เตรียมรับมือยุค Physical AI เมื่อความฉลาดก้าวออกจากหน้าจอสู่การลงมือปฏิบัติในโลกจริง

  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

ในช่วงระยะเวลาไม่นานมานี้ โลกของธุรกิจและเทคโนโลยีค่อยๆ เชื่อมเข้าหากัน ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI รับบทเป็นผู้ประมวลผลข้อมูลมหาศาลและวางกลยุทธ์ทางการตลาด ทันทีที่มีการป้อนคำสั่งหรือต้องการให้ช่วยแก้ปัญหา แต่สุดท้ายแล้ว มนุษย์อย่างเราก็ยังคงต้องรับบทบาทนำผลลัพธ์ที่ไปปฏิบัติงานลงมือทำเองอยู่ดี แต่ในวันนี้ AI ก้าวล้ำไปอีกขั้นเมื่อความอัจฉริยะกำลังผสานกับกลไกทางกายภาพ เพื่อให้สามารถลงมือทำสิ่งต่างๆ ได้เองโดยไม่ต้องผ่านมือมนุษย์ ซึ่งเราเรียกสิ่งนี้ว่า “Physical AI”

แต่ความสำคัญของ Physical AI ไม่ได้เป็นเพียงอุปกรณ์ใหม่ที่เกิดขึ้นมา แต่กำลังจะเข้ามาเปลี่ยนโลก เพื่อทำความรู้จัก Physical AI และช่วยให้เห็นภาพการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนขึ้น คุณอภิรัตน์ หวานชะเอม Founder and CEO Practical จะมาเปิดมุมมองที่ท้าทายกรอบความคิดเดิมๆ บนเวที The Intelligence Stage ในงาน AssetWise presents Marketing Oops! Summit 2026

 

สมองดิจิทัลก้าวเดินออกจากหน้าจอ

​วิวัฒนาการของ AI ไม่ได้เริ่มต้นจากความว่างเปล่า แต่ย้อนกลับไปในช่วงการสร้าง Thinking Machine ซึ่งเป็นช่วงที่แนวคิด AI เริ่มชัดเจน ยืนยันได้จากระบบ AlphaGo ของบริษัท DeepMind ระบบ AI ยุคแรกที่สามารถเอาชนะแชมป์โลกเกมหมากล้อมหรือ “โกะ” ได้สำเร็จ ตอกย้ำว่าคอมพิวเตอร์มีความสามารถในการเรียนรู้รูปแบบและประมวลผลความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นได้เกินขีดจำกัดของสมองมนุษย์

อย่างไรก็ตาม แม้ AI จะมีความฉลาดแต่ก็ยังคงถูกจำกัดขอบเขตการทำงานเฉพาะในเกมหรือในเซิร์ฟเวอร์ประมวลผลขนาดใหญ่ ไม่สามารถรับรู้ข้อมูลต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัว ด้วยข้อจำกัดทางด้านเทคโนโลยี ส่งผลให้ AI ในเริ่มต้นทำได้แค่คิดและประมวลผลเหมือนปราชญ์ผู้รอบรู้แต่นั่งอยู่ในห้องปิดตาย ทำได้เพียงให้คำปรึกษาผ่านจดหมาย แต่ไม่สามารถออกจากห้องมาทำอะไรได้ด้วยตัวเอง

​“แล้วถ้าคอมพิวเตอร์ที่คิดวิเคราะห์ได้ ฉลาดล้ำๆ ไม่ได้อยู่แค่ในหน้าจอ โดยที่ไม่ต้องรอให้เราไปออกคำสั่งหรือเขียน Prompt ใหทำงาน แต่สามารถรับรู้สิ่งต่างๆ รอบตัว รับรู้ปัญหาที่เกิดขึ้น คิดแล้วหาวิธีการในการลงมือปฏิบัติแทนตัวเรา จากเดิมที่แค่คิดอย่างเดียว คิดเสร็จก็รอให้ไปถามต่อ นั่นคือสิ่งที่เราเรียกกันว่า Physical AI ที่พร้อมเป็นผู้ช่วยที่รับรู้ปัญหาแล้วช่วยแก้ปัญหาให้ได้เลย” คุณอภิรัตน์ กล่าว

เพื่อให้เห็นภาพการทำงานของ Physical AI จำเป็นต้องมี​องค์ประกอบสำคัญด้วยการผสาน 4 หัวใจหลักเข้าด้วยกัน ซึ่งประกอบไปด้วย

  • เซนเซอร์ (Sensors) เพื่อให้ Physical AI สามารถมองเห็นและรับรู้สภาพแวดล้อมรอบตัว
  • สมองประมวลผลขนาดเล็ก (Edge Computer) ทำหน้าที่วิเคราะห์ข้อมูลที่ได้รับจากเซนเซอร์ เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์
  • กลไกการเคลื่อนไหว (Actuators) โดยจะแปลงผลลัพธ์ที่ได้จากการวิเคราะห์ให้เกิดการลงมือปฏิบัติ
  • วงจรการเรียนรู้ (Learning Loop) การเรียนรู้ที่ช่วยให้สามารถปรับปรุงแก้ไขข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น

ทำให้ไม่จำเป็นต้องรอให้ AI วิเคราะห์ข้อมูลเสร็จสิ้นแล้วสั่งให้พนักงานไปดำเนินการ เพราะ Physical AI สามารถรับรู้ปัญหาที่เกิดขึ้น เช่น เมื่อสังเกตเห็นชั้นวางสินค้าว่างเปล่า Physical AI จะทำการเติมสินค้าบนชั้นวางสินค้านั้นทันที หรือตรวจจับความผิดปกติที่เกิดขึ้น จะทำการแก้ไขปัญหาเหล่านั้นได้ทันที โดยไม่ต้องรอให้มนุษย์เข้าไปดำเนินการ ช่วยสร้างประสบการณ์ที่ราบรื่นที่สุดให้กับผู้บริโภคที่กำลังรอคอยบริการ

 

ถอดรหัส 3 รูปแบบ Physical AI

​วิวัฒนาการของ Physical AI ไม่ได้เกิดขึ้นแบบก้าวกระโดดรวดเดียว แต่มีการแบ่งสายพันธุ์และระดับความสามารถออกอย่างชัดเจน โดย คุณอภิรัตน์ ได้จำแนกเทคโนโลยีนี้ออกเป็น 3 รูปแบบหลัก เพื่อให้สามารถเข้าใจทิศทางการทำงานและนำมาประยุกต์ใช้ในโลกธุรกิจได้ดียิ่งขึ้น

รูปแบบแรก คือ การนำ Physical AI เข้าไปฝังตัวอยู่ในอุปกรณ์ที่มนุษย์ใช้งานอยู่แล้วในชีวิตประจำวัน (Embedded AI in Existing Tools) รูปแบบนี้เป็นสิ่งที่ใกล้ตัวผู้บริโภคมากที่สุด โดยไม่ได้สร้างสิ่งประดิษฐ์รูปร่างใหม่ขึ้นมา แต่เป็นการยกระดับ “สมอง” เดิมที่มีอยู่ให้สามารถทำงานแทนมนุษย์ ตัวอย่างที่ช่วยให้เห็นภาพได้ชัด อย่างรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ (Self-Driving Car) ยานพาหนะที่วันนี้ AI ทำหน้าที่เป็นผู้ขับขี่ คอยประเมินและตัดสินใจแทนในเสี้ยววินาที ช่วยเปลี่ยนประสบการณ์การเดินทาง

รูปแบบที่สอง โดยจะเป็น กลุ่มอุปกรณ์เฉพาะทาง (Special Purpose Physical AI) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ตั้งแต่ต้น ออกแบบมาเพื่อรองรับ AI โดยเฉพาะ หุ่นยนต์ในกลุ่มนี้เกิดมาเพื่อเชี่ยวชาญในแก้ปัญหาใดปัญหาหนึ่ง เช่น หุ่นยนต์ดูดฝุ่นที่ลัดเลาะไปตามมุมบ้าน อย่างไรก็ตามข้อจำกัดคือการทำงานได้เพียงอย่างเดียว เช่น หุ่นยนต์ดูดฝุ่นจะลุกขึ้นมาช่วยชงกาแฟไม่สามารถทำได้ ทำให้มีขอบเขตการทำงานที่จำกัดและชัดเจน

​และรูปแบบที่สาม คือ ปัญญาประดิษฐ์อเนกประสงค์ (General Purpose Physical AI) หรือที่คุ้นเคยในรูปแบบ Humanoid หุ่นยนต์คล้ายมนุษย์ ที่สามารถทำงานได้หลากหลายรูปแบบ โดยคุณอภิรัตน์เปรียบเสมือนการถือกำเนิดของ iPhone ที่ในอดีตต้องพกพาวิทยุ กล้องถ่ายรูป และโทรศัพท์แยกชิ้นกัน จนกระทั่งสมาร์ทโฟนได้รวบรวมทุกสิ่งเข้าไว้ในอุปกรณ์เดียว หุ่นยนต์อเนกประสงค์รุ่นใหม่นี้ก็เช่นเดียวกัน

​Physical AI อยู่รอบตัวแบบที่คิดไม่ถึง

​หลายคนอาจจะยังไม่รู้ตัวว่า Physical AI ได้แฝงตัวเข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันเป็นที่เรียบร้อยไปแล้ว เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน “โดรนเซลฟี่” ขนาดเล็กที่สามารถบินติดตามผู้ใช้งานเพื่อถ่ายวิดีโอได้อย่างแม่นยำ เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด ซึ่งโดรนเหล่านี้ไม่ได้พึ่งพาสัญญาณ GPS ในการนำทาง แต่ใช้เลนส์กล้องเป็นดวงตาเพื่อจับภาพใบหน้าผู้ใช้งาน ใช้สมองกลประมวลผลเพื่อคำนวณทิศทางลม และควบคุมใบพัดทั้งสี่ให้รักษาสมดุลกลางอากาศ

พร้อมกับคำนวณและคาดการณ์ความน่าจะเป็นล่วงหน้าว่า กำลังจะเดินไปทิศทางไหนเพื่อไม่ให้หลุดเฟรมภาพ สิ่งประดิษฐ์ชิ้นเล็กๆ นี้ต้องอาศัยการประมวลผลหลายพันรอบต่อวินาทีเพื่อรักษาตำแหน่งของตนเอง ซึ่งถือเป็นความก้าวหน้าทางวิศวกรรม

“ผมเชื่อว่ามันจะเปลี่ยนสังคมมนุษย์ แทนที่เราจะต้องมี หุ่นยนต์สำหรับดูดฝุ่นตัวหนึ่ง หุ่นยนต์ชงกาแฟตัวหนึ่ง หุ่นยนต์ล้างรถอีกตัวหนึ่ง เราสามารถใช้หุ่นยนต์ Humanoid ที่เป็น Physical AI เพียงตัวเดียวสามารถทำได้ทุกอย่างที่อยู่รอบตัวเราได้” คุณอภิรัตน์ เสริม

​หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไม Humanoid หุ่นยนต์เสมือนมนุษย์ ที่กำลังได้รับความสนใจทั่วโลก ต้องออกแบบมาให้เหมือนมนุษย์ เหตุผลง่ายๆ เพราะสภาพแวดล้อมทั้งหมดบนโลกใบนี้ ไม่ว่าจะเป็นขั้นบันได ลูกบิดประตูหรือทางเดิน ล้วนถูกออกแบบเพื่อรับกับสรีระของมนุษย์ ทำให้การใช้หุ่นยนต์ Humanoid ไม่ต้องปรับเปลี่ยนหรือซื้ออุปกรณ์เพิ่มเติมเพื่อให้หุ่นยนต์ทำงานสะดวก ถ้าเราสามารถทำได้ Humanoid ก็สามารถทำได้เช่นกัน

 

Humanoid รับวิกฤตแรงงานและสังคมสูงวัย

หากเรากลับมาดูที่ประเทศไทย ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อโครงสร้างทางเศรษฐกิจ นั่นคือการก้าวเข้าสู่ “สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์” ด้วยอัตราที่รวดเร็วกว่าญี่ปุ่น ซึ่งส่งผลให้วัยแรงงานมีจำนวนลดลง SME กำลังเผชิญประสบภาวะขาดแคลนบุคลากร Physical AI จึงกลายเป็นเหมือนทางออกที่ช่วยเข้ามาอุดช่องโหว่ในระบบแรงงานได้ โดยเฉพาะในงานที่มีความเสี่ยงสูง หรืองานที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ

​“บางคนอาจเคยได้ยินข่าวอุบัติเหตุของ Tesla แต่อุบัติเหตุนั้นจะเป็นครั้งสุดท้าย เพาะเหตุการณ์เหล่านั้นจะทำให้ AI เรียนรู้ และจะส่งต่อองค์ความรู้นั้นกระจายไปสู่ AI ตัวอื่นๆ ให้สามารถเรียนรู้ได้เหมือนกันหมด” คุณอภิรัตน์ กล่าวเพิ่มเติม

​ความสามารถในการเรียนรู้ร่วมกันนี่เอง ที่ทำให้ต้นทุนในการดูแลรักษาระบบลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ประสิทธิภาพการทำงานจะพุ่งสูงขึ้นแบบก้าวกระโดด ผู้ประกอบการในยุคปัจจุบันจึงต้องปรับกระบวนความคิดใหม่ แทนที่จะมองว่า Physical AI เหล่านี้คือผู้บุกรุกที่จะเข้ามาแย่งงานคน แต่ควรวางไว้ในฐานะ “ผู้ช่วยทางยุทธศาสตร์” ปลดล็อกศักยภาพของพนักงานให้ไปโฟกัสกับงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์อย่างแท้จริง

 

ความเสี่ยงและภัยคุกคามที่ต้องระวัง

​ท่ามกลางกระแสความตื่นเต้นถึงศักยภาพของ Physical AI อย่างไรก็ตามมักจะมีความจริงอีกด้านที่ต้องศึกษาไว้เช่นกัน อย่างความกังวลใจต่อตลาดแรงงานทั่วโลก นั่นเพราะหุ่นยนต์ Humanoid ไม่รู้จักความเหน็ดเหนื่อย ไม่ต้องการวันหยุด และแทบจะไม่สร้างความผิดพลาด ส่งผลให้เกิดคำถามว่า แล้วมนุษย์จะไปอยู่ตรงไหนในกระบวนการสายการผลิต

“ตอนนี้เรารู้แล้วว่า AI ไม่ใช่เครื่องคิดเลข แต่ทำอะไรได้เหมือนหรือดีกว่ามนุษย์ ทำให้หลายคนมองว่า หุ่นยนต์เป็นสิ่งที่จะเข้ามา Disruption หรือเป็นศัตรูของมนุษย์ และคนที่อยู่ในตลาดแรงงานจะไปอยู่ตรงไหน สามารถทำงานร่วมกับ Humanoid ได้อย่างไร” คุณอภิรัตน์ เสริม

​นอกจากเรื่องตลาดแรงงานแล้ว ความมั่นคงก็เป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงที่สั่นคลอนความเชื่อมั่นระดับสากล เพราะหากเทคโนโลยีนี้ตกไปอยู่ในมือของผู้ไม่ประสงค์ดี การนำ Physical AI ไปดัดแปลงเพื่อใช้ในรูปแบบ “หุ่นยนต์สงคราม” หรือใช้เพื่อก่อวินาศกรรม จะทำให้ผู้ก่อเหตุมีศักยภาพและควบคุมได้ยากยิ่งขึ้น

​นอกจากนี้ ด้านกฎหมายก็ยังเป็นความท้าทายที่สร้างความหนักใจ สมมติว่า ธุรกิจนำหุ่นยนต์เสิร์ฟมาใช้งาน แล้วเกิดอุบัติเหตุทำให้ผู้บริโภคได้รับบาดเจ็บ ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหาย บริษัทผู้พัฒนาซอฟต์แวร์หรือผู้ผลิตหุ่นยนต์ จริงแล้วอาจเป็นผู้ประกอบการธุรกิจในฐานะเจ้าของหุ่นยนต์ ทำให้ “กฎหมายหุ่นยนต์ (Robot Laws)” เริ่มกลายเป็นเรื่องที่ทั่วโลกตั้งคำถามและให้ความสนใจ

หรือหากหุ่นยนต์สังเกตพฤติกรรมมนุษย์แล้วสร้างสรรค์ผลงานศิลปะขึ้นมาด้วยตัวเอง หรือคิดค้นสูตรอาหารใหม่ๆ ที่ไม่เคยมีมาใครทำมาก่อน โดยอาศัยพฤติกรรมของมนุษย์คนนั้นๆ ใครจะได้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ผลงานเหล่านั้น หุ่นยนต์ที่สร้างสรรคฺผลงานขึ้นมา หรือคนที่เป็นเจ้าของพฤติกรรมที่ทำให้หุ่นยนต์สร้างสรรคผลงาน หุ่นยนต์สามารถเปิดหน้าร้านขายของหรือเซ็นสัญญาทางธุรกิจในฐานะนิติบุคคลได้หรือไม่ เป็นสิ่งที่ต้องมีความชัดเจน

 

สิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ใหม่บนความผูกพัน

ส่วนใหญ่ของมนุษย์เป็นสัตว์สังคม ไม่นิยมอยู่อย่างสันโดษหรือเดียวดาย ​เมื่อ Physical AI ก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตผู้คน ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางจิตวิทยาที่ไม่เคยมีมาก่อน ปัจจุบันมีงานวิ​ทำความรู้จัก Physical AI เทคโนโลยีผสานสมองกลและกลไกเข้าด้วยกัน เพื่อช่วยแก้วิกฤตแรงงานไทย เจาะลึกความท้าทายใหม่และกฎหมายหุ่นยนต์ที่ต้องรู้ในงาน Marketing Oops Summit 2026จัยระบุว่า ผู้คนจำนวนมากรู้สึกสบายใจที่ได้ระบายความในใจและขอคำปรึกษาจาก AI มากกว่าการพูดคุยกับมนุษย์ด้วยกันเอง เนื่องจาก AI เป็นผู้ฟังที่ยอดเยี่ยม ไม่เคยตัดสิน และจดจำทุกรายละเอียดได้อย่างแม่นยำ

หาก AI เหล่านี้มีรูปร่างหน้าตา มีน้ำเสียงที่อ่อนโยน สามารถเดินมานั่งเคียงข้าง และให้ความรู้สึกเหมือนเป็นมนุษย์คนหนึ่ง ความผูกพันทางอารมณ์ที่มนุษย์มีต่อเครื่องจักรเหล่านี้อาจหยั่งรากลึกเกินจินตนาการ

“แม้จะอยู่ในแวดวงเทคโนโลยีมาอย่างยาวนาน ในอดีตเคยตั้งคำถามว่า Thinking Machine คือคอมพิวเตอร์ที่คิดได้จะเป็นไปได้จริงหรือไม่ แต่วันนี้คำตอบนั้นชัดเจน แล้วถ้ามันก้าวข้ามขีดจำกัดของ Thinking Machine ไปจนกลายเป็น Being Machine ที่ทั้งคิดได้และมีความเป็นตัวตนที่ชัดเจนมากขึ้น แล้วอะไรคือ Human Being อะไรคือ Machine Being อย่าไปมองว่า นั่นเป็นแค่หุ่นยนต์ตัวนึงเท่านั้น” คุณอภิรัตน์ กล่าวทิ้งท้าย

​สุดท้ายแล้ว อนาคตของธุรกิจและเทคโนโลยีไม่ได้ถูกกำหนดด้วยเครื่องมือที่ฉลาดที่สุด เพราะธุรกิจต้องนำความฉลาดเหล่านั้นมาสอดประสานกับวิถีแบบมนุษย์ Physical AI ไม่ได้เกิดมาเพื่อลดทอนคุณค่าความเป็นคน แต่มาเพื่อยกระดับความสามารถให้มากกว่าที่เคยเป็น องค์กรที่กล้าจะเรียนรู้ ทดลอง ป้องกันความเสี่ยงจะสามารถสร้างความได้เปรียบ และพร้อมนำเสนอสิ่งที่ดีกว่าให้กับผู้บริโภคในโลกยุค Physical AI แห่งอนาคตได้อย่างแท้จริง


  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
Gigolo
เมื่อเทคโนโลยีอยู่ใกล้กับชีวิตทุกคน มารู้เท่าทันเทคโนโลยีเพื่อใช้มัน แต่อย่าให้เทคโนโลยีมันใช้เรา
CLOSE
CLOSE