เลียนแบบ Luxury Brand ที่วัดให้ไกลกว่า Retention Rate

  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

 

ในโลกของ Luxury Business “Retention Rate” หรืออัตราการกลับมาซื้อซ้ำของลูกค้า มักถูกมองว่าเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญที่บอกได้ว่าแบรนด์แข็งแรงเพียงใด เพราะมันสะท้อนว่าสินค้าชิ้นหนึ่งยังคงมีคุณค่าและความต้องการหลังจากออกจากร้านไปแล้วหรือไม่ สินค้าแบบไหนยังคงเป็นที่ต้องการของตลาด และแบรนด์ใดสามารถสร้างความปรารถนาที่ไม่จางหายไปตามกระแสแฟชั่น

อย่างไรก็ตาม Retention Rate เพียงตัวเดียวไม่สามารถอธิบายความสำเร็จของแบรนด์ได้ ปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อยในอุตสาหกรรมนี้คือการให้ความสำคัญกับตัวเลขเพียงตัวเดียวมากเกินไป ไม่ว่าจะเป็นยอดขาย การเติบโต การมีส่วนร่วมของลูกค้า หรือแม้แต่มูลค่าในตลาด Resale ตัวเลขเหล่านี้ล้วนมีความหมาย แต่หากมองแยกออกจากกันก็ไม่สามารถสะท้อนภาพรวมของแบรนด์ได้อย่างแท้จริง

แบรนด์ Luxury ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นจาก KPI เพียงตัวเดียว แต่เกิดจากระบบของ Metric หลายอย่างที่ทำงานร่วมกัน บางอย่างวัดได้ด้วยตัวเลข แต่บางอย่างเป็นคุณค่าที่จับต้องได้ยาก และนี่คือเหตุผลที่การวัดผลใน Luxury Business แตกต่างจากธุรกิจทั่วไป ธุรกิจแบบ Mass Market ที่มักเน้นประสิทธิภาพ การเติบโต และความถี่ในการซื้อ แต่ Luxury ทำงานด้วยตรรกะอีกแบบหนึ่ง นั่นคือความหายาก อารมณ์ และความเชื่อมั่นในระยะยาว ด้วยเหตุนี้ แบรนด์ Luxury ที่แข็งแรงจึงมักมีลักษณะที่ดูสวนทางกับธุรกิจทั่วไป โดยอาจเติบโตช้ากว่า สื่อสารน้อยกว่า ไม่พยายามทำการตลาดกับทุกคน และไม่เร่งเพิ่มยอดขายให้เร็วที่สุด เพราะในบางครั้ง การขายเร็วเกินไปอาจทำให้คุณค่าของแบรนด์ลดลง แคมเปญที่กลายเป็นไวรัลอาจทำลายความลึกลับของแบรนด์ หรือกระบวนการขายที่ถูกปรับให้มีประสิทธิภาพมากเกินไปอาจทำให้ประสบการณ์ของลูกค้าดูเป็นเพียงธุรกรรมธรรมดา เพราะเหตุนี้ การวัดความแข็งแกร่งของ แบรนด์ Luxury จึงต้องมองลึกกว่าตัวเลขพื้นฐาน และมีตัวชี้วัดสำคัญหลายด้าน

 

1. ความยืนยาวของความต้องการ แบรนด์ Luxury ที่แข็งแรงไม่ได้สร้างเพียงกระแสความนิยมในระยะสั้น

แต่สร้างความปรารถนาที่สามารถคงอยู่ได้โดยไม่ต้องกระตุ้นตลอดเวลา สินค้าบางชิ้นยังคงขายดีแม้เวลาจะผ่านไปหลายปี ดีไซน์แทบไม่เปลี่ยนแต่ยังดูร่วมสมัยอยู่เสมอ หรือแม้เปิดตัวมานานแล้วก็ยังมีรายการรอซื้ออยู่ ความสามารถในการรักษาความต้องการในระยะยาวจึงมีความสำคัญมากกว่าการสร้างกระแสชั่วคราว

 

2. ความสามารถในการขึ้นราคาโดยไม่สูญเสียความเชื่อมั่น

แบรนด์ Luxury ที่แข็งแรงสามารถปรับราคาขึ้นได้โดยที่ลูกค้ายังคงยอมรับ สินค้าในตลาดมือสองยังคงมีมูลค่าสูง และภาพลักษณ์ของแบรนด์ไม่ได้เสียหาย การที่ตลาดยอมรับราคาที่เพิ่มขึ้นอย่างสงบสะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่ลูกค้ามีต่อแบรนด์

 

3. ความน่าเชื่อถือของความหายาก

หลายแบรนด์พยายามทำให้สินค้าดูหายาก แต่ความหายากที่แท้จริงไม่ได้เกิดจากการประกาศจำกัดจำนวนเพียงอย่างเดียว มันเกิดจากการควบคุมปริมาณสินค้าอย่างสม่ำเสมอในระยะยาว ไม่ทำให้สินค้าเห็นบ่อยเกินไป และไม่ต้องอธิบายความหายากนั้นอย่างโจ่งแจ้ง แบรนด์ที่แข็งแรงมักทำให้ความหายากเกิดขึ้นอย่างเงียบ ๆ

 

4. เสถียรภาพของสินค้าไอคอน

สินค้าไอคอนคือรากฐานของ แบรนด์ Luxury สินค้าเหล่านี้มักถูกจดจำได้แม้เวลาจะผ่านไปหลายทศวรรษ ดีไซน์อาจเปลี่ยนเพียงรายละเอียดเล็ก ๆ แต่ยังคงเอกลักษณ์เดิม และยังคงเป็นศูนย์กลางของทั้งภาพลักษณ์และรายได้ของแบรนด์ แบรนด์ที่ไม่มีสินค้าไอคอนมักต้องวิ่งตามความใหม่อยู่ตลอดเวลา

 

5. อำนาจทางวัฒนธรรมของแบรนด์

ในยุคของ Social Media หลายคนมักเข้าใจว่าการเข้าถึงจำนวนมากคืออิทธิพล แต่ใ แบรนด์ Luxury อำนาจทางวัฒนธรรมไม่ได้วัดจากจำนวนคนที่เห็นแบรนด์ แต่วัดจากคนที่เลือกใช้มัน สินค้าที่ถูกเลือกโดยนักสะสม ผู้มีรสนิยม หรือผู้ที่มีอิทธิพลทางวัฒนธรรมจริง ๆ มักมีความหมายมากกว่าการถูกโปรโมตผ่านอินฟลูเอนเซอร์จำนวนมาก

 

6. ความลึกของความสัมพันธ์กับลูกค้า

ลูกค้าของแบรนด์ลักชัวรีไม่ได้จำเป็นต้องซื้อบ่อย แต่ต้องมีความผูกพันกับแบรนด์ในระยะยาว ลูกค้าที่ซื้อสินค้าหลายหมวดหมู่ เว้นช่วงเวลาซื้อหลายปีแต่ยังคงติดตามแบรนด์ หรือแม้แต่การส่งต่อสินค้าจากรุ่นสู่รุ่น ล้วนสะท้อนความสัมพันธ์ที่ลึกกว่าการซื้อขายทั่วไป

 

7. ความสามารถในการเงียบ

ซึ่งอาจเป็นตัวชี้วัดที่น่าสนใจที่สุด แบรนด์ Luxury ที่แข็งแรงสามารถหยุดการสื่อสารชั่วคราวได้โดยไม่สูญเสียความสำคัญ สามารถหายไปจากกระแสระหว่างคอลเลกชัน และไม่จำเป็นต้องสร้างเรื่องราวใหม่ตลอดเวลาเพื่อรักษาความสนใจของตลาด


  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
Molek
Head of Strategic Marketing ใน Integrated Service Agency ที่หนึ่ง ผู้หลงใหลในหลาย ๆ ที่มีความอยากรู้และเรียนรู้ในเรื่อง Startup, นวัตกรรม, การตลาด จากมุมมองหลาย ๆ ด้านและวัฒนธรรมของแบรนด์ต่าง ๆ