capricorn ครอบคลุมพื้นที่ในแถบแอฟริกาและอราเบีย ลาตินอเมริกา และหมู่เกาะแถบแปซิฟิก

6. ด้วยลักษณะภูมิประเทศที่แตกต่างกัน ภูมิอากาศ และวิธีในการเพาะปลูกที่ต่างกัน กาแฟที่ผลิตได้จากแต่ละภูมิภาค จึงมีลักษณะรสชาติเฉพาะตัวที่แตกต่างกัน ด้วยเหตุนี้ ภูมิศาสตร์ คือ ปัจจัยสำคัญที่สร้างสรรค์รสชาติให้กับกาแฟแต่ละชนิด

7. กาแฟแต่ละภูมิภาคมีลักษณะโดดเด่น ดังนี้

“กาแฟจากละตินอเมริกา” ให้รสชาติที่กลมกล่อมของกาแฟแท้ ให้รสชาติของโกโก้หรือถั่ว รวมถึงความสดชื่นกระปรี้ประเปร่า
“กาแฟจากอัฟริกา/อราเบีย” มีรสชาติหลากหลายตั้งแต่รสของผลเบอร์รี่ เครื่องเทศหายาก และกลิ่นหอมของมะนาว เกรปฟรุ๊ต โดดเด่นเฉพาะตัว
“กาแฟจากหมู่เกาะเอเชีย/แปซิฟิก” โดดเด่นด้วยบอดี้ที่หนัก มีกลิ่นไอแห่งธรรมชาติ สำหรับกาแฟจากแถบหมู่เกาะอินโดนีเซียจะเจือกลิ่นเครื่องเทศและสมุนไพรจางๆ
“กาแฟผสมจากหลายภูมิภาค” (เบลนด์) เป็นการเสาะแสวงหากาแฟคุณภาพมาผสมผสานกันกันเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมทั้งเรื่องกลิ่นและรสชาติ

8. ต้นกาแฟนั้นเติบโตได้ดีในพื้นที่ระหว่างเส้นศูนย์สูตร Tropic of Cancer ทรอปิกออฟแคนเซอร์ กับ เส้น Tropic of Capricorn ชาวไร่กาแฟ เรียกผลของต้นกาแฟว่า “ผลเชอรี่”

Resize Coffee_05

9. ต้นกาแฟอยู่ในพืชตระกูลเดียวกับไม้จำพวกพุดจีน ไม้พุ่มสีเขียวซึ่งพบอยู่ทั่วไปในสวน

10. ต้นกาแฟเป็นพืชท้องถิ่นของประเทศเอธิโอเปียและคาบสมุทรอาระเบีย ชาวดัชท์เป็นคนนำกาแฟไปปลูกที่ประเทศอินโดนีเซียและกระจายไปทั่วโลก โดย นักสำรวจ พ่อค้า

11. โดยทั่วไปต้นกาแฟจะออกดอกปีละครั้ง หลังจากดอกที่มีกลิ่นหอมเหมือนดอกมะลิร่วงจากต้น จะมีผลคล้ายลูกเชอรี่เล็ก ๆ ขึ้นมาแทน ซึ่งนำไปสู่ผลกาแฟสีแดงและสุกเต็มที่ ระยะเวลาตั้งการออกดอกไปจนถึงการเก็บเกี่ยวใช้เวลาประมาณเก้าเดือน

12. ต้นกาแฟส่วนใหญ่มีความสูงถึง 9-12 เมตร แต่มักจะได้รับการดูแลไม่ให้สูงมากนัก เพื่อให้ได้ผลผลิตที่สูงขึ้นและง่ายต่อการเก็บเกี่ยว

13. มีการปลูกกาแฟพันธุ์อราบิก้าเป็นจำนวนมหาศาลกระจายไปทั่วโลกกาแฟ อาจพบการผสมระหว่างสายพันธุ์แบบดั้งเดิมและสายพันธุ์ลูกผสมในเกือบทุกพื้นที่ที่ปลูกกาแฟ

14. ต้นกาแฟโดยเฉลี่ย 1 ต้นแต่ละฤดูกาลสามารถผลิตเป็นกาแฟคั่วได้ 450-680 กรัม

15. ต้องใช้ผลกาแฟประมาณ 2.27 ก.ก. เพื่อทำเป็นกาแฟสดหนัก 0.45 ก.ก.

Resize Coffee_03

16. กรรมวิธีการผลิตกาแฟ ประกอบด้วย “กรรมวิธีแบบล้าง” (แบบเปียก) โดยผลกาแฟสุกจะถูกเด็ดและนำไปยังพื้นที่ผลิตอย่างรวดเร็ว ซึ่งพื้นที่ผลิตนี้อาจเรียกว่าโรงสีเปียก (ภาษาสเปนเรียกว่า Beneficio) ชาวไร่จะนำผลกาแฟไปยังถังเก็บ ซึ่งจะใช้น้ำและแรงโน้มถ่วงเพื่อช่วยในการคัดเลือกกาแฟในขั้นแรก

จากนั้นเมล็ดจะถูกส่งไปยังถังหมัก กาแฟจะหมักอยู่ในถังจาก 18 ถึง 48 ชั่วโมงขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นภูมิอากาศ ความสูง และธรรมเนียมปฏิบัติ ระหว่างหมักจะเกิดปฏิกิริยาการย่อยสลายขึ้นซึ่งจะทำให้เยื่อหุ้มเมล็ดหลุดออกและช่วยดึง กลิ่น และรสชาติสดชื่นมีชีวิตชีวาออกมา

เมื่อผ่านการหมัก และล้างขั้นสุดท้ายแล้ว เข้าสู่ขั้นตอน “การทำให้แห้ง” โดยกาแฟจะถูกตากแห้ง ด้วยการวางไว้บนลาน หรือทำให้แห้งด้วยเครื่องเป่า ในกรรมวิธีการตากแห้งที่ลานจะต้องใช้คราดไถกาแฟ ซึ่งยังมีแผ่นหุ้มอยู่ เพื่อให้แน่ใจว่าทุกเมล็ดกาแฟนั้นแห้งเท่ากัน กรรมวิธีนี้ใช้เวลาสามวันไปจนถึงกว่าหนึ่งสัปดาห์ ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ

ส่วนกรรมวิธีการทำให้แห้งโดยใช้เครื่องเป่านั้น จะใส่กาแฟลงไปในเครื่องเป่าทรงกระบอก ซึ่งต้องใช้ความร้อนเพื่อทำให้กาแฟแห้ง โดยทั่วไปกรรมวิธีนี้จะเร็วกว่าการตากแห้งบนลาน อย่างไรก็ดี ต้องดูแลอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้กาแฟเสียหาย

Resize Coffee_01

17. ความหอมของกาแฟ (Aroma) เป็นสิ่งที่จะช่วยบอกรสชาติกาแฟ ตามหลักแล้วรสชาติกาแฟที่คุณสัมผัสนั้นมาจากกลิ่นหอมของกาแฟ นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมกาแฟจึงมีกลิ่นหอมเย้ายวนและมีรสชาติน่าลิ้มลอง

18. ความสดชื่นมีชีวิตชีวา (Acidity) สำหรับผู้ดื่มกาแฟ คำๆ นี้ไม่ได้หมายถึงความเปรี้ยวหรือความขม แต่หมายถึงความสดชื่นมีชีวิตชีวาที่คุณสัมผัสได้เมื่อดื่มกาแฟ คล้ายๆ กับเวลาที่คุณดื่มโซดา ซึ่งคุณจะสัมผัสได้ที่ด้านข้างของลิ้นตรงแถวกระพุ้งแก้ม

19. บอดี้ (Body) หมายถึง น้ำหนักของกาแฟที่หลงเหลืออยู่บนลิ้นหลังจากการดื่ม บอดี้ของกาแฟมีตั้งแต่บอดี้เบา ไปจนถึงบอดี้หนัก

20. รสชาติ (Flavor) เป็นสิ่งสำคัญของกาแฟ เพราะเป็นการผสมผสานความหอมของกาแฟ เข้ากับบอดี้ และความมีชีวิตชีวา ทำให้ผู้ดื่มประทับใจเมื่อได้ลิ้มลอง

Resize Coffee_04 Resize Coffee_06 Resize Coffee_07

 

 

 

Source : Starbucks Thailand

ติดตาม MarketingOops!
Marketing Oops! มี LINE OFFICIAL ACCOUNT แล้วนะ
ติดตามเรื่องราวดิจิทัลแบบอินเทรนด์ ได้ทุกวันผ่าน LINE ID @marketingoops

Contributor

อยู่ในแวดวงนิตยสารธุรกิจการตลาดกว่าสิบปี สนุกและชอบติตตามเทรนด์ ไลฟ์สไตล์ใหม่ๆ และอยากเรียนรู้เพิ่มเติมในแพลตฟอร์มดิจิทัล มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์การตลาดและดิจิทัลร่วมกันนะคะ

User Name: WP

FB Comments

Related Posts

Leave a Reply


three + = 7

Recent Posts

Facebook