ความสำเร็จไม่ได้ใช้กลยุทธ์เดียว! กะเทาะ Success Stories “กิฟฟารีน” กับโอกาสที่มาจากทุกช่องทาง

  • 210
  •  
  •  
  •  
  •  

แม้ว่าภาพแรก ๆ ที่เรารู้จักกับแบรนด์ “กิฟฟารีน” (Giffarine) คือ ธุรกิจเครือข่าย หรือ ขายตรง แต่ผลลัพธ์จากการทำตลาดและขยายเครือข่ายของแบรนด์นั้น สามารถสะท้อนแนวทางความสำเร็จได้เป็นอย่างดี เพราะในปี 2562 กิฟฟารีนสามารถทำรายได้อยู่ที่ 4,978 ล้านบาท เติบโตจากปีก่อนหน้าถึง 10.3%

ไม่ใช่แค่ความน่าสนใจจากประเด็นที่แบรนด์สามารถสร้างการเติบโตได้แบบดับเบิลดิจิในยุคเศรษฐกิจมีแต่ทรงกับทรุด! แต่ยังรวมถึงเรื่องแนวทางการดำเนินธุรกิจ ซึ่งกิฟฟารีนตั้งเป้าเติบโตในปีนี้ มากกว่าปีที่ผ่านมา 5-10% ว่าแบรนด์จะเดินเกมอย่างไร!

ขยาย “ขายออนไลน์” ตอบโจทย์พฤติกรรมนักช้อป

ไม่ใช่แค่ขยายโอกาสในการเข้าถึงผู้บริโภค แต่แพลตฟอร์มออนไลน์ยังถือเป็นการเพิ่มช่องทางอำนวยความสะดวกในการขายแก่นักธุรกิจกิฟฟารีนด้วย แม้ว่ารูปแบบการขายแบบ Face to Face เสนอขายแบบเห็นหน้า หรือขายถึงบ้าน ยังคงดำเนินไปตามปกติ แบรนด์ก็พยายามขยายโอกาสเข้าถึงลูกค้าด้วยความสะดวกและตอบโจทย์พฤติกรรมการใช้งานให้สามารถดำเนินการซื้อได้จากทุกที่ทุกเวลา โดยมีช่องทางการสั่งซื้อ ทั้ง Line Official, E-Commerce และโทร 1101

นอกจากนี้กิฟฟารีนยังมีพันธมิตรธุรกิจอย่าง Shopee และ Lazada” ซึ่งสมาชิกกิฟฟารีนที่ต้องการเปิดร้านค้าบนแพลตฟอร์มทั้ง 2 จำเป็นต้องสมัครเป็นนักธุรกิจประเภท E-business member คือ ขึ้นทะเบียนเป็นนักธุรกิจออนไลน์และทำบัตรอีกประเภทกับบริษัท เพื่อรับสิทธิ์เปิดร้านออนไลน์ไม่ใช่ทุกสมาชิกที่จะสามารถเปิดร้านผ่านแพลตฟอร์มดังกล่าวได้ พร้อมกับสร้างความมั่นใจแก่ผู้บริโภคว่าสามารถซื้อผลิตภัณฑ์กับตัวแทนขายที่ถูกต้องตามกฎหมาย มีการรับประกันความพึงพอใจ ดูแลลูกค้า และนำเสนอผลิตภัณฑ์ภายใต้จรรยาบรรณ ไม่โอ้อวดสรรพคุณเกินจริง ซึ่งในส่วนนี้ทำให้สามารถเข้าถึง Customer Journey ของลูกค้าได้มากขึ้น

เติม Product Line ต่อเนื่อง…ครบกระบวนการสวย ครองใจผู้บริโภค

การพัฒนาผลิตภัณฑ์ในกลุ่มกิฟฟารีนไฮยา ซีรีย์ ไล่เรียงกันมาตั้งแต่ Giffarine HYA Intensive Whitening Pre-serum บำรุงผิวหลังล้างหน้า, Giffarine HYA 3D Complex Cream ดูแลและลดเลือนริ้วรอยสำหรับผิวแห้งหรือผิวผสม, Giffarine HYA Booster Sleeping Mask ล็อกความชุ่มชื้นขณะนอนหลับ และ Giffarine HYA 3D Complex Lotion ดูแลและลดเลือนริ้วรอยสำหรับผิวมัน ซึ่งแต่ละประเภทล้วนถูกพัฒนาออกมาเพื่อเติมเต็มความสมบูรณ์ในการใช้งานเป็นประจำทุกวันสำหรับผู้ที่ต้องการดูแลใบหน้าทุกสภาพผิว

ล่าสุด แบรนด์จึงต่อยอดด้วยผลิตภัณฑ์ใหม่อย่าง “กิฟฟารีน ไฮยา แอนตี้ – เอจจิ้ง บอดี้ โลชั่น กลิ่นฟอร์เอฟเวอร์ ยัง” และ “กิฟฟารีน ไฮยา แอนตี้-เอจจิ้ง ชาวเวอร์ เจล กลิ่นฟอร์เอฟเวอร์ ยัง” เพื่อเป็นแอนตี้ออกซิแดนท์และ แอนตี้เอจจิ้งให้กับผิวกาย รวมถึง ตัวช่วยลดปัญหาเรื่องฝ้า จุดด่างดำบนผิวหน้าอย่าง “กิฟฟารีน ไฮยา เมลา–ไวท์ สปอต คอร์เรคเตอร์ เจล” ซึ่งมีส่วนผสมของไฮยาลูรอนและสารสำคัญอื่น ๆ ที่ช่วยดูแลปัญหาเรื่องฝ้าอีกหลายตัว สำหรับปัจจัยสำคัญคือกิฟฟารีนมีโรงงานผลิตผลิตภัณฑ์เป็นของตัวเอง ที่ทันสมัยและได้รับรองมาตรฐานต่างๆ ซึ่งควบคุมโดยทีมแพทย์และเภสัชกรที่มากประสบการณ์ ทำให้แบรนด์สามารถคิดค้นพัฒนาผลิตภัณฑ์ได้อย่างต่อเนื่องและตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี

อยาก…

คุณคิดว่าผู้หญิงอยากได้อะไร?

โพสต์โดย GIFFARINEOfficial เมื่อ วันพฤหัสบดีที่ 13 กุมภาพันธ์ 2020

เลือกพรีเซ็นเตอร์เดิม ช่วยตอกย้ำ “Brand Loyalty”

พรีเซ็นเตอร์ของกิฟฟารีน คือ “อั้ม พัชราภา” ซึ่งนอกจากการเป็นตัวแทนของแบรนด์เพื่อสื่อสารกับผู้บริโภคแล้ว ภาพของพรีเซ็นเตอร์ที่เป็น “แฟนพันธุ์แท้” ของแบรนด์ ยิ่งช่วยสร้าง Brand Loyalty” ได้มากขึ้นด้วย เนื่องจากความชื่นชอบ การใช้จริง และเลือกใช้ต่อเนื่องที่สะท้อนผ่านพรีเซ็นเตอร์ออกมา ยิ่งทำให้ผู้บริโภคเกิดความเชื่อมั่นต่อแบรนด์มากขึ้น ทั้งยังเป็นการพิสูจน์ว่ามี Giffarine Lover อยู่จริง

โปรโมทต่อเนื่อง! ใช้ VDO ต่อยอดกระแสจาก TVC

หลังจากแบรนด์ได้ทำการโปรโมท “กิฟฟารีนไฮยา” ผ่าน TVC ตลอดช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ก็ยังได้เติมเต็มสื่อโฆษณาผ่าน VDO ตัวที่ 2 เพื่อตอกย้ำความสำเร็จของผลิตภัณฑ์ที่สามารถขายได้กว่า 1 ล้านขวด และสนับสนุนว่าผู้หญิงทุกคนมีความสวยอยู่ภายในตนเอง แต่การดูแลตัวเองก็ยิ่งทำให้ความสวยนั้นชัดเจนขึ้นและทำให้ความธรรมดานั้นกลายเป็นความพิเศษกว่าที่เคย

ขณะเดียวกัน ภาพความสำเร็จที่กิฟฟารีนสื่อสารผ่านโฆษณายังเป็นการตอกย้ำจุดเด่นของผลิตภัณฑ์ ถึงความคุ้มค่า ประหยัด ซึ่งสะท้อนผ่าน Insights จากผู้ใช้จริงที่ว่า…ครีมดี ซีรั่มดี ไม่จำเป็นต้องมีราคาแพงเสมอไป เนื่องจากกิฟฟารีนไฮยาก็ใช้วัตถุดิบคุณภาพสูงนำเข้าจากต่างประเทศในการผลิต ทำให้แบรนด์ต้องการสะท้อนแง่มุมดังกล่าวให้เป็นที่รับรู้ทั่วกันในกลุ่มผู้บริโภคตลอด 1 ปีที่ผ่านมา ส่วนการต่อยอดด้วย VDO ตัวใหม่ที่มีความยาวถึง 5.47 นาที ก็ถือเป็นการขยายภาพความสำเร็จจาก TVC เดิมที่มีความยาวเพียง 30 วินาที ว่าเพราะเหตุผลใดกิฟฟารีนไฮยาจึงสามารถทำยอดขายได้ถึง 1 ล้านขวด

บุก “ตลาดต่างประเทศ” เคล็ดลับเพิ่ม “โอกาส”

ในปีที่ผ่านมา กิฟฟารีน ได้ขยายธุรกิจและเติบโตร่วมกับคู่ค้าในต่างประเทศเป็นอย่างมากโดยเฉพาะประเทศจีน จนทำให้มียอดขายเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน แม้ว่าประเด็นนี้จะเป็นการสานต่อแผนธุรกิจที่ดำเนินงานมาตั้งแต่ปี 2561 ซึ่งแบรนด์ได้เข้าร่วมงานใหญ่ในจีน อาทิ Shanghai CBE 2019 (China Beauty Expo 2019) และงานแสดงสินค้ากับกลุ่มแพลตฟอร์ม ก็ยังมีกิจกรรมที่เป็นความร่วมมือกับกลุ่ม KOL ระดับประเทศ ซึ่งมีการ Live และโปรโมทสินค้าแก่ผู้บริโภคในจีน รวมถึงการเยี่ยมชมโรงงานของคณะ KOL เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นในแบรนด์กิฟฟารีน ว่าเป็นแบรนด์ที่มีคุณภาพการผลิตตามมาตรฐาน มีการเพิ่มคุณค่าให้ผลิตภัณฑ์ ใส่ใจในความต้องการของผู้บริโภคเพื่อทำให้เกิดความรู้สึกพึงพอใจสูงสุดจากการใช้ผลิตภัณฑ์กิฟฟารีน

แต่ไม่ใช่แค่การรุกตลาดอย่างหนักและต่อเนื่องในจีน เพราะกิฟฟารีนยังคงรักษาฐานลูกค้าเดิมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อวางแผนและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน เช่น

กิฟฟารีนกัมพูชา : มีการจัดกิจกรรมการประชุม การแข่งขันโปรแกรมการท่องเที่ยว ทั้งยังมีกลยุทธ์การจัดกิจกรรมทางโซเชียลเน็ตเวิร์กและสื่อต่าง ๆ เพื่อเพิ่มโอกาสในช่องทางการขาย

กิฟฟารีนพม่า : มีการเจาะกลุ่มตัวแทนรายใหญ่แต่ละภูมิภาค เช่น มัณฑเลย์ โดยผลิตภัณฑ์แบรนด์กิฟฟารีนได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคชาวพม่าอย่างแพร่หลายและมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

กิฟฟารีนมาเลเซีย : เพิ่มการขยายตลาดผ่าน Online Marketing โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องสำอางที่ได้รับความนิยมอย่างมาก

กิฟฟารีนอินโดนีเซีย : จัดกิจกรรมทางออนไลน์อย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ Re-soft Opening กับ Fan clubs และ Bloggers ต่าง ๆ โดยเน้นการสร้างสังคมออนไลน์ของกลุ่มคนที่รักและใช้ผลิตภัณฑ์กิฟฟารีน พร้อมทั้งจัดกิจกรรม Training ต่าง ๆ

กิฟฟารีนเวียดนาม : แม้จะเป็นน้องใหม่ในภูมิภาคอาเซียน แต่แบรนด์กิฟฟารีนก็มีศักยภาพในการทำตลาดและได้การตอบรับอย่างมากจากผู้บริโภค

นอกจากที่กล่าวมาแล้ว ในปีนี้ “กิฟฟารีน อินเตอร์เนชั่นแนล” ยังมีแผนจะร่วมมือกับคู่ค้าในประเทศต่าง ๆ เช่น ฟิลิปปินส์ และ กลุ่มประเทศตะวันออกกลาง (MENA) เพื่อพัฒนาตลาดที่มีศักยภาพใหม่ ๆ อีกด้วย


  • 210
  •  
  •  
  •  
  •