103.58.148.118

Interview

Ξ Leave a comment

เปิดอาณาจักรเพลง GRAMMY บน Digital Space โดย ภาวิต จิตรกร พร้อมทิศทาง Music Big Data

posted by  955 views

ในการเปลี่ยนแปลงของโลกมีผลกระทบไปทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคธุรกิจต้องปรับตัวอย่างหนัก หลายรายที่ปรับตัวไม่ได้ก็จะหายไปจากตลาดหรือแม้แต่หายไปจากโลก ไม่เว้นแม้แต่ธุรกิจด้านบันเทิง ซึ่งว่ากันว่าหลังการเข้ามาของการสตรีมมิงและออนไลน์ วงการเพลงกระทบหนักทั่วโลก แต่สำหรับไทยยักษ์ใหญ่อย่างแกรมมี่ กลับสามารถปรับตัวเข้ากับโลกดิจิทัลได้อย่างเป็นเนื้อเดียว และดูเหมือนว่าจะเป็นโมเดลของการยืนหยัดสู้กับการ Disruption ได้อย่างมั่นคงที่สุดอีกด้วย

แต่แกรมมี่ทำอย่างไรถึงก้าวมาตรงนี้ได้ เราได้มีโอกาสพูดคุยถึงยุทธศาสตร์ที่ผ่านมา และการวางบทบาทในอนาคตของ แกรมมี่ ในอาณาจักรดนตรี ซึ่งชายผู้นี้คือผู้อยู่เบื้องหลังคนสำคัญ คุณภาวิต จิตรกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายธุรกิจ จีเอ็มเอ็ม มิวสิค บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ซึ่ง คุณภาวิต กล่าวกับเราว่าไม่ค่อยได้พูดที่ไหนยาวขนาดนี้และบางข้อมูลก็มอบให้กับเราเจ้าแรก

pawit-hili

“ไม่ว่าคุณจะอยู่ธุรกิจไหนคุณก็ต้องเจอการ disruption ของเทคโนโลยีหมด”

โดยภาพรวมของธุรกิจดนตรี เราต้องยอมรับว่ามันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะดิจิทัลเทคโนโลยีที่เข้ามามีบทบาทเปลี่ยนรูปแบบของธุรกิจ การเปลี่ยนแปลงในส่วนของธุรกิจมันส่งผลทั้ง 2 ฟาก คือทั้งฟากของคนเสพและฟากของคนผลิต

ชัดเจนคนก็คิดว่าวงการดนตรีเนี่ย มันจะล่มสลายหรือเปล่า นี่เป็นคำถามใหญ่ ในเมื่อแหล่งการค้าที่เป็น physical มันลดลงถดถอย แล้วคนทำเพลง คนทำดนตรี ศิลปิน จะอยู่รอดได้อย่างไร ผมว่านี่อาจจะเป็นคำถามหลักๆ

แต่ตรงนี้เราไม่เคยกังวลกับดิจิทัลเทคโนโลยี หรือสิ่งที่เขาเรียกว่า disruption เลย เพราะไม่ว่าคุณจะอยู่ธุรกิจไหนคุณก็ต้องเจอ คุณอยู่ธุรกิจโฆษณา คุณอยู่ธุรกิจสื่อ คุณอยู่ธุรกิจด้านขนส่ง ฯลฯ คุณต้องเจอการ disruption ของเทคโนโลยีหมด อันนี้เป็นข้อเท็จจริงที่เราไม่สามารถปฏิเสธได้ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ การที่สามารถคาดการณ์อนาคตแล้วปรับโครงสร้างองค์กรตัวเองให้เดินไปได้มันก็จะมีทางที่อยู่รอด นี่คือโอเวอร์วิวของผม และผมมองว่าเป็นปัญหาหลัก

“เรายังค้าขายธุรกิจที่ในโลกนี้ไม่มีเลย ก็คือ MP3 เราอาจจะคิดว่าไม่มีใครซื้ออีกแล้วซีดี แต่ปัจจุบันนี้ก็ยังมีคนที่ซื้อรวมฮิตกันอยู่ เป็นหลักหลายร้อยล้านบาทต่อปี ”

แต่เวลาที่มันเกิด disruption แน่นอนการปรับเปลี่ยนสัดส่วนรายได้มันจะเกิดขึ้นตามมาด้วย จากเดิมธุรกิจเพลงรายได้มันจะเกิดจาก B2C เยอะมากที่สุด และมีรายได้รองลงมาก็จาก B2B แต่เมื่อ digital disruption มันก็กลับทิศกัน! ทำให้เรามองเห็นโอกาสการสร้างรายได้จาก B2B มากขึ้น เรียกว่าตราชั่งกลับเลย เมื่อเป็นแบบนั้น ผมก็คิดว่าแกรมมี่ก็เป็นคนที่น่าจะเดินหน้าเร็วที่สุดในการปรับตัวและเราก็ปรับมานานด้วย เพราะฉะนั้นโซเชียลมีเดียต่างๆ จึงกลายเป็นพาร์ทเนอร์ เป็นอาวุธ หรือแม้กระทั่งเป็นคู่ค้าที่เราเดินไปด้วยกันได้

ผมขอย้อนไปเรื่องที่กล่าวว่า ในด้านของศิลปินเองเขาก็ยังทำเพลงที่มีคุณภาพ ทำคอนเทนต์ที่มีคุณภาพเหมือนเดิม เพียงแต่ว่ารายได้ของเขามันไม่ได้มาจาก physical เป็นหลัก แต่มีรายได้มาจากความสำเร็จของเพลงที่มีคุณภาพนั้น ในรูปแบบของ Live Performance มากขึ้น นี่คือผลกระทบที่เกิดกับตัวศิลปินและรายได้ก็เปลี่ยนทิศทาง

ในรูปแบบของบริษัทเอง บริษัทก็สร้างรายได้ได้อย่างมหาศาลอยู่ ผมก็เรียนว่าในฐานะของแกรมมี่เอง physical business ของเรา ไม่ได้ล้มตาย ปัจจุบันนี้เรายังค้าขายธุรกิจที่ในโลกนี้ไม่มีเลย ก็คือ MP3 เราอาจจะคิดว่าไม่มีใครซื้ออีกแล้วซีดี แต่ปัจจุบันนี้ก็ยังมีคนที่ซื้อรวมฮิตกันอยู่ เป็นหลักหลายร้อยล้านบาทต่อปี เป็นอะไรที่จับต้องได้อย่างเป็นรูปธรรมเลย คือคนยังชอบที่จะซื้อรวมฮิต MP3 อยู่ ซึ่งเราก็ยังค้าขายอยู่ใน 7-11 และตลาดนอกประเทศ ยังเป็นรายได้ที่เราดำเนินต่อไปอยู่ และศิลปินเองก็ยังได้รายได้จากตรงนี้

ในส่วนของรายได้ที่มาจากดิจิทัล ก็มีการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องเกือบทุกปี จริงๆ เรามีรายได้ของดิจิทัลที่ทะลุหลายร้อยล้าน มาประมาณสัก 3-4 ปีที่ผ่านมาแล้ว เพราะฉะนั้นเราก็ยังเติบโตอยู่ เพื่อทดแทนเงินในรูปแบบใหม่ที่เติบโตขึ้นมาได้ นี่คือบทสะท้อนผลกระทบที่เกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมดนตรี อันนี้ในเรื่องของธุรกิจ

ในอนาคตถ้าเราจะเป็น Infrastructure นอกจาก Product Base Business เราต้องทำ Service Base Business ด้วย ก็แปลว่า ผมสามารถเซอร์วิสวงการดนตรีได้ทั้งวงการ

ในมุมที่สอง ผมว่ามันเป็นเรื่องของการแข่งขัน ผมว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นก็คือว่า ผมมองว่าปัจจุบันอุตสาหกรรมดนตรี ไม่ได้มุ่งเน้นเรื่องการแข่งขัน แต่เน้นเรื่องของความร่วมมือ เพราะว่ามันไม่ใช่ยุคสมัยค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ 2 เจ้ามาแข่งกันล่ะ ต่างคนต่างทำหน้าที่ที่จะเซอร์วิสสังคมให้ได้รับบทเพลง หรือผลงานที่ดีจากศิลปิน

ปัจจุบันผมก็เน้นเรื่องของ Aggregation เป็น strategy  ก็คือว่าเราก็สามารถร่วมมือกับทุกคนได้หมด อย่างที่ผมกล่าว MP3 ที่ผมขาย ก็มีเพลงของทุกค่ายเอามารวมกันหมด เอามารวมกับผม เพราะคุณก็คงไม่อยากจะไปเจรจากับ 7-11 ทั้ง 9 พันกว่าสาขา แต่ถ้าร่วมด้วยกันเราก็แบ่งตังค์กัน ก็เป็นเรื่องวินวิน แล้วแกรมมี่เองก็พยายามไดรฟ์ให้ชัดในเรื่องการเป็น Infrastructure แรกๆ อาจจะเห็นภาพไม่ชัด แต่ตอนนี้อาจจะเห็นภาพชัดขึ้นแล้ว

ในอนาคตถ้าเราจะเป็น Infrastructure นอกจาก Product Base Business เราต้องทำ Service Base Business ด้วย ก็แปลว่า ผมสามารถเซอร์วิสวงการดนตรีได้ทั้งวงการ ผมสามารถทำได้ทั้งการค้าทั้งด้าน physical การค้าทางด้านดิจิทัล การค้าทางด้านลิขสิทธิ์ การค้าทางด้าน showbiz business การค้าด้านการจ้าง ผมสามารถเป็นฮับใหญ่ เพราะผมมีลูกค้าที่ใหญ่ที่สุดอยู่ในมือ นั่นคือโอกาสที่ทำให้อุตสาหกรรมดนตรีอยู่รอดไปได้ อันนี้คือความแน่วแน่ที่แกรมมี่ไม่มีวันเลิก ไม่ใช่เพราะว่าเราทู่ซี้ แต่ว่าเราไม่ได้แย่ เรายังอยู่ในจุดที่เดินไปข้างหน้าและยังเติบโตได้อยู่ คิดว่าเป็นสองเรื่องใหญ่ที่เป็นภาพรวมของการเปลี่ยนแปลง

pawit22

ปัจจุบันช่อง Youtube ของแกรมมี่มีทั้งหมด 95 ชาแนล ทั้งดนตรีและทีวี โดยแบ่งเป็น

  • Music 69 ช่อง
  • Non-music คือรายการทีวี 26 ช่อง

ดังนั้น การที่นำเราไปเปรียบกับช่องทีวีดิจิทัล จึงไม่ถูกนัก อย่างไรก็ตาม หากเราพูดถึงความสำเร็จของ Grammy Official มันจะเป็นความสำเร็จของช่องเพียงแค่ช่องเดียวเองเท่านั้น จาก 95 ช่องที่เรามี

แต่ถามว่าแล้วพี่ทำทำไมเยอะๆ ผมคิดว่าทุกคนก็ต่างเลือกกลยุทธ์ในการเดิน GMM Grammy แต่เดิมเราไดรฟ์เรื่องของการเป็นฮับ เราเดินเรื่องของความเป็นฮับมาช้านานแล้ว สิ่งที่เรามองเป็นยุทธศาสตร์ มี 2 แฟคเตอร์ด้วยกัน

1.ไดรฟ์ชาแนลที่หลากหลายตอบสนองความสนใจที่หลากหลาย

คือ เรามองยุทธศาสตร์ของการขับเคลื่อนมากกว่าศูนย์รวมที่เดียว คือการทำให้ทุกช่องทางมีการขยายตัวให้กว้างที่สุด จากยุทธศาสตร์ของเรา ด้วยความที่เราไดรฟ์ชาแนลที่หลากหลาย เพื่อตอบสนองความสนใจที่หลากหลาย เพราะคนไม่ได้ยึดติดตัวเองอยู่ในชาแนลๆ เดียว มีคนที่ชอบเพลงร็อค และมีคนที่ชอบเพลงลูกทุ่ง ดังนั้น การมีชาแนลที่หลากหลายจึงเป็นยุทธศาสตร์ ทั้งนี้ มีชาแนลของแกรมมี่ถึง 6 ชาแนลที่ติด TOP20 ของ Youtube

สำหรับ 6 ชาแนล ที่ติด TOP20 ของ Youtube ได้แก่

  1. Grammy Official
  2. Genie records
  3. Grammy Gold Official
  4. White Music
  5. ONE31
  6. GDH

2.สร้างรายได้ที่มากที่สุดในโลกดิจิทัล

ซึ่งตรงนี้เป็นคีย์สำคัญ เพราะว่าเรารู้อยู่แล้วว่ายูทูบให้รายได้ในการกระจายเม็ดเงิน คือเหวี่ยงไปหา TOP20 ชาแนล แกรมมี่เป็นกลุ่มที่สร้างรายได้บนดิจิทัลสเปซที่สูงสุดในประเทศไทย ที่มาจากกลุ่มดิจิทัลแพลตฟอร์ม เพราะว่าเรามีช่องทางที่หลากหลาย ที่แข็งแรง จากนั้นเราก็โฟกัสช่องที่ประสบความสำเร็จ เราวางยุทธศาสตร์ไม่สะเปะสะปะ ทำให้ชาแนลที่เราเติบโตแข็งแรงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

และทั้ง 6 ช่องหลักนั้น มันทำให้เราตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของผู้คน และทำให้เราเก็บเงินได้หลากหลายได้มากที่สุดในตลาด

“เรา(Grammy) คือคนที่สร้างรายได้จากดิจิทัลสเปซได้มากที่สุดไม่ใช่แค่ YouTube

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าทั้งช่องวัน และ GDH อาจจะไม่ได้อยู่ในพอร์ตของคุณภาวิต แต่เพื่อให้เป็นภาพชัดเจนของ Group Company ที่แข็งแกร่งของ Grammy ทั้งหมด จึงได้กล่าวถึงภาพรวมของยุทธศาสตร์บริษัท

การเดินของแกรมมี่คือการที่มี Group Company ที่แข็งแรงทั้งหมด แกรมมี่ที่เป็นมิวสิกก็ถือว่าเป็นอันดับหนึ่ง ช่องก็มีการเดินทาง เราไม่สามารถจะเคลมได้ว่าเราคือช่องที่แข็งแรงที่สุด แต่เรามีจุดที่เด่นที่สุด อย่างซิทคอมของพี่บอย (ถกลเกียรติ วีรวรรณ) ผมก็เชื่อว่ามีคนเสพ นั่นคือเหตุผลที่ผมมั่นใจและสามารถเคลมได้ว่า เราคือคนที่สร้างรายได้จากดิจิทัลสเปซได้มากที่สุด ไม่ใช่แค่ YouTube เพราะเรามีช่องทางที่หลากหลายมากที่สามารถจะ monetize ได้ อย่างที่เห็นว่าปัจจุบันคนทำดิจิทอลเยอะแต่ที่จะ monetize ได้มีไม่เยอะนะ อันนี้คือคีย์ การทำให้ดีของเราคือหน้าที่ แต่เก็บตังค์ได้หมดหรือเปล่าเป็นส่วนสำคัญของการไดรฟ์ธุรกิจด้วย

pawit33

“สิ่งที่สำคัญของผู้ผลิตคอนเทนต์ทุกคน ไม่ว่าเป็นใครก็ตาม เราทุกคนล้วนแย่งชิงสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ เวลาของประชาชน”

เมื่อถามถึงการที่ถูกจับคู่กับช่องเอ็นเตอร์เทนเนอร์หนึ่ง คุณภาวิต บอกว่า ก็เป็นเรื่องดี คงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะเป็นองค์กรที่มีความสามารถทั้งคู่ ต่างองค์กรต่างทำหน้าที่ของตัวเอง หัวใจสำคัญที่สุดไม่ใช่การเปรียบเทียบ และแกรมมี่ก็คงจะไม่ไปเปรียบเทียบในมิติไหน เพราะยุทธศาสตร์แตกต่างกันอย่างชัดเจน

แต่สิ่งที่สำคัญของผู้ผลิตคอนเทนต์ทุกคนไม่ว่าเป็นใครก็ตาม เราทุกคนล้วนแย่งชิงสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ เวลาของประชาชน คนเรามี 24 ชั่วโมงเท่ากัน การแย่งเวลาที่คนสนใจคอนเทนต์เราจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ในส่วนของเพลง ผมว่าคอนเทนต์เพลงที่มีเสน่ห์คือคอนเท้นต์ที่คนอยากจะดูแล้วดูอีกฟังแล้วฟังอีก ตรงนั้นก็เป็นหน้าที่ที่ต้องทำให้ดี

ทั้งนี้ ในส่วนของเราคอนเทนต์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดได้แก่ มิวสิค วิดีโอ อาจจะบอกเป็นสูตรสำเร็จไม่ได้ว่าทำอย่างไรถึงประสบความสำเร็จ แต่สิ่งที่บอกได้ก็คือผลิตคอนเทนต์ที่มีคุณภาพออกมา

“การได้  Subscriber 10 ล้านที่แรกของเรา จริงๆ แล้ว 83% ของ  Subscriber มาจากคอนเทนต์เพลง มาจาก Music Video ไม่ใช่กิจกรรม”

ผมว่าข้อแรกเลยที่ทำให้เราประสบความสำเร็จก็คือ หัวใจสำคัญเลยคือ ประชาชน ที่ให้การสนับสนุน GMM Grammy  มาตลอด เป็นสิ่งสำคัญที่สำคัญที่สุด เพราะว่าถ้าไม่มีประชาชนมาคอยติดตาม และมาคอยกดแล้วเนี่ย มันไม่มีทางเลยที่จะประสบความสำเร็จ เราไม่สามารถบังคับผู้บริโภคได้นะ เราอาจจะบอกว่าบอกเขาให้กด subscribe ชั้นหน่อยสิได้ แต่เราไม่สามารถบังคับให้เขากดได้นะ เพราะฉะนั้นเราก็ต้องคิดว่าส่วนสำคัญที่สุดที่มันเดินมาได้เนี่ย คือประชาชนที่ให้การสนับสนุนเรา

การที่เราได้ Subscriber 10 ล้านเป็นคนแรก บางทีสื่อก็เอาเราไปเปรียบเทียบกับเรื่องของการเล่นกิจกรรม แต่นี่จะเป็นที่แรกที่ผมพูดว่า การได้ Subscriber ของเราจริงๆ แล้ว 83% ของ Subscriber มาจากคอนเทนต์เพลง มาจากเพลง Music Video ที่คนรับชม โดย 17% มาจากกิจกรรม ไม่ใช่อย่างที่คนทั่วไปเข้าใจกัน แต่ตรงนี้เราเองก็ยังไม่เคยพูด

จริงๆ แล้ว Subscriber ที่ดันในโค้งสุดท้ายแล้วปาดหน้าเข้าที่หนึ่งได้ก่อนเลยคือคอนเทนต์ที่เป็นเพลง เป็นเอ็มวี ดังนั้น ปัจจัยที่ผมระลึกและขอบคุณเสมอคือ ประชาชน นั่นคือเหตุผลที่ทำให้เราได้ 10 ล้าน Subscriber

ปัจจัยที่ 2 อย่างที่บอกว่า 83% มาจากคอนเทนต์ ผมคิดว่าสิ่งที่ทำให้เราไปจุดนั้นได้นั้น อันนี้เราก็ต้องขอบคุณ ศิลปิน และทีมงานของ GMM Grammy ซึ่งได้สร้างสรรค์คอนเทนต์ที่มีคุณภาพ ผมว่าไม่มีอะไรซับซ้อนเลยครับ มันมี 2 ปัจจัยที่ทำให้เราประสบความสำเร็จ ที่ทำให้ได้ 10 ล้าน Subscriber

pawit 11

“ธีมที่เราจะเดินคือ Music Beyond Music คือเพลงจะเป็นมากกว่าเพลง เพราะเราเชื่อว่าเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มทำให้การฟังเพลงเปลี่ยนไป”

ในเส้นทางแห่งอนาคต ที่ภาวิต ได้วางไว้ให้กับ GMM เขากล่าวว่ามันคือการผลักดัน “Music Big Data”

ตอนนี้เราทราบแล้วว่าผู้คนฟังเพลงแบบไหน ในอารมณ์ไหน มีพฤติกรรมการฟังเพลงแบบไหน Music Big Data เรามีอยู่ในมือหมดแล้ว เพราะเราเชื่อมกับทุกแพลทฟอร์ม ทำให้เราเข้าใจพฤติกรรมของคนฟังเพลงของเราว่าเป็นแบบไหน โดยธีมที่เราจะเดินคือ Music Beyond Music คือเพลงจะเป็นมากกว่าเพลง

เพราะเราเชื่อว่าเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มทำให้การฟังเพลงเปลี่ยนไป แต่คนอยากจะฟังเพลงที่มีคุณภาพและมีความสะดวกสบายในการฟังเพลง เพราะฉะนั้นเรื่องของดนตรีจะเป็นเรื่องที่เดินไปสู่ Micro-moment ซึ่งการเดินไปสู่จุดนั้นได้ บริษัทที่ทำอุตสาหกรรมเกี่ยวกับดนตรีจะต้องเข้าใจ Big Data หรือพฤติกรรมของผู้บริโภค เพื่อทำให้วันหนึ่งการเสิร์ฟคอนเทนต์ของเราสามารถลงไปได้ลึกถึง Personalization เพราะคนต้องการสิ่งเดียวคือการมีประสบการณ์ที่ดีขึ้นในการฟังเพลง แต่เดิมเราฟังเพลงจากเทป มาสู่การฟังแบบซีดี และ MP3 จนมาถึงบนการ Streaming โลกมันเปลี่ยนไป ดังนั้น การสร้าง Better experience ในอนาคตเพลงอาจจะมาอยู่ที่ตู้เย็น หรืออยู่ที่หลอดไฟ ฯลฯ ก็ได้

“คุณไม่เคยคิดหรอครับว่าต่อไปเราจะขายเพลงให้บริษัทตู้เย็นได้ เพราะฉะนั้นในสิ่งที่บอกคือคนอยากได้ประสบการณ์ที่ดีขึ้น”

มันจะก้าวไปสู่ความเป็น IOT ล้านเปอร์เซนต์ เมื่อเพลงอยู่ทุกที่ ก็จะเกิด Business Model รูปแบบใหม่เสมอ คุณไม่เคยคิดหรอครับว่าต่อไปเราจะขายเพลงให้บริษัทตู้เย็นได้ เพราะฉะนั้นในสิ่งที่บอกคือคนอยากได้ประสบการณ์ที่ดีขึ้น ผมเลยเปรียบเปรยโรดแมปของวงการเพลงมาว่าจากเทป มาสู่ซีดี มาเป็น MP3 จนปัจจุบันมาเป็น Streaming มันล้วนเดินเข้าสู่ประสบการณ์ที่ดีขึ้น เมื่อเพลงมันเข้าไปสู่ชีวิตคนได้ทุกรูปแบบ ทุกโมเมนต์ การทำธุรกิจเพลงก็จะเปลี่ยนไป และนั่นหมายถึงว่าเราจะเห็นโอกาสในการสร้างเงินทุกช่องทางอยู่รอบตัว

Music Big Data เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เกิดการ Generate New Business Model ในอนาคตและก็จะลอนช์มิวสิคนิวโปรดักส์ที่เป็นอินโนเวชั่นอีกมากมายซึ่งจะมีการแถลงข่าวในอนาคต จะมีดิจิทัล product ออกมาเรื่อยๆ แน่นอน

หัวใจสำคัญของการบริหารธุรกิจคือผมไม่เคยกังวลเรื่อง Disruption ไม่เคยกังวลเรื่องเทคโนโลยี เพราะหลายคนคิดว่าเทคโนโลยีเป็น Threat หรืออุปสรรค แต่ผมมองว่ามันจะนำไปสู่ Better experience อาจจะไม่มีใครยอมรับเทคโนโลยีที่ทำให้ชีวิตเรายากขึ้นหรอกจริงไหมครับ เรามักจะเสพเทคโนโลยีที่ทำให้ชีวิตเราง่าย อย่างไรก็ตาม ดนตรีมันต้องคอนเนคกับเทคโนโลยีแน่นอนล้านเปอร์เซ็นต์

และทั้งหมดนี่คือ ปัจจุบัน และอนาคต ของอาณาจักรดนตรีของ Grammy ภายใต้การกุมบังเหียนของผู้ชายที่ชื่อ “ภาวิต” ซึ่งเราคงต้องจับตาต่อไปว่า การผลักดันและใช้ “ดิจิทัล” เป็นอาวุธ มิใช่สิ่งคุกคามของเขานั้นจะผลักดันให้ Grammy ก้าวไปในทิศทางใดต่อไป.

Print

Copyright © MarketingOops.com

ติดตาม MarketingOops!
Marketing Oops! มี LINE แล้วนะ
ติดตามเรื่องราวดิจิทัลแบบอินเทรนด์ ได้ทุกวันผ่าน LINE ID @marketingoops

Contributor

เดินทางสายนักข่าวมากว่าสิบปีก่อนจะมาหลงใหลในงานดิจิตอล แต่งตัวฟรุ้งฟริ้งเคลิบเคลิ้มดนตรีร็อค

User Name: pigabyte

FB Comments

Related Posts

Leave a Reply


+ two = 9

Recent Posts

Facebook

PR News