103.58.148.118

Tech

Ξ Leave a comment

ชวนคิด!!! ทำไมสมาร์ทโฟนต้องมีกล้อง? หรือนี่จะถึงจุดแตกหักของกล้องดิจิทัล

posted by  2,910 views

Camera

ใครเลยจะไปจินตนาการได้ว่า โทรศัพท์เคลื่อนที่ขนาดเล็กกว่ากระเป๋าเจมส์บอนด์นิดหน่อยพร้อมเสาสูงเกือบ 2 เมตร ผ่านไปไม่เกิน 30 ปีจะหดเล็กลงจนใส่กระเป๋ากางเกงได้ แถมยังทำอะไรได้อีกมากมายกว่าแค่การโทรเข้าโทรออก ที่สำคัญใครเลยจะไปจินตนาการออกว่า ชีวิตประจำวันจะต้องไปผูกติดกับโทรศัพท์เคลื่อนที่จนเรียกว่า ลืมกระเป๋าเงินยังดีกว่าลืมโทรศัพท์เคลื่อนที่หรือที่ในปัจจุบันเราเรียกกันว่า “สมาร์ทโฟน”

ชื่อ “สมาร์ทโฟน” ก็บอกแล้วว่าเป็นโทรศัพท์ที่ฉลาดล้ำ แต่ยิ่งกว่าความฉลาดคือความสามารถที่ทำได้มากกว่าแค่การโทรเข้าออก และหนึ่งในความสามารถหลากหลายนั้นคือ “การถ่ายภาพ” เทคโนดลยีกล้องเพิ่งจะถูกติดตั้งลงไปในโทรศัพท์เคลื่อนที่เมื่อไม่นานมานี้ แต่เทคโนโลยีของกล้องก็ได้รับการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญกล้องสมาร์ทโฟนปัจจุบันเปลี่ยนแปลงหลักการและเหตุผลในการติดตั้งเทคโนโลยีกล้องลงไปในโทรศัพท์เคลื่อนที่อย่างสิ้นเชิง ยิ่งไปกว่านั้นยังไประรานข้ามห้วยถึงตลาดกล้องอีกด้วย

 

กล้องมือถือเพื่อความไว

แก้โจทย์ปัญหากล้องดิจิทัล

ย้อนกลับไปสู่ยุคที่โทรศัพท์มือถือปรับรูปลักษณ์ใหม่ให้มีขนาดเล็กกะทัดรัดพกพาสะดวก ดูเหมือนว่านวัตกรรมของโทรศัพท์มือถือจะหยุดตรงดีไซน์ที่เหมาะมือ จวบจนกระทั่งในปี 2000 Sharp ได้ส่งโทรศัพท์มือถือที่โดดเด่นด้วยจอสี แถมเพิ่มเติมคือฟังก์ชั่นถ่ายรูปด้วยความละเอียดระดับ 1 แสนพิกเซล นั่นคือต้นกำเนิดของการพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับการถ่ายภาพด้วยโทรศัพท์มือถือ

Sharp_J-SH04_CP+_2011

ในช่วงเวลาก่อนที่กล้องในโทรศัพท์มือถือจะเกิดขึ้น กล้องถ่ายรูปก็มีการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาใช้ โดยกล้องระดับโปรอย่าง SLR (Single Lens Reflex) เป็นกลุ่มแรกที่มีการเปลี่ยนจนกลายเป็น DSLR จากนั้นไม่นานกล้องดิจิทัลก็เข้ามาทดแทนกล้องฟิล์มที่ถูกเทคโนโลยีกลืนกินจนกระทั่งกล้องฟิล์มหายไปจากตลาด แม้ว่าจะมีความสะดวกในการถ่ายมากขึ้น ลดต้นทุนการซื้อฟิล์มและการล้างฟิล์ม แต่กล้องดิจิทัลก็ยังมีข้อจำกัดในเรื่องของการส่งรูปภาพให้คนอื่นที่ยังต้องใช้คอมพิวเตอร์เป็นตัวถ่ายโอนไฟล์รูป

ขณะที่โทรศัพท์มือถือเริ่มมีการพัฒนาเทคโนโลยีการส่งผ่านข้อมูล จากเดิมที่ใช้พูดคุยและส่งข้อความตัวอักษรแบบสั้นๆ หรือ SMS (Short Message Service) ก็มีการพัฒนาให้สามารถส่งรูปและเพลงได้หรือ MMS (Multimedia Message Service) สามารถทำให้การถ่ายรูปด้วยโทรศัพท์มือถือทำได้ง่ายและไวมาก เช่น เกิดเหตุการณ์หรือเรื่องราวตรงหน้าสามารถถ่ายภาพเก็บไว้แล้วส่งให้คนอื่นดูได้ด้วย

 

3 Megapixel สะเทือนกล้อง

สู่การเป็น Mirror-lessless

ทว่าในยุคนั้นกล้องโทรศัพท์มือถือมีความละเอียดเพียงหลักแสนพิกเซล ทำให้รูปที่ถ่ายจากโทรศัพท์มือถือไม่มีคุณภาพรายละเอียด แต่กล้องดิจิทัลเริ่มมีความละเอียดสูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งต้องยอมรับว่ากล้องโทรศัพท์มือถือเกิดขึ้นจากพฤติกรรมคนญี่ปุ่นที่ชอบถ่ายรูปภาพเก็บไว้ จนเมื่อเทคโนโลยีดังกล่าวไปสู่ตลาดสหรัฐฯ ก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี รวมไปถึงการพัฒนาเทคโนโลยีคุณภาพรายละเอียดของภาพ จนส่งผลให้กล้องโทรศัพท์มือถือมีความละเอียดสูงถึง 3 Megapixel หรือ 3 ล้านพิกเซล ซึ่งมีความละเอียดสูงเทียบเท่ากล้องดิจิทัล

Featured-Picture

นอกจากนี้เทคโนโลยีของโทรศัพท์มือถือยังถูกพัฒนาให้ชาญฉลาดมากยิ่งขึ้นจนอยู่ในระดับที่เรียกว่า “สมาร์ทโฟน” รวมไปถึงการเชื่อมต่อกับโลกอินเตอร์เน็ต ยิ่งไปกว่านั้นยังมี Social Media ที่เกิดขึ้น ส่งผลให้พฤติกรรมการถ่ายรูปของคนเพิ่มมากขึ้น โดยจะเน้นที่การถ่ายเพื่ออัพโหลดไปสู่ Social Media โดยไม่ต้องเสียเวลาเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ ขณะที่กล้องดิจิทัลก็สามารถทำได้ทั้งการถ่ายและอัพโหลดสู่ Social Media

แต่เมื่อความสามารถมีความใกล้เคียงกัน อีกทั้งสมาร์ทโฟนยังสามารถทำงานได้มากกว่าแค่การถ่ายรูป หลายคนจึงตกลงปลงใจว่าจะพกแต่สมาร์ทโฟนเพียงเครื่องเดียว นั่นจึงทำให้กล้องดิจิทัลต้องสร้างความแตกต่าง ด้วยการเพิ่มความสามารถให้ใกล้เคียงกล้อง DSLR เพื่อเรียกตลาดให้กลับมาจากการที่กล้องสมาร์ทโฟนกินบางส่วนของตลาดไป โดยเน้นไปที่จุดอ่อนของกล้องสมาร์ทโฟนในเรื่องของความคมชัด การเก็บรายระเอียดด้วยเทคโนโลยีกล้องแท้ๆ อย่าง CCD และการใช้เลนส์ซูมที่ให้ความละเอียดของภาพยังคงอยู๋แม้จะซูมภาพจากระยะไกล ซึ่งเทคโนดลยีแบบนี้ไม่มีในสมาร์ทโฟนอย่างแน่นอน

 

AI Tech สยบทุกตลาด

ความท้าทายของกล้องดิจิทัล

ดูเหมือนตลาดสมาร์ทโฟนจะหยุดให้ความสำคัญกับเรื่องของกล้อง และหันไปพัฒนาเทคโนโลยีด้านการแสดงผลภาพและดีไซน์มากกว่า จนกระทั่งสมาร์ทโฟนเข้าสู่เทคโนโลยี AI (Artificial Intelligence) ที่สามารถเรียนรู้ได้ว่ากำลังถ่ายอะไรและควรจะปรับแสงอย่างไรกับสภาพแสงที่เกิดขึ้นหน้าเลนส์ในเวลานั้น นั่นจึงทำให้หลายค่ายเริ่มกลับมาให้ความสำคัญกับเรื่องของกล้องอีกครั้งหนึ่ง

ซึ่งเราสามารถเห็นได้จากค่ายใหญ่อย่าง Apple ที่จัดแคมเปญ Shot on iPhone ด้วยการนำรูปภาพที่ถ่ายจาก iPhone มาทำเป็นภาพบนบิลบอร์ดและนำไปโชว์ในพื้นที่ต่างๆ เพื่อให้เห็นว่ากล้องสมาร์ทโฟนมีความละเอียดสูงเทียบเท่ากล้อง DSLR หรืออย่างใน Samsung Galaxy S9 ที่ทุกวันนี้หลายคนมักจะเรียกว่า กล้องเทพ!!! ก็มีการเพิ่มเทคโนโลยีรูรับแสงคล้าย f-stop ในกล้อง DSLR เพิ่มเติมคือ Bixby ระบบ AI ที่เข้ามาช่วยดูว่ารูปภาพนี้คืออะไร ต้องปรับรูรับแสงขนาดไหน ยิ่งไปว่านั้นยังมีฟังก์ชั่น Multi-Frame Noise Reduction หากถ่ายในที่มืด โดยจะทำการถ่ายภาพอย่างน้อย 3 ใบนำมาซ้อนกันเพื่อให้ภาพสว่างขึ้นและลดเม็ดสีลง

Shot-on-iPhone-6s-World-Gallery-thailand-03-flashfly

ล่าสุด Hauwei P20 Pro ยังกล้าการันตีคุณภาพของกล้องสมาร์ทโฟนว่าเป็น “กล้องสมาร์ทโฟนดีที่สุดในโลก” ซึ่งมาพร้อมกับเลนส์จาก Leica ถึง 3 ตัวประกอบไปด้วยเลนส์ Tele ขนาด 8 ล้านพิกเซลใช้ถ่ายรูปในระยะไกล, เลนส์ RGB ขนาด 40 ล้านพิกเซล และเลนส์ Mono ขนาด 20 ล้านพิกเซลใช้ถ่ายรูปขาวดำ ทำให้กล้องของ Huawei P20 Pro มีความละเอียดรวม 68 ล้านพิกเซล

ขณะที่ Mi MIX 2S ที่เพิ่งเปิดตัวไป ยังโดดเด่นด้วยเซ็นเซอร์จาก Sony IMX363 ที่ติดตั้งในกล้องหลังคู่ เป็นเซ็นเซอร์รับแสงที่มีขนาดใหญ่ถึง 1.4 ไมครอน พิกเซล เพื่อให้คุณภาพของภาพถ่ายที่ดีกว่าในสภาพแสงน้อย ทำงานควบคู่กับ Dual Pixel เพื่อให้สามารถโฟกัสแบบอัตโนมัติที่รวดเร็วขึ้น รวมไปถึงระบบ AI แบบผสมผสานที่รวมถึงความอัจฉริยะในการถ่ายภาพแบบต่างๆ และระบบจดจำใบหน้า

 

Mi MIX 2S_04

 

แก้จุดอ่อนเสริมจุดแข็ง

ยุคที่สมาร์ทโฟนเป็นมากว่าสมาร์ทโฟน

นั่นทำให้เห็นว่า สมาร์ทโฟนไม่ใช่แค่อุปกรณ์สื่อสารผ่านเสียงและตัวอักษรเท่านั้น หากแต่ยังสามารถสื่อสารผ่านรูปภาพที่มีความละเอียดสูง และยังสามารถใช้สมาร์ทโฟนในการถ่ายรูปที่มีความชัดเจน ผ่านการพัฒนาเทคโนโลยีให้สามารถถ่ายภาพออกมาให้มีคุณภาพเทียบเท่าหรือใกล้เคียงกล้องดิจิทัล

หลายคนอาจจะบอกว่า สมาร์ทโฟนยังมีจุดอ่อนไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเทคโนโลยีรับแสงที่กล้องสามารถทำได้ดีกว่า หรือการใช้เลนส์ต่างๆ เพื่อให้เหมาะสมกับประเภทของภาพถ่ายแต่ละชนิด นั่นคือความจริงเมื่อครั้งอดีต แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีต่างๆ ถูกพัฒนาขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความคมชัดของภาพ ที่แม้สมาร์ทโฟนจะไม่สามารถติดตั้งเทคโนโลยีอย่าง CCD ได้ แต่สมาร์ทโฟนก็เลือกใช้เลนส์ที่ดีระดับกล้องโปร ผสานการทำงานกับระบบ AI ที่ฉลาดล้ำ ผลที่ได้คือภาพที่สวยงามในองค์ประกอบของแสงและสี

DSCN5141-1024x768

 

หลายคนอาจยังบอกว่า เลนส์ก็เป็นอีกองค์ประกอบที่สมาร์ทโปรไม่มีอย่างเลนส์ซูม เนื่องจากสมาร์ทโฟนส่วนใหญ่จะใช้ซูมแบบดิจิทัลซึ่งจะลดความคมชัดของภาพลงได้ แต่สมาร์ทโฟนจัดเป็นหนึ่งใน Gadget นั่นย่อมหมายความว่าต้องมี Gadget อื่นมาสนับสนุนได้ บรรดาเลนส์ Gadget ทั้งหลายจึงพร้อมออกมาเพื่อเสริมการทำงานของกล้องสมาร์ทโฟน ทั้งเลนส์ซูม เลนส์ไวด์ เป็นต้น

นั่นหมายความว่าในอนาคตเป็นไปได้ว่า สมาร์ทโฟนจะเข้ามากินส่วนแบ่งกล้องดิจิทัลบางส่วน สำหรับคนที่ต้องการพกอุปกรณ์น้อยชิ้นแต่ยังต้องการภาพที่ชัดเจนสวยงาม สามารถอัพโหลดรูปเข้าสู่ระบบอินเตอร์เน็ตไม่อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องรอเชื่อมต่อกับระบบ Wi-Fi แต่แน่นอนว่าก็จะมีบางคนที่ยังใช้กล้องดิจิทัลในแบบการตั้งกล้องถ่ายเพื่อเก็บภาพยาวนาน ซึ่งการใช้สมาร์ทโฟนอาจมีความเสี่ยงหาย ซึ่งสมาร์ทโฟนที่ถ่ายรูปสวยๆ ไม่ใช่ราคาถูกๆ

arsenal34

นั่นจึงชี้ได้ว่า ตลาดกล้องดิจิทัลกำลังเจอกับความท้าทายระลอกใหม่และใหญ่กว่าเดิม โดยเฉพาะระบบ AI ที่จะพัฒนามากขึ้นต่อไปในอนาคต ทั้งนี้ตลาดกล้องโปรและตลาด Action Camera อาจไม่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาของสมาร์ทโฟนมากเท่าไหร่ เนื่องจากเป็น Nich Market เป็นสินค้าเฉพาะกลุ่ม ซึ่งมีความสามารถและเอกลักษณ์ที่โดดเด่น และยากที่เทคโนโลยีสมาร์ทโฟนจะเข้าถึง

เว้นแต่ถ้าตลาดเหล่านี้จะลงมาท้าทายสมาร์ทโฟน

ขอเวลา R&D ซักพัก

แล้วเจอกัน!!!

ติดตาม MarketingOops!
Marketing Oops! มี LINE OFFICIAL ACCOUNT แล้วนะ
ติดตามเรื่องราวดิจิทัลแบบอินเทรนด์ ได้ทุกวันผ่าน LINE ID @marketingoops

Contributor

ความเร็วอาจไม่ใช่สิ่งสำคัญ ถ้าพิถีพิถันกับความลึก มองมุมต่าง สร้างความคิด สะกิดต่อมอยากรู้

User Name: Watokung

FB Comments

Related Posts

Leave a Reply


+ 6 = seven

Recent Posts

Facebook