
ในวันที่หลายคนคุ้นเคยกับมุกหลอกเล่นรับ April Fool’s Day มาม่ากลับเลือกเปลี่ยน “เรื่องที่เหมือนจะเป็นมุก” ให้กลายเป็นแคมเปญที่เกิดขึ้นจริง ด้วยการจับมือกับ Onetouch สร้างไอเท็มลิมิเต็ดสุดจี๊ดที่หยิบภาพจำของซองเครื่องปรุงมาต่อยอดเป็นซองใส่ถุงยางอนามัยสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ตอกย้ำว่าแคมเปญนี้ไม่ได้มีไว้แค่เรียกเสียงฮือฮา แต่ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างประสบการณ์ร่วมกับผู้บริโภคอย่างแท้จริง
Mama x Onetouch! เมื่อ “ซองเครื่องปรุง” ไปหยุดที่การเป็น “ถุงยาง”

และด้วยการ Lift up แบรนด์ให้เป็นคาแร็กเตอร์ที่สนุกและเข้าถึงง่ายมากขึ้น ล่าสุด มาม่า” จับมือกับแบรนด์ถุงยางอนามัยสุดคูลอย่าง “Onetouch” เปลี่ยนภาพจำของ “ซองเครื่องปรุง” มาม่าให้กลายเป็นซองใส่ถุงยางอนามัยสุด Exclusive ที่ทุกคนต้องอยากครอบครอง เป็นการเล่นผ่านรูปแบบ Seasonal Campaign ในวันที่ 1 เมษายนนี้ ซึ่งตรงกับวัน April Fool’s Day นั่นเอง
กิมมิกของไอเท็มนี้ คือการที่ซองดูแล้วนึกว่าเป็นซองเครื่องปรุง แต่ทว่า ภายในบรรจุถุงยางอนามัย ที่มีกลิ่น “ต้มยำกุ้ง” คือสัมผัสได้ถึงกลิ่นของมะนาวและตะไคร้ใบมะกรูดพรั่งพรูเลย เรียกได้ว่าเป็นการสร้างสรรค์ไอเท็มที่ดึงเอาจุดแข็งของ 2 แบรนด์มารวมกันได้อย่างไม่น่าเชื่อเลย
ไฮไลท์ไอเท็มลับฉบับ “มาม่า X Onetouch”

- ความพิเศษ กลิ่นสมุนไพร ได้แก่ กลิ่นมะนาวและกลิ่นตะไคร้ อวลด้วยความอุ่น แบบกลิ่นของต้มยำ
- เงื่อนไข “ไม่มีวางจำหน่าย” แจกฟรี
- วันเดียวเท่านั้น! วันที่ 1 เมษายน (April Fool’s Day)
- สถานที่ ลิโด้ (Lido Connect)
มากกว่าการทำคอนเทนต์โพสต์ แต่คือการผลิตจริงๆ กระตุ้นต่อมว้าว! คนไทย

แคมเปญนี้ไม่ใช่แค่เรื่องตลกที่จบแค่การโพสต์บนโซเชียลมีเดียในวันเมษาหน้าโง่ แต่เป็นการวางกลยุทธ์ที่ลึกซึ้งในหลายมิติ ได้แก่
- Contextual Marketing ที่ถูกจังหวะ – การใช้ April Fool’s Day เป็นตัวชูโรง ช่วยลดกำแพงเรื่องความ “เขินอาย” ในการพูดถึงถุงยางอนามัย เปลี่ยนเป็นเรื่องสนุกสนานที่เข้าถึงง่ายและเป็นกันเอง
- Visual Similarity Play ความชาญฉลาดของ “มาม่า” กับการหยิบเอาดีไซน์ของซองเครื่องปรุงมาเล่น เพราะในความจริงซองเครื่องปรุงของมาม่ารุ่น Bigpack มีสัดส่วนที่ใกล้เคียงกับซองถุงยางจริงๆ การขยี้จุดนี้ทำให้เกิดจดจำ (Brand Recall) ที่แรงมาก
- The Power of “Limited Edition” การประกาศชัดเจนว่า “ไม่ขาย” และ “แจกวันเดียว” สร้างสภาวะ FOMO (Fear of Missing Out) กระตุ้นให้คนอยากไปร่วมกิจกรรมเพื่อครอบครองไอเทมหายากนี้
‘มาม่า x Onetouch’ การคอลแลปฯ ที่ 1+1 ได้มากกว่า 2

การจับคู่กันของสองแบรนด์ที่ดูเหมือนจะอยู่คนละขั้ว (อาหาร vs สุขอนามัยทางเพศ) แต่กลับเข้ากันได้อย่างน่าทึ่ง เพราะทำให้ทั้งสองแบรนด์เพิ่มการขยายฐานลูกค้าได้ (Cross-Targeting) โดย “มาม่า” ได้ใจกลุ่ม Gen Z และวัยรุ่นมากขึ้น ผ่านภาพลักษณ์ที่ขี้เล่น กล้าสนุก และทันสมัย ขณะที่ Onetouch ได้เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคมหาชน (Mass) ของมาม่า ทำให้ภาพลักษณ์ของถุงยางอนามัยที่เดิมดูเป็นเรื่องที่ต้องปกปิดพูดไม่ได้ ให้กลายเป็นเรื่อง “ไลฟ์สไตล์” ที่พูดได้เข้าถึงได้มากขึ้น
นอกจากนี้ ต้องบอกว่านานๆ ที่เราจะเห็นแบรนด์หยิบเอากลยุทธ์การสร้าง Sensory Branding มาใช้ โดย “มาม่า” ซึ่งมีรสชาติต้มยำกุ้งเป็น Signature ที่สำคัญของแบรนด์ ถูกนำมาประกบคู่ใส่ในสินค้าของ Onetouch เรียกได้ว่าเป็นการทำ Sensory Branding ที่ข้ามสายอุตสาหกรรม ช่วยสร้างความรู้สึกแปลกใหม่และทำให้แบรนด์มาม่าไม่ได้อยู่แค่บนลิ้น แต่อยู่ในประสบการณ์ส่วนตัวด้านอื่นของผู้บริโภคด้วย

ทั้งหมดนี้เรียกได้ว่า “มาม่า” เฉียบคมในการใช้ประโยชน์จากเสียงในโซเชียลฯ แปลงมาเป็นการสร้างสรรค์ไอเดียได้อย่างน่าทึ่ง การหยิบเอาคอมเมนต์ที่เคยถูกล้อเลียน ว่ามองเผินๆ ซองเหมือนถุงยาง แทนที่แบรนด์จะปฏิเสธ แต่มาม่ากลับเลือกที่จะ “เล่นไปกับมัน” (Embrace the Joke) ซึ่งแสดงถึงความเข้าใจการทำคอนเทนต์การตลาดยุคใหม่ และสามารถคว้าใจคนรุ่นใหม่ได้ไปเต็มๆ
แคมเปญนี้คือตัวอย่างยอดเยี่ยมของการทำ Creative Marketing ที่ใช้ความตลกเป็นสะพานเชื่อม และใช้ความกล้าของแบรนด์ในการก้าวข้ามกรอบเดิมๆ จนเกิดเป็นกระแสที่สร้างให้คนรักแบรนด์ได้แบบยาวๆ
