
เวลาที่เดินเข้าอาคารใหม่สักแห่ง ไม่ว่าจะเป็นห้าง โรงแรม ออฟฟิศ หรือสนามกีฬา สิ่งแรกที่มักสังเกตคือความสวยงาม แต่เบื้องหลังพื้นที่เหล่านี้มีความซับซ้อนที่มากกว่านั้น วันนี้ภาพของ “Physical AI” เริ่มชัดขึ้นที่ฮ่องกง เมื่อ Construction Industry Council หรือ CIC จัดงาน Global AI and Smart Construction Conference and Exhibition 2026 เพื่อแสดงให้เห็นว่า ไซต์งานก่อสร้างยุคใหม่มี AI เป็นผู้ช่วยสำคัญในการเพิ่มความปลอดภัย ลดเวลาทำงาน และลดต้นทุน
ไซต์ก่อสร้างที่มี AI เป็นผู้ช่วยตัดสินใจ
จากข้อมูลของ South China Morning Post รายงานว่า Construction Industry Council หรือ CIC ของฮ่องกงจัดงาน Global AI and Smart Construction Conference and Exhibition 2026 หรือ GASCCE 2026 ระหว่างวันที่ 24–25 มิถุนายน 2026 เพื่อแสดงโซลูชัน AI และหุ่นยนต์สำหรับอุตสาหกรรมก่อสร้าง ตั้งแต่การออกแบบ ความปลอดภัยในไซต์งาน งานก่อสร้าง การบำรุงรักษา ไปจนถึงการบริหารอาคารระยะยาว
สิ่งที่น่าสนใจคือทิศทางของงานนี้ ชี้ให้เห็นถึงความพยายามพาอุตสาหกรรมก่อสร้างไปสู่การใช้งาน AI บนไซต์งาน โดยมีผู้แสดงเทคโนโลยีมากกว่า 50 รายจากฮ่องกง จีนแผ่นดินใหญ่ สิงคโปร์ และภูมิภาคอื่น ๆ พร้อมโซลูชันที่ครอบคลุมหลายช่วงของโครงการก่อสร้าง
นั่นเพราะอุตสาหกรรมก่อสร้างเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีการเปลี่ยนแปลงยากที่สุด ส่วนหนึ่งเป็นเพราะงานก่อสร้างเป็นงานที่พึ่งพาแรงงานคนเป็นหลัก โดยต้องอาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะบุคคล และการตัดสินใจภายใต้ข้อจำกัดของพื้นที่ หาก AI สามารถสร้างประสิทธิภาพในอุตสาหกรรมนี้ได้ ธุรกิจอื่นที่มีหน้างาน เช่น คลังสินค้า โรงแรม โรงงาน รีเทล อีเวนต์ และอสังหาริมทรัพย์ก็มีโอกาสเดินตามอุตสาหกรรมก่อสร้างได้เช่นกัน
เครน หุ่นยนต์เชื่อม AI ที่อยู่หน้างาน
จากภายในงาน CIC ได้ยกตัวอย่างระบบที่ทำให้เห็นว่า AI ในงานก่อสร้างเริ่มเข้าใกล้การใช้งานจริงมากขึ้น อย่างเช่น ระบบที่ช่วยลดเวลาตรวจสอบลงมากกว่าครึ่ง และลดความจำเป็นในการทำงานบนที่สูง โดยกระบวนการดังกล่าวได้รับการยอมรับจาก Buildings Department และ Housing Authority ของฮ่องกงแล้ว

อีกตัวอย่างคือ ระบบควบคุมทาวเวอร์เครนจากพื้นดิน รองรับการใช้งานผ่านแอปฯ และยังรองรับการยกของแบบอัตโนมัติเมื่อกำหนดจุดเริ่มต้นและจุดปลายทาง โดยใช้เซนเซอร์และระบบระบุตำแหน่งช่วยวางเส้นทางที่ปลอดภัย เทคโนโลยีแบบนี้สะท้อนแนวโน้มสำคัญของ Physical AI คือการย้ายคนงานออกจากจุดเสี่ยง แต่ยังคงให้คนเป็นผู้ควบคุม ตรวจสอบ และรับผิดชอบการตัดสินใจขั้นสุดท้าย
นอกจากนี้ยังมีหุ่นยนต์เชื่อมที่พัฒนาร่วมกับ The Hong Kong Polytechnic University โดยใช้ระบบการมองเห็น (Vision) เพื่อวางแผนและปรับแนวเชื่อมบนเหล็กกำลังสูง โดยไม่ต้องให้คนเข้ามาแก้ไขด้วยมือ ช่วยให้ทีม Facility Management ติดตามประสิทธิภาพและเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมได้ทันที
ธุรกิจก่อสร้างต้องเริ่มมอง AI
ด้วยแรงกดดันหลักของอุตสาหกรรมก่อสร้าง ที่ไม่ได้มีแค่ต้นทุนวัสดุหรือเดดไลน์โครงการ แต่ยังรวมถึงแรงงานที่หายาก ความปลอดภัย ความซับซ้อนของอาคาร และความต้องการด้านประสิทธิภาพพลังงาน โดย Albert Cheng, Executive Director ของ CIC มองว่า การขาดแคลนแรงงานจะผลักให้อุตสาหกรรมรับเทคโนโลยีเร็วขึ้น และงานที่ซ้ำซากหรือเสี่ยง เช่น งานบนที่สูง มีแนวโน้มถูกย้ายไปสู่ระบบอัตโนมัติมากขึ้นในทศวรรษหน้า
ในเชิงธุรกิจแปลว่า AI เข้ามาเพราะปัญหาที่เริ่มแก้ด้วยวิธีเดิมได้ยากขึ้น หากแรงงานหายากขึ้น ต้นทุนสูงขึ้น และความปลอดภัยถูกจับตาเข้มงวดมากขึ้น บริษัทที่ยังใช้วิธีทำงานแบบดั้งเดิมจะเริ่มเสียเปรียบในแง่เวลา ต้นทุน และความน่าเชื่อถือของโครงการ
รัฐบาลฮ่องกงยังเพิ่มแรงสนับสนุนอย่างจริงจังกับการใช้ Physical AI ในการก่อสร้างผ่านกองทุน Construction Innovation and Technology Fund หรือ CITF โดยในงบประมาณปี 2026–2027 รัฐบาลฮ่องกงเสนออัดฉีด 1,000 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง และ CIC สมทบอีก 400 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง รวมเป็นเม็ดเงินสูงถึง 1,400 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง เพื่อสนับสนุนการใช้นวัตกรรม เช่น Robotics, AI และ Digital Construction Technologies ในอุตสาหกรรมก่อสร้าง
เริ่มจากปัญหาไม่ใช่เริ่มจากหุ่นยนต์
สำหรับธุรกิจขนาดกลางและเล็ก Physical AI ไม่ควรมองว่าเป็นของเล่นของธุรกิจขนาดใหญ่เท่านั้น แต่ต้องมองให้เป็นเครื่องมือแก้ปัญหาหน้างาน ธุรกิจควรกลับมามองดูในธุรกิจของตัวเองว่า มีงานใดที่ต้องทำซ้ำซาก หรือมีความเสี่ยงสูง ซึ่งงานนั้นทำให้หาคนเข้ามารับผิดชอบได้ยากและอาจมีต้นทุนแฝงอยู่ในระดับสูง
อย่างเช่น ธุรกิจโรงแรมอาจเริ่มจากการติดตั้งกล้อง AI ที่ช่วยตรวจสอบความหนาแน่นของพื้นที่หรือช่วยดูแลความปลอดภัยในโรงแรม หรือธุรกิจคลังสินค้าที่อาจจะเริ่มต้นง่ายๆ จากหุ่นยนต์เคลื่อนที่หรือระบบ Vision เพื่อตรวจนับสินค้า และธุรกิจโรงงานอาจเริ่มจากการใช้เซนเซอร์ ส่วนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อาจเริ่มจากระบบเพื่อบริหารพลังงานและงานซ่อมบำรุง
แนวทางที่ธุรกิจต้องให้ความสำคัญคือการใช้ Physical AI ตัวเล็กๆ และต้องสามารถวัดผลได้ชัดเจน ที่สำคัญธุรกิจที่จะใช้ Physical AI ควรเลือกการใช้งานที่มี Pain Point ชัดเจน เช่น ลดอุบัติเหตุ ลดเวลาหยุดเครื่อง หรือเพิ่มความเร็วในการดำเนินการ จากนั้นลองทำงานในพื้นที่จำกัดแบบเสมือนทำงานจริง แล้ววัดผลเป็นตัวเลขที่ธุรกิจสามารถเข้าใจได้ เช่น เวลาที่ประหยัดได้ ต้นทุนที่ลดลง จำนวนความเสี่ยงที่ลดลง
หนึ่งเรื่องที่ CIC ให้ความสำคัญ การออกแบบโครงการในอนาคตต้องคิดเผื่อการเคลื่อนที่ของหุ่นยนต์หรืออุปกรณ์อัตโนมัติตั้งแต่ต้น เช่น เส้นทางการเดิน พื้นที่โหลดของ และตำแหน่งงานระบบ เพื่อไม่ให้ต้องปรับแก้ไขหลังติดตั้งระบบ ธุรกิจอื่นสามารถนำแนวคิดดังกล่าวไปใช้ได้เช่นกัน

ข้อมูลจากฮ่องกงสะท้อนภาพใหญ่ของ Physical AI ที่ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป สิ่งที่เกิดในไซต์ก่อสร้างฮ่องกงกำลังชี้ให้เห็นว่า ธุรกิจทุกประเภทสามารถนำ Physical AI เข้ามาใช้กับธุรกิจได้ ธุรกิจที่เริ่มเรียนรู้ตั้งแต่วันนี้ นอกจากจะช่วยให้ธุรกิจสามารถก้าวตามทันเทคโนโลยี ยังช่วยออกแบบธุรกิจให้ทำงานได้เร็วขึ้น ปลอดภัยขึ้น และแข่งขันได้อย่างเต็มประสิทธิภาพในโลกแห่งอนาคต
Source: SCMP
