103.58.148.118

Biz & Marketing news

Ξ Leave a comment

‘มาลี กรุ๊ป’ เดินเกม Diversify สู่ธุรกิจใหม่ ตั้ง ‘เอ็มเอเอส’ ดูแล R&D กลุ่ม HVA โดยเฉพาะ เพื่อกรุยทางเร่งโตในอนาคต

posted by  388 views

หลังจากปี 2559 ที่ผ่านมาได้รีแบรนด์จาก ‘มาลีสามพราน’ มาเป็น ‘มาลี กรุ๊ป’ พร้อมกับวางทิศทางเติบโตต่อจากนี้ในคอนเซปต์  Growing Well Together ล่าสุดทางมาลี กรุ๊ป ได้ตั้ง ‘บริษัท มาลี แอพพลายด์ ไซเอ็นซ์ จำกัด’ หรือ เอ็มเอเอส มาดูแลการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์กลุ่ม HVA เพื่อเดินเกม Diversify ธุรกิจเป็นครั้งแรก

เพราะมองว่าการอยู่ในตลาดมานาน 40 ปี หากยังอยู่ในกรอบเดิม ๆ การเดินต่อไปในอนาคตจะเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะกรอบที่อยู่นั้น คือ ตลาดน้ำผลไม้ที่อยู่ในภาวะติดลบมาตลอด 7 ไตรมาสด้วยแล้ว ยิ่งเป็นประเด็นให้ทาง บริษัท มาลี กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) พยายามแก้โจทย์เพื่อให้ธุรกิจเดินต่อไปได้ในอนาคต และเป็นการเดินต่อแบบยั่งยืนด้วย

โดยเป้าหมาย คือ การเป็นผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มระดับโลก ภายใต้คอนเซปต์ Growing Well Together ที่เน้นสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจ ทั้งผู้บริโภค – พนักงาน – เกษตรกร – สิ่งแวดล้อม

รุ่งฉัตร บุญรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มาลี กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าเป้าหมายที่วางไว้จะบรรลุไม่ได้ หากไม่มีหน่วยงานที่ดูแลด้านวิจัยและพัฒนาโดยเฉพาะ ทำให้ตั้งบริษัท มาลี แอพพลายด์ ไซเอ็นซ์ จำกัด หรือ เอ็มเอเอส ขึ้นมา สำหรับดูแลการวิจัยและพัฒนาเพื่อเพิ่มมูลค่าให้แก่ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรในกลุ่ม HVA (High Value Added Products)

“เรามองว่า การที่มาลี กรุ๊ปจะโตได้แบบยั่งยื่น ต้องDiversified ไปธุรกิจอื่น ๆ โดยเฉพาะกลุ่ม HVA เพราะสร้างรายได้สูง แต่ไม่ว่าจะ Diversify อย่างไร เราจะยังคงเดินใน Call Business ของมาลี คือ อาหารและเครื่องดื่มที่สร้างรายได้ให้เราอยู่ราว 90%ตอนนี้”

Roongchat-Malee Group

โฟกัส 4 คลัสเตอร์หลัก

ท้งนี้ เอ็มเอเอสจะโฟกัสใน 4 คลัสเตอร์ ได้แก่ Cluster H (Health & Life-Science Products) การคิดค้นผลิตภัณฑ์ในการทำให้ผู้บริโภคมีสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้น

Cluster E (Environment & Energy) การเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบและนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยไม่มีของเหลือทิ้ง หรือ Zero waste เพื่อเสริมความยั่งยืนด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม

Cluster V (Visionary Sciences & Advanced Materials) การคิดค้นพัฒนาวัสดุอัจฉริยะหรือวัสดุที่มีน้ำหนักเบาจากวัตถุดิบทางการเกษตร เพื่อเป็นวัสดุทางเลือก

Cluster I (Internet of Thing & Service หรือ IoT) เป็นการรองรับโลกยุคใหม่ ซึ่งเป็นเรื่อง Big Data สำหรับสื่อสารและเชื่อมโยงอุปกรณ์เทคโนโลยีต่างๆ ตลอดจนจัดการข้อมูลขององค์กรและข้อมูลทางการตลาด

อย่างไรก็ตาม ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมบางตัวต้องใช้เวลาพัฒนา 3-4 ปี ดังนั้นแผนระยะสั้นของเอ็มเอเอส จึงเริ่มจากการพัฒนาโปรดักท์สำหรับผู้บริโภคออกมา เนื่องจากใช้เทคโนโลยีไม่ซ้ำซ้อน โดยตั้งเป้าว่า จะมีโปรดักท์ออกปีละ 3 ตัว

Vintico packshot 2

ประเดิมโปรดักท์ตัวแรกไปแล้ว ได้แก่ ‘วินติโค’  น้ำส้มสายชูหมักจากน้ำมะพร้าวแท้ 100% ที่นำน้ำมะพร้าวส่วนเกินจากการผลิตน้ำมะพร้าวพร้อมดื่ม ที่เกิดจากการใช้ไม่หมดหรือคุณภาพไม่ถึงที่จะไปผลิตเป็นน้ำมะพร้าวพร้อมดื่ม ซึ่งโปรดักท์ตัวนี้จะเน้นส่งออกในประเทศพัฒนาแล้ว เช่น เยอรมัน อังกฤษ ญี่ปุ่น และเกาหลี เป็นต้น เพราะเป็นตลาดที่รู้จักและมีการใช้โปรดักท์ตัวนี้แพร่หลายอยู่แล้ว

ขอประเมินผล 2 ปี

จากนั้นสเต็ปต่อไป ถึงจะเริ่มพัฒนาโปรดักท์ในกลุ่ม HVA โดยโฟกัสโปรดักท์ที่จะเป็นวัตถุดิบในการผลิตสินค้า ซึ่งกลุ่มที่สนใจคือ personal care และ cosmetic คาดว่า จะเริ่มดำเนินการภายในปีหน้า

 “ในปีนี้จะเห็นโปรดักท์ที่พัฒนาอีก 2-3 ตัว คือ อาหารเสริม และขนมขบเคี้ยวที่ดีต่อสุขภาพ โดยปีนี้ที่แน่ ๆ คือ รายได้ต้องครอบคลุมรายจ่ายของเอ็มเอเอสที่ปัจจุบันอยู่ที่ 30 ล้านบาท จากนั้นต้องกลายเป็น Profit Center

ส่วนเอ็มเอเอส จะสร้างการเติบโตให้กับมาลี กรุ๊ปแค่ไหน ต้องรอดูหลังจากนี้ 2 ปี แต่เชื่อว่า จะทำให้เราเติบโตได้อย่างยั่งยืนแน่นอน” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มาลี กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ทิ้งท้าย

cats

 

ติดตาม MarketingOops!
Marketing Oops! มี LINE แล้วนะ
ติดตามเรื่องราวดิจิทัลแบบอินเทรนด์ ได้ทุกวันผ่าน LINE ID @marketingoops

Contributor

User Name: Lupang

FB Comments

Related Posts

Leave a Reply


+ 7 = nine

Recent Posts

Facebook

PR News