สรุปประเด็นสำคัญจากสปีชของ Anthony Tan CEO ของ Grab ในงาน GrabX 2026 ที่จาการ์ตา

  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

ในงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ประจำปีของแกร็บ “GrabX 2026” ณ กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่ง Marketing Oops! เพิ่งมีโอกาสไปร่วมงานมานั้น Anthony Tan, Group CEO และ Co-founder ได้ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ ซึ่งสามารถสรุปประเด็นสำคัญโดยเน้นไปที่วิสัยทัศน์และการนำเทคโนโลยี AI มาใช้เพื่อขับเคลื่อนภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดังนี้

“Coach” ผู้ช่วยอัจฉริยะสำหรับพาร์ทเนอร์คนขับ (Driver AI Assistant)

หลังจากเปิดตัว “Mai” (ผู้ช่วยสำหรับร้านค้า) ปีที่แล้ว ปีนี้ Grab เปิดตัว “Coach” ซึ่งเป็น AI ที่ช่วยคนขับบริหารจัดการรายได้และทำงานต่าง ๆ แทน เพื่อให้คนขับโฟกัสกับการขับรถได้อย่างปลอดภัย

Anthony อธิบายว่า Coach คือ “Smart Companion” ที่เปรียบเสมือนพาร์ทเนอร์ส่วนตัวของคนขับ ซึ่งมีรายละเอียดที่น่าสนใจ ดังนี้:

  • ฟังก์ชันการทำงานของ Coach ถูกออกแบบมาเพื่อทำหน้าที่ “ไกด์” (Guide) ให้กับคนขับ โดยจะวิเคราะห์ข้อมูลแบบ Real-time เพื่อแนะนำวิธีที่ทำให้คนขับมีรายได้เพิ่มขึ้น (Better earnings) และช่วยจัดการงานจุกจิกต่างๆ ให้แบบอัตโนมัติ เพื่อให้คนขับไม่ต้องละสายตาจากถนนและมีสมาธิกับการขับขี่อย่างปลอดภัย
  • เบื้องหลังเทคโนโลยีนี้พัฒนาขึ้นโดยความร่วมมือกับ OpenAI ภายใต้ปรัชญา “AI First with Heart” คือการนำเทคโนโลยีที่ซับซ้อนที่สุดในโลกมาอยู่ในมือของคนธรรมดา เพื่อแก้ปัญหาชีวิตจริง (Real problems) ในสังคม
  • สถิติการใช้งาน ณ วันที่พูดบนเวที มีคนขับที่ใช้งาน Coach แล้วกว่า 500,000 คน และ Grab มีแผนที่จะขยายการใช้งานไปยังพาร์ทเนอร์อีกหลายล้านคนทั่วภูมิภาค

วิสัยทัศน์ AI เพื่อทุกคน (AI for Everyone)

Anthony แสดงความกังวลอย่างมากเกี่ยวกับความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยี โดยเน้นย้ำถึงบทบาทของ Grab ในการป้องกันความเสี่ยงที่ผู้คนจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง 

  • โลกปัจจุบันกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ AI มีบทบาทสูงมาก คนที่ไม่สามารถเข้าถึงหรือใช้งานเทคโนโลยีนี้ได้ มีความเสี่ยงที่จะสูญเสียโอกาสในการทำงานหรือถูกแทนที่ในที่สุด
  • Anthony ยกตัวอย่างคนหาเช้ากินค่ำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น พ่อค้าขายโจ๊กในเมืองเซอมารัง หรือแม่เลี้ยงเดี่ยวที่ขับรถในฮานอย ซึ่งคนกลุ่มนี้มักเข้าไม่ถึงเทคโนโลยีล้ำสมัย
  • Grab ตัดสินใจแบกรับค่าใช้จ่ายด้าน AI Token ทั้งหมด เพื่อให้พาร์ทเนอร์ใช้งานเครื่องมือเหล่านี้ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
  • วิสัยทัศน์หลักคือการทำให้ AI เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ทุกคนเข้าถึงได้ โดยไม่จำกัดอยู่เฉพาะผู้ที่มีทักษะทางเทคนิคสูงหรือผู้ที่มีฐานะทางการเงินดีเท่านั้น
  • บทบาทของ Grab คือ บริษัทวางตัวเป็นผู้สนับสนุนให้คนตัวเล็กในสังคมก้าวข้ามคลื่นเทคโนโลยีนี้ไปได้ โดยไม่โดนกระแสความเปลี่ยนแปลงซัดหายไป

Grab Intelligence Layer (โครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ)

Anthony อธิบายว่าเบื้องหลังทุกฟีเจอร์ของ Grab มี “ชั้นข้อมูลอัจฉริยะ” ที่ทำงานอยู่ตลอดเวลา โดยนอกจากเก็บข้อมูล ยังเป็นการนำสัญญาณจากโลกจริง (Real-time signals) มาประมวลผลเพื่อคาดการณ์สถานการณ์

  • การดูแลความปลอดภัยเชิงรุก: ระบบนอกจากจะบันทึกเส้นทาง ยังคอยเฝ้าสังเกตความเร็วและการหยุดรถในทุกๆ ทริป เพื่อตรวจจับและป้องกันเหตุการณ์ไม่คาดคิดก่อนที่จะเกิดขึ้นจริง
  • ระบบสินเชื่อเพื่อผู้ที่เข้าไม่ถึงธนาคาร: Grab ใช้ข้อมูลพฤติกรรมการใช้งานเพื่อประเมินความน่าเชื่อถือ และมอบวงเงินสินเชื่อที่เหมาะสมให้กับพาร์ทเนอร์ที่ไม่มีเอกสารทางการเงินเพียงพอ ช่วยให้พวกเขาไม่ต้องไปพึ่งพาหนี้นอกระบบ
  • การเพิ่มรายได้ผ่านการรวมคำสั่งซื้อ (Batching): AI จะคำนวณปัจจัยรอบด้าน ทั้งสภาพร้านค้า สภาพอากาศ และการจราจร เพื่อจัดกลุ่มออเดอร์ให้พาร์ทเนอร์รับงานได้หลายงานในเส้นทางเดียว โดยที่อาหารยังคงความร้อนเมื่อถึงมือลูกค้า
  • การเปลี่ยน AI ให้เป็น “เพื่อนอัจฉริยะ”: เทคโนโลยีถูกปรับจูนให้ใช้งานง่ายจนพาร์ทเนอร์ไม่รู้สึกว่ากำลังคุยกับระบบที่ซับซ้อน แต่รู้สึกเหมือนมีผู้ช่วยที่คอยบอกทางและแก้ปัญหาให้ตลอดเวลา

การขยายสู่โลกกายภาพและหุ่นยนต์ (Hardware & Robots)

Anthony ชี้ให้เห็นว่าพาร์ทเนอร์ของ Grab ใช้ชีวิตอยู่ในโลกทางกายภาพ (Physical World) ซึ่งซอฟต์แวร์เพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาที่ซับซ้อนบางอย่างได้ จึงเป็นที่มาของการนำเทคโนโลยีออกมาจากหน้าจอ 

  • การเปิดตัวหุ่นยนต์ “Carri” หุ่นยนต์ตัวนี้ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นส่วนต่อขยายความสามารถของคนขับ โดยรับหน้าที่ในส่วนที่กินเวลามากที่สุด เช่น การเดินหาร้านอาหารในห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ หรือการรอผู้พักอาศัยลงมารับของจากตึกสูง
  • การเพิ่มประสิทธิภาพเวลาทำงาน: สถิติพบว่าคนขับเสียเวลาไปกว่า 10% ของเวลาทำงานทั้งหมดไปกับการเดินเท้าเพื่อรับ-ส่งของ หุ่นยนต์จะเข้ามาทำหน้าที่นี้แทนเพื่อให้คนขับสามารถรับงานถัดไปได้ทันที
  • การมองเห็นผ่าน AI CCTV: Grab พัฒนาซอฟต์แวร์ที่เปลี่ยนกล้องวงจรปิดธรรมดาให้เป็นระบบตรวจจับสุขอนามัยในครัว ซึ่งสามารถตรวจสอบการสวมใส่หน้ากาก หมวกคลุมผม และความสะอาดของร้านค้าได้โดยอัตโนมัติ
  • การเชื่อมต่อโลกดิจิทัลกับความจริง: แนวคิดนี้เปลี่ยนจากการส่งคำสั่งผ่านหน้าจอเป็นการให้ “มือและดวงตา” กับซอฟต์แวร์ เพื่อเข้าไปจัดการกับงานที่ยุ่งเหยิงในพื้นที่จริง

การอัปเกรดแอปเป็นไกด์อัจฉริยะ (Grab as Your Everyday Guide)

ในส่วนสุดท้ายของสปีช Anthony อธิบายถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของตัวแอป Grab จากเดิมที่เป็นเครื่องมือทำธุรกรรม ไปสู่การเป็น “ผู้นำทางอัจฉริยะ” ในชีวิตประจำวัน:

  • การก้าวข้ามขีดจำกัดเดิม: ตลอด 14 ปีที่ผ่านมา ผู้ใช้จดจำ Grab ในฐานะแอปเรียกเอกซ์เพรสหรือสั่งอาหาร แต่การอัปเกรดครั้งนี้จะเน้นการนำฟีเจอร์ใหม่ๆ มาช่วยตัดสินใจและวางแผนชีวิตให้สมาร์ทขึ้น
  • นวัตกรรม “Group Rides”: ระบบนี้นำพฤติกรรมการแชร์รถกับเพื่อนมาทำให้ฉลาดขึ้น โดย AI จะช่วยคำนวณจุดรับ-ส่งที่เหมาะสมที่สุด และจัดการเรื่องการหารค่าโดยสารให้โดยอัตโนมัติจากบัญชีของแต่ละคน
  • แผนที่สำหรับผู้บริโภค (Consumer Maps): การนำ Intelligence Layer มาไว้ในมือผู้ใช้เพื่อช่วยนำทางในโลกกายภาพได้ดีขึ้น เช่น แผนที่ภายในอาคาร (Indoor Maps) ที่ช่วยให้การหาร้านอาหารในห้างสรรพสินค้าไม่เป็นเรื่องยากอีกต่อไป
  • ความมุ่งมั่นต่อผู้ด้อยโอกาส (Serving the Underserved): Anthony ย้ำว่านวัตกรรมที่ดุดันต้องมาพร้อมกับผลกระทบเชิงบวกที่ครอบคลุมทุกคน โดยเฉพาะกลุ่ม Invisible Majority หรือคนกลุ่มใหญ่ที่มักถูกมองข้ามจากระบบเทคโนโลยีกระแสหลัก
  • การร่วมมือระดับโลกเพื่อภูมิภาค: Grab ทำงานร่วมกับแล็บ AI ชั้นนำทั้งจากตะวันออกและตะวันตก เพื่อปรับปรุงโมเดลพื้นฐาน (เช่น GPT, Claude, Gemini) ให้เข้าใจบริบทและใช้งานได้ดีที่สุดสำหรับประชากรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เขาปิดท้ายด้วยการเชิญชวนให้ทุกคนเปลี่ยนโลกใบนี้ไปด้วยกัน โดยใช้ AI เป็นสะพานเชื่อมโอกาสสำหรับทุกคน ไม่ใช่เฉพาะสำหรับคนที่เก่งเทคโนโลยีเท่านั้น “เทคโนโลยีของเราจะมีพลังก็ต่อเมื่อมันสามารถรับใช้ชุมชนที่เราอยู่ได้” Anthony Tan กล่าว 


  •  
  •  
  •  
  •  
  •