103.58.148.118

Agency

Ξ Leave a comment

Sour Bangkok เผย 4 เทรนด์ Big Opportunity ไม่ควรพลาด ทั้งปีนี้และปีหน้า

posted by  666 views

กาลเวลาผ่านไปยังอย่างรวดเร็วก็กำลังก้าวเข้าสู่ครึ่งปีหลังของปี 2017 แล้ว และในช่วงที่ผ่านมาเราก็เห็นการเปลี่ยนแปลงมากมายในแวดวงสื่อ การตลาด และการโฆษณา

และในวันนี้ คุณเล็ก-ดมิสาฐ์ องค์ศิริวัฒนา Co-founder and Executive Creative Director และ คุณบี-พิมพ์มาศ ลีนุตพงษ์ Co-founder and Managing Director ทั้งสองคนจาก Sour Bangkok เปิดบ้านใหม่ ณ ย่านทองหล่อ ให้โอกาส MarketingOops! เข้ามาร่วมพูดคุยแบบ Exclusive พร้อมกับเผย 4 เทรนด์สำคัญที่เกิดขึ้นและน่าจะจับตาในปีนี้และปีต่อๆ ไปอีกด้วย

sourbkk9

อย่างที่เราทราบดีว่า Sour Bangkok คือเอเจนซี่ที่ประกาศตัวว่าเชี่ยวชาญใน Segment ผู้หญิงมากที่สุด แต่แน่นอนว่าความสามารถของทีมงาน Sour Bangkok ไม่ได้มีแค่นี้ เพราะหลังจากเปิดตัวไม่นานเราก็เริ่มเห็นผลงานต่างๆ จากบริษัทนี้และมากกว่าเรื่องของผู้หญิงอีกด้วย แต่วันนี้ผู้ก่อตั้งทั้ง 2 เผยให้เราทราบถึงเทรนด์สำคัญที่เราเริ่มเห็นแล้วและจะทวีความสำคัญเพิ่มขึ้นอีกเรื่อยๆ ด้วย ได้แก่

  1. ตลาดผู้หญิงโสด มีกำลังซื้อสูง
  2. คอนเทนต์ How to เพื่อรองรับโสดอย่างสตรอง
  3. เทรนด์ LIVE
  4. การบูรณาการร่วมกันระหว่างOnline & On ground

สาวโสด ตลาดที่หอมหวล

sourbkk5

ผู้หญิงโสดเป็นกลุ่มที่น่าจับตามองจากการรวบรวมข้อมูลสถิติ (data) พบว่าผู้หญิงแต่งงานช้าลงและเป็นโสดมากขึ้น ซึ่งเป็นกำลังซื้อสำคัญเพราะอิสระจากภาระทางการเงินมีไม่สูงมากเท่ากับกลุ่มที่มีครอบครัว

ทั้งนี้ ผู้หญิงอายุราว 30 ปีต้นๆ พบว่าพอถึงช่วงอายุนี้ก็เริ่มเป็นโสดกันนานขึ้น จนล่วงเข้าสัก 35 ปีเป็นคนโสดที่เริ่มสตรอง อยู่ได้ด้วยตัวเองแล้ว แต่ข้อดีของการเป็นโสดที่พบก็คือ รายได้เฉลี่ยค่อนข้างสูง และก็ยิ่งอยู่เป็นโสดนานรายได้ก็จะเพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งจุดนี้ส่งผลให้กลายเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสำคัญในตลาดทีเดียว

นอกจากนี้ยังมีข้อมูลเสริมที่น่าสนใจด้วยว่า ผู้หญิงที่เริ่มอายุมากขึ้นก็จะสนใจผู้ชายที่อายุมากขึ้นด้วย คือส่วนใหญ่จะไม่มองผู้ชายที่อายุน้อยกว่า แต่จะเริ่มมองผู้ชายที่มีอายุไล่เลี่ยกับตัวเอง ในขณะที่ผู้ชายยิ่งอายุมากขึ้น ส่วนใหญ่จะมองผู้หญิงอยู่ใน rank อายุเดียวเลยคือ ประมาณ 20 กว่าปี

sourbkk3

คุณบี-พิมพ์มาศ ลีนุตพงษ์

พอเรามองย้อนกลับไป 10-20 ปีที่แล้ว เมื่อก่อนผู้หญิงอายุ 20-25 ปี ก็ต้องแต่งงานแล้ว แต่ปัจจุบันคนที่จะแต่งงานอายุจะค่อนข้างเลทลงไป บางคนอายุ 35 ปียังไม่แต่งงานก็เยอะ คิดว่าในปัจจุบันผู้หญิงอายุ 20 กว่ายังไม่พร้อมที่จะแต่งงาน เขากำลังสนุก เอ็นจอย กำลังหาประสบการณ์ เลยยังไม่ได้มองเรื่องคู่ พอมองอีกทีก็เริ่ม 30 ปีไปแล้วคุณบี กล่าว

คอนเทนต์ How to เพื่อรองรับโสดอย่างสตรอง

sourbkk6

และจากการเพิ่มขึ้นของสาวโสด ซึ่งกลายเป็นตลาดที่น่าสนใจและมีกำลังซื้อสูง จุดนี้เองจึงเป็นที่มาของการสร้างคอนเทนต์ How to ที่มีไว้เพื่อสาวโสดสวยสตรองโดยเฉพาะ

กับเทรนด์ How to content สำหรับสาวโสด เพราะยังมีคอนเทนต์มากมายที่ผู้หญิงโสดต้องการอีกมาก และไม่ใช่แค่เรื่องความสวยความงามเพียงอย่างเดียว เพราะกลุ่มนี้อยากจะพึ่งผู้ชายน้อยลงและมี Self learning หรือชอบที่จะเรียนรู้ด้วยตัวเองในเรื่องต่างๆ มากขึ้น เช่น การดูแลรถการเดินทางท่องเที่ยว แลเรื่องของเทคโนโลยี เป็นต้น

และจากจุดนี้นี่เอง จึงเป็นช่องว่างให้การตลาดสอดแทรก How to content ที่ไม่ใช่เรื่องของความสวยความงามแต่อย่างเดียว แต่รวมถึงเรื่องการใช้ชีวิตเช่น การใช้เครื่องต้มกาแฟดูแลรถยนต์ หรือคอมพิวเตอร์ ก็ได้

sourbkk2

คุณเล็ก-ดมิสาฐ์ องค์ศิริวัฒนา

“เป็นสิ่งที่ขุดมาได้จากข้อมูลของผู้หญิงโสด ซึ่งทำให้เราพบว่า ผู้หญิงกลุ่มนี้เสริ์ชคอนเทนต์ How to ประเภทต่างๆ เพิ่มขึ้น เป็น How to ที่ทำให้พวกเธอไม่ต้องพึ่งผู้ชาย อยู่ได้ด้วยตัวเอง หรือการไปสนุกกับแก๊งเพื่อนสาว” คุณเล็ก กล่าวเสริม

แต่คอนเทนต์ How to ในเรื่องพวกนี้ยังมีช่องว่างอยู่ ส่วนใหญ่ไม่ได้พูดในภาษาเดียวกับผู้หญิง เหมือนกับพูดภาษาต่างดาวที่ผู้หญิงส่วนใหญ่ไม่เข้าใจ เช่น เรื่องทางเทคนิคคอมพิวเตอร์ เรื่องซ่อมรถ เรื่องไฟฟ้า ดังนั้น จึงเป็นโอกาสของการสร้าง Woman Content ที่นอกเหนือจากบิวตี้คอนเทนต์ เอาขึ้นมาพูดและพูดภาษาเดียวกับผู้หญิงมากขึ้น

“ตอนนี้เองก็มีแบรนด์รถยนต์กำลังมองหาการทำคอนเทนต์ให้น่าสนใจสำหรับผู้หญิง ดูแล้วผู้หญิงจะเข้าใจ ซึ่งมันเป็น Big Opportunity มากๆ นั่นแปลว่าเราไม่ต้องขายแต่คอนเทนต์เครื่องสำอางให้ผู้หญิงเท่านั้น แต่เราสามารถไปสู่โปรดักส์อื่นๆ ที่ขยายฐานเป้าหมายไปสู่ผู้หญิงได้ Woman Content จะทำให้ผู้หญิงเข้าใจเหมือนกับผู้ชายได้ แค่เปลี่ยนภาษาในการพูดเท่านั้น”  ECD Sour Bangkok กล่าว

เทรนด์การ LIVE

sourbkk7

LIVE  มีมาได้พักใหญ่แล้ว และกำลังเป็นที่ต้องการเพิ่มขึ้น หลายแบรนด์กำลังมองหาการทำ LIVE ซึ่งข้อดีของการทำ LIVE คือประหยัดเวลาและต้นทุนการผลิต VDO แต่สิ่งที่ต้องระวังอย่างมากก็คือการควบคุมเนื้อหาให้เป็นในแบบที่แบรนด์ต้องการ เพราะอันที่จริงมีหลายครั้งที่การทำ LIVE ไม่ประสบความสำเร็จ ดังนั้น การทำ LIVE จึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลย จะต้องมีการวางแผนให้ดี ทำความเข้าใจให้ดี และที่สำคัญคือการเลือก Influencer ที่จะมาใช้งานจะต้องเข้ากับคอนเทนต์ที่เราจะสื่อด้วย

คุณเล็ก ระบุว่า การที่จะทำ LIVE ให้ดี จะต้องมีส่วนผสมหลายอย่าง เช่น เราต้องรู้จักคนที่มาฟอลลโลว์ Influencer คนๆ นั้นให้ดี หรือการที่ไม่เลือก Influencer ที่ช้ำจนเกินไปรับทุกแบรดน์รับทุกโปรดักส์ตรงนี้ก็จะทำให้ผู้ชมไม่อินกับเขาได้ คนดูก็จะรู้ว่า อ๋ออันนี้ขายของนะ รวมทั้งต้องรู้จักธรรมชาติของเพจขอเขาด้วย เช่น การที่ KFC ให้ “ซูบิน” มานั่งกินไก่ทอด แคมเปญนี้ก็ประสบความสำเร็จมาก เพราะอะไรเพราะเราไม่ได้ฝืนให้ไปทำอย่างอืน สิ่งที่เขาถนัดคือการกินแล้วดูอร่อย นี่ก็ทำให้การ LIVE ประสบความสำเร็จ

Inlfuencer ที่เอามา Live กับตัวคอนเทนต์จะต้องเป็นอะไรที่แมทช์กัน บางทีลูกค้าอาจจะเห็นว่าคนนี้ดัง แต่เขาอาจจะไม่ได้ relate กับตัวแบรนด์หรือโปรดักส์เลย หรือเขาไม่อินเลย แล้วไปบังคับให้เขาพูดในสิ่งที่มันไม่ใช่ตัวเขา มันก็ไม่ไปด้วยกัน มันก็เหมือนกับส่วนผสมที่ไม่ลงตัว” คุณบี กล่าวเสริม

Online to On ground

sourbkk8

Online & On ground โดยนำมา Integration กันเพื่อให้เกิด Personalized Experience ปัจจุบันหลายแบรนด์เน้นการทำการตลาดบน Online เพิ่มขึ้น แต่ลืมไปว่า media on ground ก็สามารถเข้าถึงและทำให้รู้สึกว่างานนั้นๆ สร้าง Personalized Experience ได้

เมื่อหลายๆ แบรนด์ทำ E-commerce กันมากขึ้น และอยากปิดยอดขายบนออนไลน์โดยที่ไม่รอให้ลูกค้าเดินทางมาที่ช้อปอย่างเดียว แต่ปัจจุบันคอนเทนต์ออนไลน์โอเวอร์โหลดเอามากๆ ดังนั้น การทำให้เกิด Personalized Experience จึงค่อนข้างยาก วิธีที่จะปิดยอดขายได้ก็คือจะต้องทำให้รู้สึกว่างานนั้นๆ มันพูดกับชั้น มันเข้าใจชั้น ซึ่งการใช้วิธีแบบ Offline หรือ On ground สามารถตอบโจทย์ตรงนั้นได้ว่าแบรนด์รู้จักเราดี

คุณเล็กยกตัวอย่าง Case Bento Box แบรนด์ MM.LaFleur ที่ส่งดรอปบ็อกซ์ไว้ตามบ้าน พอเปิดกล่องมาจะเจอโค้ดที่เมื่อพิมพ์ใส่เว็บแล้วจะพบความเป็น Personalized เป็นการบอกกับผู้บริโภคว่านี่ไงเรารู้จักคุณ คุณเหมาะกับเสื้อผ้าแบบนี้ สีแบบนี้นะ ทำให้ลูกค้าเห็นก็จะประทับใจและสามารถปิดจ๊อบบนออนไลน์ได้ หรืออาจจะเดินไปช้อปที่ร้านก็ได้ นี่คือการทำงานร่วมกันระหว่าง Online และ Offline ซึ่งตอนนี้หลายๆ องค์ประกอบในไทยส่งให้เราสามารถทำ Online to  Offline ได้แล้ว หรือเราอาจจะเรียกว่าเทรนด์การทำ Omnichannel นั่นเอง

 

ทั้ง 4 เทรนด์นี้ ถือว่าเป็น Big Opportunity มากสำหรับแบรนด์ ซึ่งจะทำให้เข้าใจตลาดในปัจจุบันได้มีทิศทางและมีประสิทธิภาพมากขึ้น.

Copyright © MarketingOops.com

ติดตาม MarketingOops!
Marketing Oops! มี LINE แล้วนะ
ติดตามเรื่องราวดิจิทัลแบบอินเทรนด์ ได้ทุกวันผ่าน LINE ID @marketingoops

Contributor

เดินทางสายนักข่าวมากว่าสิบปีก่อนจะมาหลงใหลในงานดิจิตอล แต่งตัวฟรุ้งฟริ้งเคลิบเคลิ้มดนตรีร็อค

User Name: pigabyte

FB Comments

Related Posts

Leave a Reply


+ four = 8

Recent Posts

Facebook