EU ออกกฎบังคับให้มือถือ “เปลี่ยนแบตฯ เองได้” จุดเริ่มต้นของการปิดฉากการใช้กาวในสมาร์ทโฟนหรือไม่

  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

“สมาร์ทโฟน” กลายเป็นอุปกรณ์สำคัญไปแล้วในชีวิตของทุกคน ทำให้การใช้งานสมาร์ทโฟนบ่อยขึ้นแทบจะทุกช่วงจังหวะของชีวิตในแต่ละวัน ยิ่งใช้งานมากความเสื่อมก็ย่อมเกิดเร็วชึ้น ทำใฟ้ Life Cycle ของสมาร์ทโฟนแทบจะเปลี่ยนกันแบบปีต่อปี โดยเฉพาะ “แบตเตอรี่” ที่เสื่อมไวมากที่สุด หากย้อนกลับไปในอดีตจะพบปัญหาเรื่องแบตเตอรี่ไม่ใช่เรื่องใหญ่เพราะสามารถถอดเปลี่ยนได้

แต่ในทุกวันนี้การเปลี่ยนแบตเตอรี่กลายเป็นเรื่องใหญ่ เนื่องจากสมาร์ทโฟนถูกปิดทึบด้วยฟีเจอร์ “กันน้ำ” ทำให้แบตเตอรี่ถูกปิดผนึกอยู่ภายในไว้อย่างดี พร้อมซีลกันน้ำด้วย “กาว” พิเศษสำหรีบสมาร์ทโฟนโดยเฉพาะ ซึ่งรวมไปถึงอุปกรณ์อื่นๆ อย่าง Tablet ทำให้การเปิดเครื่องเปลี่ยนหรือซ่อมต้องทำโดยช่างผู้ชำนาญและเครื่องมือพิเศษมากมาย ทำให้หลายคนเมื่อมีปัญหาเรื่องแบตเตอรี่นิยมเปลี่ยนเครื่องใหม่มากกว่าเสียเงินค่าซ่อมที่ศูนย์ที่ราคาแทบจะครึ่งหนึ่งของราคาเครื่องใหม่

 

EU ออกกฎหมายใหม่เปลี่ยนแบตฯ เองได้

นั่นทำให้สหภาพยุโรปหรือ EU มองว่านี่เป็นปัญหาที่ส่งผลให้เกิดขยะอิเลคทรอนิกส์เพิ่มชึ้นอย่างมหาศาล เพื่อลดปัญหาดังกล่าว EU ได้ตัดสินใจประกาศกฎระเบียบใหม่ที่บังคับให้สมาร์ทโฟนทุกเครื่อง รวมถึง Tablet ต้องออกแบบให้ทนทานมากขึ้น ที่สำคัญผู้ใช้สมาร์ทโฟนต้องสามารถ “เปลี่ยนแบตเตอรี่เองได้” โดยกำหนดบังคับใช้จริงจังภายในปี 2027 (แม้มีการประกาศมาแล้วในปี 2025)

กฎหมายฉบับใหม่นี้ของ EU กำลังบังคับให้ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนทั่วโลกที่ต้องการเจาะตลาดยุโรป ต้องมีการออกแบบดีไซน์การติดตั้งแบตเตอรี่ของสมาร์ทโฟนใหม่ ซึ่งหนึ่งในไอเดียคือการกลับไปใช้ดีไซน์การเปิดฝาหลังเพื่อเปลี่ยนแบตเตอรี่ แต่นั่นก็ทำให้สูญเสียความสามารถ “กันน้ำ” หายไป

 

6 ข้อหลักกฎหมายใหม่

อย่างไรก็ตามกฎระเบียบใหม่ของ EU ครั้งนี้แบ่งใจความสำคัญออกได้เป็น 6 ข้อหลัก ไม่ว่าจะเป็น

User-Replaceable Batteries: สมาร์ทโฟนจะต้องได้รับการออกแบบให้ผู้ใช้ทั่วไปสามารถเปลี่ยนแบตเตอรี่ได้เองที่บ้าน โดยใช้เพียงเครื่องมือพื้นฐานที่มีขายทั่วไปและไม่ต้องพึ่งพาช่างเทคนิค ครอบคลุมถึง Tablet โดยจะมีผลบังคับใช้ภายใน ก.พ. 2027

Battery Health & Longevity: แบตเตอรี่ต้องมีคุณภาพสูงขึ้น โดยต้องคงความจุได้อย่างน้อย 80% หลังจากผ่านการชาร์จไปแล้ว 800 รอบ

10-Year Spare Parts: ผู้ผลิตต้องจัดหาอะไหล่สำรองให้พร้อมใช้งานเป็นเวลาสูงสุด 10 ปี หลังจากวางจำหน่ายเครื่องรุ่นนั้น

Rapid Delivery: เมื่อมีการสั่งอะไหล่ ชิ้นส่วนสำคัญต้องถูกส่งถึงมือผู้ซ่อมภายใน 5-10 วันทำการ

Public Repair Manuals: แบรนด์ต้องเปิดเผยคู่มือการซ่อมฉบับเต็มให้คนทั่วไปเข้าถึงได้

Repairability Score: สมาร์ทโฟนต้องมีการติดฉลากแสดงคะแนนความง่ายในการซ่อม รวมถึงข้อมูลอายุการใช้งานแบตเตอรี่ไว้ที่กล่อง เพื่อประกอบการตัดสินใจซื้ออย่างโปร่งใส

 

อนาคตที่พลิกโฉมเทคโนโลยีโลก

หากลองวิเคราะห์ถึงผลที่จะตามมาหากกฎระเบียบนี้ถูกบังคับใช้จริง สิ่งแรกคือดีไซน์ที่เปลี่ยนไปอย่างแน่นอน เนื่องจากการถอดฝาหลังเพื่อเปลี่ยนแบตฯ ได้จะทำให้ตัวเครื่องหนาขึ้นและสูญเสียระบบกันน้ำ ซึ่งเป็นหนึ่งกลยุทธ์มาตรฐานที่แบรนด์ทั่วโลกแข่งขันกัน หากยังคงดีไซน์บางเฉียบและกันน้ำได้อาจต้องมีการพัฒนาระบบซีลขึ้นมาใหม่ที่อาจเป็นรูปแบบแม่เหล็กแรงสูง

และจะทำให้กลยุทธ์การแข่งขันเน้นไปที่นวัตกรรม “กันน้ำ” อีกครั้งด้วยดีไซน์ที่ยังคงบางเฉียบ ควบคู่กับการพัฒนาชิปเซ็ตที่เร็วและแรงขึ้น รวมไปถึงความคุ้มค่าระยะยาว นั่นหมายถึง Life Cycle ของสมาร์ทโฟนจะยืนยาวนานมากขึ้น หรือการเปลี่ยนสมาร์ทโฟนเพราะแบตฯ เสื่อมหรือเครื่องพังลดลง

หลายคนอาจจะงงว่าทำไม EU กล้าออกกฎหมายแบบนี้ ทั้งที่เหมือนเป็นดึงให้ตลาดกลับถอยหลัง แต่ต้องไม่ลืมว่า EU เคยประสบความสำเร็จมาแล้วจากการกำหนดให้ USB-C กลายเป็นมาตรฐานยุโรปจนกลายเป็นมารรฐานโลกในเวลาต่อมา ซึ่ง EU เองเชื่อว่ากฎระเบียบนี้จะทำให้ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนทั่วโลก ลงทุนพัฒนานวัตกรรมจำนวนมหาศาลไม่ใช่แค่ในตลาดยุโรปเพียงเท่านั้น แต่จะพัฒนาไปสู่ตลาดโลกอีกด้วย

 

ก็ต้องติดตามกันว่า ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนจะขยับตัวกันอย่างไร เพราะตลาดยุโรปเป็นตลาดที่สำคัญและคงไม่มีใครลงทุนเพื่อพัฒนานวัตกรรมขึ้นมาเพื่อยุโรปโดยเฉพาะ

และอาจจะเป็นก้าวสำคัญของการพลิกโฉมตลาดสมาร์ทโฟนใหม่ รวมถึงการมีการฟื้นคืนชีพของแบรนด์แบตเตอรี่เสริมในอดีตที่เคยรุ่งเรืองให้กลับมาอีกครั้ง ก็…อาจเป็นได้

 

Source : Bloonberg


  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
Gigolo
เมื่อเทคโนโลยีอยู่ใกล้กับชีวิตทุกคน มารู้เท่าทันเทคโนโลยีเพื่อใช้มัน แต่อย่าให้เทคโนโลยีมันใช้เรา