ปฏิวัติสมการธุรกิจยุคใหม่ เมื่อ ‘EMPIRE’ ยักษ์ใหญ่โครงสร้างพื้นฐาน จับมือ ‘มูฟฟาสท์’ ผู้นำ Social Commerce ปั้น “High-Efficiency Commerce Infrastructure” เขย่าตลาด Digital Economy

  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

ในยุคที่เส้นแบ่งระหว่างโลกออฟไลน์และออนไลน์เริ่มพร่าเลือนจนแทบแยกกันไม่ออก บริบทของโลกธุรกิจไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การเป็นเจ้าของสินทรัพย์ทางกายภาพหรือการทำตลาดบนหน้าจอมือถือเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่คือการหลอมรวมเอาความแข็งแกร่งของ “พื้นที่” และ “เทคโนโลยี” เข้าด้วยกันเพื่อสร้างระบบนิเวศใหม่ที่สามารถสร้างรายได้ตลอดเวลา

 

ปรากฏการณ์ความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่าง บมจ. ออริจิ้น โกลบอล เอมไพร์ หรือ EMPIRE ภายใต้การนำของ คุณวัชราภรณ์ สุวินย์ชัย และ บมจ. มูฟฟาสท์ หรือ MF26 โดย คุณโตชิ ศิริจิวานนท์ จึงเปรียบเสมือนหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงการปรับตัวของภาคธุรกิจไทยสู่การเป็นอาณาจักรแห่งโอกาสในเศรษฐกิจยุคใหม่

จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่น่าจับตามองในครั้งนี้ มาจากวิสัยทัศน์ของ EMPIRE ที่ตัดสินใจปรับโครงสร้างธุรกิจจากเดิมที่มุ่งเน้นงานก่อสร้างและงานระบบวิศวกรรม (M&E) ก้าวไปสู่บทบาทใหม่ในฐานะผู้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล หรือ Digital Infrastructure Developer ซึ่งคุณวัชราภรณ์ได้ย้ำชัดถึงทิศทางนี้ว่า

 

“บริษัทมองเห็นโอกาสมหาศาลภายใต้วิสัยทัศน์ ‘Maximizing Asset Yield Through Integrated Innovation’ เพื่อก้าวสู่การเป็นผู้พัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่สร้างรายได้และเพิ่มความสามารถในการทำกำไรที่แข็งแกร่ง โดยเราตั้งเป้ายกระดับความเชี่ยวชาญจากเดิมที่เป็นบริการด้านงานระบบ ให้กลายเป็นผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานเชิงพาณิชย์ประสิทธิภาพสูงเพื่อรองรับเทคโนโลยีใหม่ที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว”

 

คุณวัชราภรณ์ยังได้ฉายภาพให้เห็นถึงตัวเลขเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยที่มีแนวโน้มเติบโตสูงถึง 5.6 ล้านล้านบาทในปี 2569 ซึ่งเป็นการเติบโตที่เร็วกว่า GDP ของประเทศถึงสองเท่า การขยับตัวของ EMPIRE จึงไม่ใช่เพียงการหาโมเดลธุรกิจใหม่ แต่คือการสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจรูปแบบใหม่ที่สามารถเชื่อมต่อกับเศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างไร้รอยต่อ

กลยุทธ์สำคัญของ EMPIRE คือการสร้างความร่วมมือแบบเกื้อหนุน หรือ Complementary Partnership โดยมุ่งเน้นพันธมิตรที่มีวิธีคิดสอดคล้องกัน ซึ่งคุณวัชราภรณ์ได้นิยาม DNA ของความร่วมมือในครั้งนี้ไว้ว่า

 

“เรามองหาพันธมิตรที่มี DNA คล้ายกันคือ ‘Nothing is impossible: Think fast, Move faster, Win bigger’ เพื่อนำเสนอโซลูชันแก้ไขปัญหา และตอบสนองตลาดอย่างทันท่วงที ซึ่งนอกเหนือจากด้านไอที เรายังมุ่งขยายขีดความสามารถไปยังกลุ่มธุรกิจ E-commerce และ Live Commerce อย่างเต็มรูปแบบ”

 

ในขณะเดียวกัน ทางฝั่งของ MF26 ผู้นำในตลาด Social Commerce ก็มองเห็นภาพรวมของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เทคโนโลยีกำลังกลายเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก คุณโตชิระบุว่าพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคปัจจุบันได้เปลี่ยนผ่านจากยุคอีคอมเมิร์ซดั้งเดิมไปสู่ยุคที่อัลกอริทึมเป็นฝ่ายค้นพบผู้ซื้อ โดยคุณโตชิได้อธิบายถึงความเปลี่ยนแปลงนี้ว่า

“เราได้ก้าวเข้าสู่ยุคของ Social Commerce อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งผู้บริโภคไม่ได้เริ่มจากการค้นหาสิ่งที่ตัวเองต้องการแล้วค่อยซื้อแบบในอดีต แต่อัลกอริทึมจะเป็นฝ่ายค้นพบสินค้า และนำเสนอต่อผู้บริโภค โดยพฤติกรรมมีแนวโน้มให้ความสนใจกับความบันเทิงมาก่อนความต้องการซื้อ และกระบวนการทุกขั้นตอนตั้งแต่การค้นพบจนถึงการตัดสินใจซื้อ จะต้องเกิดขึ้นทันทีภายใน Ecosystem เดียวแบบไร้รอยต่อ”

 

สถิติที่น่าสนใจคือกว่า 70% ของผู้บริโภคเริ่มรู้จักสินค้าผ่านการค้นพบบนโซเชียลมีเดีย และหัวใจสำคัญที่ทำให้ MF26 โดดเด่นคือการเปลี่ยนจาก “ยอดชม” ให้กลายเป็น “ยอดขาย” ผ่านการทำคอนเทนต์ที่ทันกระแส โดยคุณโตชิเน้นย้ำถึงจุดแข็งในส่วนนี้ว่า

 

“จุดเด่นที่ชัดเจนที่สุดของ Live Commerce คือการยกระดับยอดชมให้กลายเป็นยอดขาย ซึ่งอัตราการเปลี่ยนผู้ชมให้เป็นผู้ซื้อนั้นสูงถึง 30% ถือว่าสูงกว่าอีคอมเมิร์ซแบบดั้งเดิมถึง 10 เท่า แสดงให้เห็นถึงพลังในการปิดการขายที่มีประสิทธิภาพสูงมาก สิ่งที่ MF26 ทำ ไม่ใช่แค่การสร้างแพลตฟอร์มขายออนไลน์ แต่เรากำลังสร้าง ‘Discovery Engine’ อย่างเป็นระบบเพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้บริโภค”

 

ความร่วมมือระหว่าง EMPIRE และ MF26 จึงเกิดขึ้นจากการนำนวัตกรรม การจัดการข้อมูล และเครือข่ายอินฟลูเอนเซอร์ของ MF26 มาผสานรวมกับความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมและการจัดการพื้นที่ของ EMPIRE เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานรูปแบบใหม่ที่รองรับการเติบโตของเศรษฐกิจอาเซียนได้อย่างยั่งยืน

 

ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมครั้งแรกของความเป็นพันธมิตรนี้คือโปรเจกต์ “ONE LIVE ไทยช่วยไทย: Live เดียวกวาดยกคลัง” ในวันที่ 7 เมษายน 2569 ณ ศูนย์การค้าฮาบิโตะมอลล์ ซึ่งคุณวัชราภรณ์มองว่างานนี้คือบทพิสูจน์สำคัญของบริษัท

 

“การจัดงานในครั้งนี้เป็นการตอกย้ำวิสัยทัศน์ของบริษัท ในการเป็นอาณาจักรแห่งโอกาส หรือ Emerging Business Empire ที่สามารถผสานความร่วมมือรอบด้านด้วยจุดแข็งของพันธมิตร โดยเป้าหมายระยะยาวคือการพิสูจน์ความสำเร็จของโมเดลธุรกิจแบบ O2O ที่เชื่อมโลกออฟไลน์และออนไลน์ไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน”

 

ทางด้านคุณโตชิได้เสริมถึงกลยุทธ์เบื้องหลังความสำเร็จที่จะเกิดขึ้นในงานนี้ว่า เราใช้รูปแบบการตลาด O2O เป็นกลยุทธ์หลัก เสริมด้วยเครือข่าย Affiliate ที่ทรงพลังผ่านดาราและอินฟลูเอนเซอร์กว่าร้อยชีวิต พร้อมนำข้อมูลและเทคโนโลยี AI เข้ามาวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคเพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าแบบเฉพาะบุคคล พร้อมระบบ Dashboard เพื่ออัปเดตยอดขายแบบเรียลไทม์เพื่อให้การปิดการขายมีประสิทธิภาพสูงสุด

 

รายชื่อผู้เข้าร่วมงานสะท้อนถึงอิทธิพลของ Content Economy ได้อย่างดีเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็น นานา ไรบีนา, เวย์ ไทยเทเนี่ยม, แทค ภรัญยู, อาร์ต พศุตม์, หนูแหม่ม สุริวิภา รวมถึงครีเอเตอร์ระดับแม่เหล็กอย่าง ฝน มาริสา และกุ๊กกิ๊กแม่บ้านตำรวจ ซึ่งทุกคนจะสลับกันขึ้นไลฟ์เพื่อสร้างความบันเทิงควบคู่ไปกับการสร้างยอดขายตลอด 10 ชั่วโมงเต็ม โดยตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 10 ล้านบาทภายในวันเดียว

บทวิเคราะห์ความร่วมมือ: การยกระดับอุตสาหกรรม Property และ Content Economy

การจับมือกันระหว่าง EMPIRE และ MF26 คือจุดเริ่มต้นของการปฏิวัติโครงสร้างอุตสาหกรรมใน 2 มิติสำคัญ

ในด้านอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ (Property): การร่วมมือนี้กำลังเปลี่ยนนิยามของ “พื้นที่” จากการเป็นเพียงที่อยู่อาศัยหรือที่ตั้งร้านค้า ให้กลายเป็น “แพลตฟอร์มสร้างรายได้” (Revenue-Generating Platform) อสังหาริมทรัพย์ยุคใหม่จะไม่ถูกประเมินค่าแค่ทำเลทอง แต่จะถูกวัดที่ศักยภาพของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่รองรับการค้าออนไลน์ได้ทันที ทำให้สินทรัพย์มีสภาพคล่องสูงขึ้นและสร้างมูลค่าเพิ่มได้ตลอดเวลาผ่านนวัตกรรมที่บูรณาการเข้ากับงานระบบวิศวกรรม

ในด้านเศรษฐกิจคอนเทนต์ (Content Economy): นี่คือการเชื่อมโยงคอนเทนต์เข้ากับโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพอย่างเป็นระบบ ทำให้กระแสของ Social Commerce ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในหน้าจอ แต่สามารถสร้างแรงกระเพื่อมในโลกจริงได้ การที่ครีเอเตอร์มีพื้นที่สนับสนุนการทำงานที่มีประสิทธิภาพสูง (High-Efficiency Commerce Infrastructure) จะช่วยยกระดับมาตรฐานการปิดการขายและสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคมากขึ้น

 

สรุปได้ว่า ความร่วมมือนี้คือการสร้าง “นิเวศธุรกิจใหม่” ที่ไร้รอยต่อระหว่าง Offline และ Online ซึ่งจะกลายเป็นต้นแบบสำคัญที่ช่วยผลักดันให้เศรษฐกิจดิจิทัลของไทยเติบโตอย่างมั่นคง และพิสูจน์ว่าการเป็นพันธมิตรข้ามอุตสาหกรรมที่เน้นความเร็วและการร่วมสร้างสรรค์ (Co-creation) คือทางรอดและทางรุ่งในโลกธุรกิจยุคถัดไปอย่างแท้จริง


  •  
  •  
  •  
  •  
  •