
หนึ่งในข่าวใหญ่ของโลกธุรกิจในช่วงที่ผ่านมา คงหนีไม่พ้นการประกาศเตรียมอำลาตำแหน่ง CEO ของ Tim Cook แห่ง Apple ที่เตรียมส่งไม้ต่อให้กับ John Ternus หัวหน้าฝ่ายฮาร์ดแวร์ในเดือนกันยายนนี้ หลังจากนำทัพ Apple ฝ่ามรสุมและสร้างประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนานถึง 15 ปี
การประกาศลงจากตำแหน่งในครั้งนี้ ทำให้หลายคนหันกลับไปย้อนมองเส้นทางความสำเร็จของ Cook และตั้งคำถามว่า
Cook ทำอย่างไรถึงสามารถรับไม้ต่อจาก Steve Jobs และพา Apple ทะยานสู่การเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงสุดทะลุ 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐหรือราว 130 ล้านล้านบาทได้สำเร็จ
โดยปกติแล้ว เวลาที่เรานึกถึงภาพของ “ผู้นำ” หรือ “ซีอีโอ” ระดับโลก ภาพแรกที่มักจะผุดขึ้นมาในหัวคือคนที่มีบุคลิกโดดเด่น พูดจาฉะฉานบนเวที มีเสน่ห์ดึงดูด เรียกว่า Charisma มาเต็ม คนๆ นั้นจะมีความสามารถสะกดคนฟังได้ ไม่ว่ากำลังจะเล่าเรื่องอะไรอยู่ก็ตาม
แต่ในโลกธุรกิจยุคปัจจุบันที่มีความซับซ้อนและเกิด Disruption กันแบบวันต่อวัน สถานการณ์แบบนี้กลับกำลังสร้างผู้นำแบบใหม่ที่เรียกกันว่า “Quiet Leader” หรือ “ผู้นำที่เงียบขรึม”
แบบเดียวกับที่ Tim Cook เป็นเป๊ะๆ บุคลิกซึ่งคนในแวดวงธุรกิจมองว่า ผู้นำแบบนี้ก็สามารถสร้างอิมแพคที่ยิ่งใหญ่ให้กับองค์กรได้เช่นกัน
แล้ว Quiet Leader คืออะไร? และทำไมสไตล์การบริหารแบบนี้ถึงเรียกว่าดี? โพสต์นี้เราจะพาไปรู้จักแนวคิดนี้ ผ่านการทำงานของ Tim Cook ตลอด 15 ปีที่ผ่านมากัน
Quiet Leader คือคนที่ให้ “ผลงาน” พูดแทน

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า Quiet Leader ไม่ใช่ผู้นำที่ขี้อาย ไม่กล้าตัดสินใจ หรืออ่อนแอ แต่พวกผู้นำสไตล์นี้คือผู้นำที่ขับเคลื่อนองค์กรด้วย “ความถ่อมตัว” (Humility) และ “ความเห็นอกเห็นใจ” (Empathy)
ก็คือแทนที่จะทำตัวเป็นศูนย์กลางของจักรวาล ผู้นำสไตล์นี้มักจะถอยออกมาหนึ่งก้าวเพื่อเปิดพื้นที่ให้ทีมงานได้แสดงศักยภาพ เน้นการรับฟังมากกว่าการพูด เน้นการตั้งคำถาม มากกว่าการออกคำสั่ง
และที่สำคัญคือผู้นำแบบนี้จะปล่อยให้ “ผลลัพธ์ของการกระทำ” พูดแทนสปีชสวยๆ บนเวทีมากกว่า
นอกจาก Tim Cook แล้ว ในโลกธุรกิจยังมี CEO ที่เป็น Quiet Leader อีกหลายคนที่เราคุ้นชื่อกันดี เช่น Satya Nadella CEO ของ Microsoft คนที่เข้ามากอบกู้วิกฤตและพลิกโฉมวัฒนธรรมองค์กรของ Microsoft
รวมไปถึง Sundar Pichai CEO ของ Alphabet เจ้าของ Google ที่มีบุคลิกประนีประนอม สุขุม และเข้าอกเข้าใจผู้อื่น เป็นต้น
Steve Jobs vs Tim Cook ผู้นำที่แตกต่างกันคนละขั้ว

ถามว่า Tim Cook ต่างจาก Steve Jobs อย่างไร ก็คงต้องอธิบายเรื่องนี้ด้วยสถานการณ์ช่วงเปลี่ยนผ่านของ Apple
เมื่อครั้งที่ Steve Jobs ยังมีชีวิตอยู่ เขาคือสัญลักษณ์ของผู้นำแบบ Visionary ที่มีทั้งความเกรี้ยวกราด ทรงพลัง และมีเสน่ห์ดึงดูดมหาศาล ทุกครั้งที่เขาขึ้นเวทีนำเสนอสินค้า โลกทั้งใบต้องหยุดฟัง
เมื่อ Steve Jobs จากไป หลายคนก็สบประมาทว่า Apple อาจต้องล่มสลาย เพราะ Tim Cook ผู้รับไม้ต่อนั้นดู “จืดชืด” และ “เงียบขรึม” เกินไป
ด้าน Tim Cook นั้น ตัวตนเขาไม่ใช่นักพูดที่ทำให้คนตื่นเต้นได้เท่าไหร่ เขาเป็นคนพูดจาเนิบนาบ น้ำเสียงเรียบง่าย และมักจะหลีกเลี่ยงการเป็นจุดสนใจ
แต่นักวิเคราะห์ก็มองตรงกันว่า การบริหารแบบ Cook ก็คือกลยุทธ์การบริหารแบบ Quiet Leader อย่างแท้จริง และนี่คือ 4 กลยุทธ์แบบฉบับ Quiet Leader ที่เราสามารถเรียนรู้ได้จาก Tim Cook
1. Master Listener เป็น “นักฟัง” ที่ยอดเยี่ยม

คนทำงานหลายคนมักจะชินกับหัวหน้าที่ชอบพูดหรือสั่งการตลอดเวลา แต่สำหรับ Tim Cook เขาเลือกที่จะเงียบและฟัง
ในการประชุม เขาจะเปิดโอกาสให้คนรอบตัวได้แสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่ เขาไม่ใช่คนที่ต้องเป็นคนฉลาดที่สุดในห้อง
แต่ Cook จะเป็นคนที่ตั้งคำถามที่ถูกต้องที่สุด เพื่อกระตุ้นให้ทีมงานคิดหาทางออกที่ดีที่สุดออกมา การฟังอย่างตั้งใจทำให้เขาได้ข้อมูลที่ครบถ้วนก่อนการตัดสินใจเรื่องสำคัญ
2. Empowering Others ดันคนเก่งขึ้นเวที

ในยุคของ Steve Jobs งาน Apple Keynote แทบจะเป็นเวที One-man show แต่ถ้าเราสังเกตงานเปิดตัวสินค้าของ Apple ในยุคของ Tim Cook เราจะเห็นว่าเขาทำหน้าที่เป็นแค่ “พิธีกร” ที่คอยเปิดและปิดงานเท่านั้น
พื้นที่ส่วนใหญ่บนเวทีถูกแบ่งให้ผู้บริหารคนอื่นๆ เช่น Craig Federighi หรือหัวหน้าทีมวิศวกรหลายๆ คนได้ออกหน้าและนำเสนอผลงานของตัวเองให้พวกเราได้เห็น
การทำแบบนี้คือการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ และทำให้พนักงานรู้สึกว่าพวกเขาคือเจ้าของความสำเร็จร่วมกัน
3. Calmness in Chaos นิ่งสงบสยบความเคลื่อนไหว

ตลอดวาระการดำรงตำแหน่ง Tim Cook ต้องเผชิญกับมรสุมมากมาย ทั้งข้อพิพาทเรื่องความเป็นส่วนตัวกับ FBI, สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน, ไปจนถึงวิกฤตโรคระบาดระดับโลก
แต่สิ่งที่ Tim Cook ไม่เคยเปลี่ยนคือ “ความนิ่ง” เพราะ CEO ของ Apple ไม่เคยโต้ตอบสื่อด้วยอารมณ์แม้แต่ครั้งเดียว
Cook มักจะใช้การเจรจาต่อรองแบบประนีประนอม เช่น การประกาศลงทุน 6 แสนล้านดอลลาร์ในสหรัฐฯ เพื่อลดแรงเสียดทานเรื่องกำแพงภาษีจากรัฐบาล
ความสงบและเยือกเย็นของเขาทำหน้าที่เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของพนักงานทั้งองค์กรให้รู้สึกปลอดภัยและโฟกัสกับงานตรงหน้าได้อย่างยอดเยี่ยม
4. Action over Words โฟกัสที่หลังบ้านและการลงมือทำ

เสน่ห์ของ Quiet Leader คือการให้ความสำคัญกับระบบหลังบ้าน
ก็ต้องอธิบายว่า Tim Cook มีดีกรีด้าน Industrial Engineering พ่วงด้วย MBA เมื่อสองสิ่งมารวมกันทำให้ Cook เก่งเรื่องห่วงโซ่อุปทานจนหลายคนยอมรับ
เขาจัดการระบบการผลิต การขนส่ง และลดจำนวนซัพพลายเออร์ลงอย่างมหาศาลแบบเงียบๆ โดยมีความเชื่อว่า “Inventory is fundamentally evil” หรือ “สินค้าคงคลังคือปีศาจร้าย”
เขาก็เลยรื้อระบบการจัดการใหม่จนสามารถลดระยะเวลาการเก็บสต็อกสินค้าของ Apple จากที่เคยค้างเป็นเดือนให้เหลือเพียงไม่กี่วันได้สำเร็จ
นอกจากนี้เคสคลาสสิกคือตอนเปิดตัว iPod Nano เขาตัดสินใจทุ่มเงิน 1.25 พันล้านดอลลาร์ เหมาซื้อหน่วยความจำ Flash ล่วงหน้าถึง 5 ปี ทำให้ Apple มีของขายแบบไร้รอยต่อไปอีกครึ่งทศวรรษ
และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาทำให้คู่แข่งต้องลำบาก เพราะหลังจากที่ Tim Cook เข้ามาทำงานที่ Apple ได้ไม่นาน ในปี 1998 เขาเคยทุ่มเงินถึง 100 ล้านดอลลาร์ เพื่อเหมาซื้อพื้นที่ระวางสินค้าทางอากาศล่วงหน้า
เพื่อให้มั่นใจได้ว่าสินค้าใหม่อย่าง iMac จะสามารถจัดส่งได้ทันเวลาที่กำหนดเอาไว้
ให้ผลงาน “พูด” แทน Apple โตสู่ 4 ล้านล้านดอลลาร์

ตลอด 15 ปี ภายใต้ความเงียบขรึม Tim Cook เองก็ได้ทิ้งผลงานไว้มากมาย ที่ทำให้ Apple เติบโตอย่างแข็งแกร่งกว่าเดิมหลายเท่า ไม่ว่าจะเป็น
มูลค่าบริษัทจากมูลค่าราว 3.5 แสนล้านดอลลาร์ ทะยานสู่ 4 ล้านล้านดอลลาร์ จากการเปิดตลาดใหม่ๆเพราะ Cook ตระหนักดีว่า จะพึ่งพาแต่ฮาร์ดแวร์ไม่ได้ จึงปั้นธุรกิจอื่นๆขึ้นมา
อย่างเช่น Services อย่าง Apple Music, Apple Pay, Apple Arcade และ Apple TV+ จนปัจจุบันสร้างรายได้มหาศาลกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์ต่อปี
นอกจากนี้ยังมีโปรดักต์หมวดหมู่ใหม่ก็คือ Wearable Divice ที่สร้างรายได้มหาศาลอย่าง Apple Watch และ AirPods ที่กลายเป็นผู้นำตลาดของโลก ดันให้อุปกรณ์ Active ทั่วโลกพุ่งทะลุ 2.5 พันล้านเครื่อง
ไม่เท่านั้นยังสามารถดันราคาสินค้าให้พุ่งสูงขึ้นได้แต่คนก็ยังซื้อ ดูจาก iPhone ยุคแรกๆ ที่ราคาเฉลี่ยราว 712 ดอลลาร์ Cook สามารถผลักดันสินค้าตระกูล Pro และ Pro Max จนดึงราคาเฉลี่ยพุ่งแตะ 1,070 ดอลลาร์ ทำกำไรให้บริษัทได้อย่างมหาศาล
รวมไปถึงความสำเร็จในการตัดสินใจย้ายจากชิป Intel มาพัฒนา “Apple Silicon” (ชิปตระกูล M) ของตัวเองที่พลิกโฉมวงการคอมพิวเตอร์ไปอย่างสิ้นเชิงเช่นกัน
ทั้งหมดนี้ยังไม่นับรวมถึงการส่งไม้ต่อให้ CEO คนใหม่อย่าง John Ternus ที่ถูกวางแผนมาอย่างเป็นระบบและราบรื่นสุดๆ ไร้ซึ่งดราม่าใดๆทั้งสิ้น
บทเรียนจาก Tim Cook สรุปแล้วทำให้เราเห็นว่า องค์กรสมัยใหม่ที่เต็มไปด้วยความหลากหลายและการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
เพราะองค์กรยุคนี้ไม่ได้ต้องการเพียงแค่ผู้นำที่ชี้สั่งและออกหน้าอยู่คนเดียว แต่ต้องการผู้นำที่พร้อมจะลงมารับฟัง เข้าอกเข้าใจ และสนับสนุนทีมอยู่เบื้องหลังด้วย
ดังนั้นหากเราเป็นคนเงียบๆ ที่ชอบทำงานอยู่เบื้องหลัง ขอให้รู้ไว้ว่า “ความเงียบ” ที่ว่านั้นก็อาจเป็นอาวุธที่เวิร์คที่สุดในการเป็นผู้นำก็ได้ หากเราใช้มันพร้อมๆ กับการรับฟัง ความเห็นอกเห็นใจ และการลงมือทำอย่างจริงจัง “คนเงียบๆ” ก็จะผลักดันให้องค์กรประสบความสำเร็จได้เช่นเดียวกัน
ที่มา: Kairos TOC, Mashable, CNBC, TechCrunch, Avatrade
