วิเคราะห์ดีลใหญ่ EssilorLuxottica เข้าถือหุ้นแว่นท็อปเจริญ ใครได้ประโยชน์อะไร และผลกระทบต่อตลาด

  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

อุตสาหกรรมแว่นตาไทยมีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจมาก หลังจาก EssilorLuxottica (เอสซีลอร์ ลุกซอตติกา) และแว่นท็อปเจริญประกาศปิดดีลร่วมทุนอย่างเป็นทางการ (2 เมษายน 2569) โดยยักษ์ใหญ่จากฝั่งยุโรปตัดสินใจเข้าถือหุ้นในสัดส่วนที่สำคัญเพื่อเป็นพันธมิตรหลักของเครือข่ายร้านแว่นที่ใหญ่ที่สุดในไทย

ความเคลื่อนไหวในครั้งนี้ส่งผลให้ความสัมพันธ์ที่ยาวนานของทั้งคู่เปลี่ยนมาเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจแบบเต็มตัว แว่นท็อปเจริญมีจุดแข็งที่สำคัญคือจำนวนสาขากว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศ ดีลนี้จึงเน้นการใช้เครือข่ายร้านค้าปลีกที่ครอบคลุมทุกพื้นที่มาผสานกับนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ได้อย่างรวดเร็ว

รู้จัก EssilorLuxottica ยักษ์ใหญ่เบอร์หนึ่งของโลก

EssilorLuxottica เป็นชื่อที่คนในวงการแว่นตารู้จักกันดีในฐานะผู้ผลิตและจำหน่ายรายใหญ่ที่สุดของโลก กลุ่มบริษัทนี้เกิดจากการรวมตัวกันของ Essilor ผู้ผลิตเลนส์ชื่อดัง และ Luxottica เจ้าของแบรนด์กรอบแว่นระดับโลก พอร์ตสินค้าของบริษัทประกอบด้วยแบรนด์ดังอย่าง Ray-Ban, Oakley รวมถึงแบรนด์แฟชั่นระดับหรูอย่าง Gucci และ Prada

ในปี 2568 บริษัททำรายได้รวมสูงถึง 2.85 หมื่นล้านยูโร พร้อมฐานพนักงานทั่วโลกกว่า 2 แสนคน ปัจจุบันไทยเป็นฐานผลิตและจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญของกลุ่มบริษัทในเอเชีย นอกจากสินค้าแฟชั่นแล้ว บริษัทยังประสบความสำเร็จอย่างมากกับ “Smart Eyewear” โดยมียอดขายแว่นตา AI ที่ทำร่วมกับ Meta สูงถึง 7 ล้านชิ้นในปีที่ผ่านมา ตัวเลขนี้เติบโตขึ้นกว่าสามเท่าจากปีก่อนหน้า และสะท้อนให้เห็นว่าเทคโนโลยีสวมใส่อัจฉริยะกำลังได้รับความนิยมจากผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เส้นทางแว่นท็อปเจริญ ร้านแว่นจากสระบุรีสู่การเป็นเบอร์หนึ่งอาเซียน

แว่นท็อปเจริญเริ่มต้นธุรกิจในปี 2490 ในชื่อ “เจริญการแว่น” ที่จังหวัดสระบุรี โดยมีจุดเด่นคือการใช้หน่วยรถเร่เพื่อเข้าถึงลูกค้าตามชุมชนต่างๆ ต่อมาบริษัทภายใต้การบริหารของคุณนพศักดิ์ ตรีพรชัยศักดิ์ ได้มีการปรับโฉมแบรนด์ให้ทันสมัยและจดลิขสิทธิ์เครื่องหมายการค้าในชื่อ “แว่นท็อปเจริญ” จนกลายเป็นชื่อที่ผู้บริโภคจดจำได้ทั่วประเทศ

ปัจจุบันบริษัทร่วมเจริญพัฒนา จำกัด (มหาชน) คือผู้ครองส่วนแบ่งการตลาดแว่นตาในไทยสูงถึง 41% ด้วยจำนวนสาขากว่า 2,000 แห่ง ท็อปเจริญมีจุดแข็งที่ความเชี่ยวชาญด้านบุคลากรผ่านการก่อตั้งวิทยาลัยทัศนมาตรศาสตร์และศูนย์ฝึกอบรมของตนเองเพื่อผลิตผู้เชี่ยวชาญด้านสายตาโดยเฉพาะ นอกจากนี้บริษัทยังขยายฐานธุรกิจไปยังกลุ่มประเทศอาเซียน ทั้งเวียดนาม สปป.ลาว และกัมพูชา เพื่อสร้างเครือข่ายร้านแว่นตาที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค

วิเคราะห์สิ่งที่เกิดขึ้นหลังดีล: ประโยชน์ที่แต่ละฝ่ายได้รับและผลกระทบต่อตลาด 

การร่วมทุนในครั้งนี้ส่งผลต่อทิศทางธุรกิจและภาพรวมการแข่งขันในหลายมิติ ดังนี้

  • ยุทธศาสตร์ Smart Eyewearและหน้าร้านหลักของเทคโนโลยีสวมใส่: ยักษ์ใหญ่จากฝั่งยุโรปจะได้ครอบครองช่องทางการจัดจำหน่ายที่แข็งแกร่งที่สุดในไทยทันที ข้อมูลพฤติกรรมลูกค้าในระดับท้องถิ่นจากท็อปเจริญจะถูกนำไปใช้พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตรงใจคนไทยมากขึ้น

ดีลนี้ระบุชัดเจนถึงเป้าหมายการพัฒนาหมวดหมู่ผลิตภัณฑ์อุปกรณ์สวมใส่ (Wearable Technology) แว่นท็อปเจริญจะกลายเป็นหน้าร้านหลักในการกระจายสินค้าล้ำสมัยอย่าง Ray-Ban Meta หรือเลนส์อัจฉริยะรุ่นใหม่ๆ สู่ผู้บริโภคชาวไทย การมีสาขาจำนวนมากช่วยให้ท็อปเจริญสามารถสร้างประสบการณ์การใช้งานจริง (User Experience) ให้กับลูกค้าได้ทั่วถึงและรวดเร็วกว่าคู่แข่งรายอื่น

  • แรงกดดันต่อคู่แข่งในตลาด Chain Store: การผนึกกำลังครั้งนี้สร้างความได้เปรียบทางต้นทุน (Economy of Scale) อย่างมหาศาลให้กับแว่นท็อปเจริญ เมื่อเบอร์หนึ่งในตลาดค้าปลีกมีพันธมิตรเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดของโลกย่อมส่งผลให้การบริหารจัดการราคาสินค้าทำได้ดีจนคู่แข่งรายอื่นยากจะต่อกร ผลกระทบนี้บีบให้ผู้เล่นรายอื่นในตลาดไทยต้องเร่งปรับตัวเพื่อรักษาฐานลูกค้าเดิมเอาไว้  นอกจากนี้ดีลนี้ยังช่วยเสริมความมั่นใจให้กับนักลงทุนในฐานะบริษัทมหาชนที่ได้รับความไว้วางใจจากพาร์ทเนอร์ระดับโลก
  • การยกระดับบริการและนวัตกรรมสายตา: ท็อปเจริญจะได้รับสิทธิ์เข้าถึงนวัตกรรมล่าสุดของโลกก่อนใคร มาตรฐานการบริหารจัดการร้านค้าปลีกแบบสากลจะถูกนำมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริการ ขณะเดียวกันลูกค้าชาวไทยจะสามารถเข้าถึงสินค้าเทคโนโลยีสูงและแบรนด์เนมระดับโลกได้ง่ายขึ้น พร้อมรับบริการหลังการขายที่ได้รับมาตรฐานระดับโลกผ่านสาขาทั่วประเทศ

“ธุรกิจแว่นตามีความจำเป็นต่อทุกคนเปรียบเสมือนปัจจัยสี่ เพราะสายตาเป็นสิ่งที่ต้องดูแลตลอดชีวิต ไม่มีข้อยกเว้น และคนส่วนใหญ่ไม่ได้มีแว่นเพียงอันเดียว เลนส์ก็ต้องเปลี่ยนทุกปี การขยายตัวของตลาดนี้จึงเป็นไปอย่างไม่หยุดยั้ง” นั่นคือคำพูดที่คุณนพศักดิ์ ตรีพรชัยศักดิ์ CEO แห่งแว่นท็อปเจริญ เคยบอกไว้กับ Marketing Oops! ถึงโอกาสที่รออยู่มหาศาลในอุตสาหกรรมนี้ 


  •  
  •  
  •  
  •  
  •