103.58.148.118

Startups & SME

Ξ Leave a comment

อดีต ปัจจุบัน และอนาคตของ Windows บน PC

posted by  3,480 views

ผู้เขียน : falcon_mach_v

 

head

เชื่อว่าผู้อ่านหลายท่านน่าจะเติบโตมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Windows เพราะตลอดระยะเวลา 20 กว่าปีที่ผ่านมา หน้าต่างบานนี้ได้ทำหน้าที่นำพาผู้ใช้อย่างเราเข้าสู่โลกของไอทีที่ใช้เมาส์คลิ้กและคีย์บอร์ดป้อนข้อมูลกันจนคุ้นชินทั้งที่บ้านหรือที่ทำงาน จึงทำให้วิสัยทัศน์ของ Bill Gates ที่เคยวาดฝันว่าทุกๆ บ้านจะต้องมีคอมพิวเตอร์ตั้งอยู่ที่โต๊ะ (และลง Windows ด้วยน้า…) เป็นความจริงที่ไม่ต้องพิสูจน์กันอีกต่อไป

แต่ในช่วงระยะเวลา 5-6 ปีที่ผ่านมา ภูมิทัศน์ของโลกเทคโนโลยีได้เปลี่ยนไป จากเดิมที่คอมพิวเตอร์ทำให้เรานึกถึงกล่องพลาสติกสีขาวตุ่นๆ ตั้งอยู่ในบ้านได้กลายมาเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็กเท่าฝ่ามือที่ใครก็พกพาได้อย่างสะดวก อีกทั้งยังได้รับการพัฒนาให้มีความสามารถและประสิทธิภาพมากขึ้น และมีแนวโน้มที่จะย้ายฐานมาอยู่ที่ลูกตาหรือบนข้อมือในเร็ววัน ส่งผลให้คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลมียอดขายลดลงอย่างน่าใจหาย โดยรายงานล่าสุดจาก IDC บริษัทวิจัยการตลาดชั้นนำ ได้ออกมาเปิดเผยว่า ยอดจัดส่งทั่วโลก (global shipment) ของคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลเมื่อปี 2013 ลดลงถึงร้อยละ 9.8 ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำที่สุดเท่าที่บริษัทได้เคยสำรวจมา และยังคาดการณ์อีกว่าปีนี้จะลดลงอีกร้อยละ 6.1 แม้ตัวเลขดังกล่าวอาจไม่สามารถนำมาใช้ชี้ชะตาได้อย่างเด็ดขาด แต่ก็เป็นสัญญาณเตือนภัยว่าอนาคตของพีซีอาจไม่สดใสอย่างที่เคย

 

ก้าวที่พลาดของ Windows 8

Windows 8 ได้รับการวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนตุลาคม 2012 ท่ามกลางกระแสสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และประสบการณ์ใช้งานผ่านหน้าจอสัมผัสที่กำลังมาแรง เป็นเหตุให้ระบบปฏิบัติการบนพีซีถูกท้าทายอย่างหนัก ค่ายผู้พัฒนาหลักคือ Apple และ Microsoft จึงได้พยายามทำทุกวิถีทางที่จะนำประสบการณ์ใช้งานที่แสนสะดวกสบายและเป็นธรรมชาติบนมือถือมามอบให้กับผู้ใช้งานพีซีบนโต๊ะ แต่ด้วยวิถีทางที่แตกต่างออกไป

2

Apple เลือกที่จะนำคุณสมบัติเพียงบางส่วนจากระบบปฏิบัติการ iOS มาใช้กับ OS X เช่นLaunchpad ที่ออกแบบมาให้มีหน้าตาคล้ายกับ Home Screen ของ iOS และสามารถใช้งานระบบสัมผัสด้วย Magic Trackpad ได้โดยง่าย แล้วก็ยังมีระบบแจ้งเตือน และคุณสมบัติการทำงานร่วมกับ Facebook กับ Twitter จึงทำให้ผู้ใช้สามารถเผยแพร่หรือแบ่งปันเนื้อหาได้โดยสะดวกเช่นเดียวกับบนมือถือ พูดง่ายๆ ก็คือ Apple ไม่ได้นำประสบการณ์ใช้งานผ่านหน้าจอสัมผัสและเมาส์กับคีย์บอร์ดมารวมกัน ด้วยเห็นว่าทั้งสองอย่างมีความแตกต่างอย่างลิบลับ แต่กลับเลือกที่จะนำคุณสมบัติบางส่วนของอีกแพลตฟอร์มหนึ่งมาใช้โดยไม่ไปทำลายประสบการณ์ใช้งานที่ผู้ใช้เก่าแก่คุ้นเคย ส่งผลให้ OS X Mavericks ซึ่งเป็นเวอร์ชันล่าสุดได้รับความนิยมมากขึ้นตลอดเวลา โดยรายงานจาก Net Applications ระบุว่า ในช่วงเดือนธันวาคม 2013 นั้น Mavericks มีส่วนแบ่งตลาดในกลุ่ม OS X อยู่ราวร้อยละ 37 นับว่าน่าพอใจเป็นอย่างยิ่งสำหรับระบบปฏิบัติการที่เพิ่งปล่อยให้ดาวน์โหลดมาได้เพียง 2 เดือน ซึ่งเมื่อเทียบด้วยระยะเวลาเดียวกันแล้ว ยอดใช้งานดังกล่าวมากกว่า Mountain Lion ที่เป็นเวอร์ชันก่อนหน้าถึง 2 เท่า (ต้องยอมรับว่าส่วนเป็นหนึ่งเป็นเพราะดาวน์โหลดไปใช้งานได้ฟรีด้วย)

ขณะเดียวกัน Microsoft สร้างจุดขายของ Windows 8 ด้วยการแนะนำ (บังคับ?) ให้ผู้ใช้รู้จักกับหน้าจอเริ่มต้นใหม่ที่มีลักษณะเป็นกระเบื้องเรียงต่อๆ กันหรือที่เรียกว่า “ไทล์” (tile) โดยแต่ละไทล์จะทำงานโดยเชื่อมต่อกับโปรแกรมประยุกต์ต่างๆ ในการดึงข้อมูลมาแสดงเพื่อให้มีความเคลื่อนไหวตลอดเวลา ผู้ใช้สามารถคลิ้กหรือใช้นิ้วสัมผัสเพื่อเรียกใช้งานโปรแกรมในลักษณะเต็มหน้าจอ หากเรียกใช้งานไทล์ที่มีชื่อว่า Desktop ก็จะเป็นการเข้าสู่หน้าจอเริ่มต้นแบบเก่าที่เราคุ้นเคย แต่สังเกตให้ดีจะพบว่าปุ่ม Start ได้หายไปแล้ว แต่มีโลโก้ Windows มาแทนที่ ซึ่งหากคลิ้กเข้าไปก็จะเป็นการกลับเข้าสู่หน้าจอเริ่มต้นเหมือนเดิม ด้วยกระบวนการใช้งานที่โยงใยแบบนี้ทำให้พอคาดได้ว่า Microsoft อาจไม่ต้องการแยกการใช้งานแบบสัมผัสกับเมาส์และคีย์บอร์ดออกจากกันอย่างสิ้นเชิงแบบเดียวกับที่ Apple ทำกับ OS X และ iOS แต่กลับต้องการประสานประสบการณ์ทั้งสองเข้าด้วยกันผ่านทางหน้าจอเริ่มต้นใหม่ไม่ว่าจะสั่งการด้วยวิธีใด ซึ่งเห็นได้จากการพัฒนา Surface แท็บเล็ตลูกผสมที่สามารถควบคุมได้ทั้งหน้าจอสัมผัสและคีย์บอร์ดนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม หากได้ลองใช้งาน Windows 8 ดูแล้วอาจรู้สึกซับซ้อนและสับสนก็ไม่ต้องแปลกใจ เพราะบรรดานักวิจารณ์และผู้ใช้ทั่วไป (ผมด้วยนะ) ก็รู้สึกเช่นนี้จริงๆ คำวิจารณ์แรกที่ Windows 8 ได้รับก็คือ ปุ่ม Start หายไป แม้ว่าจะมีการนำกลับมาใหม่ในเวอร์ชัน 8.1 แต่ก็ไม่ได้ทำหน้าที่เหมือนเดิม 100% แต่นั่นยังไม่หนักเท่ากับประสบการณ์ใช้งานของหน้าจอเริ่มต้นใหม่ที่เห็นได้ชัดว่าไม่ได้เอื้อให้กับผู้ใช้งานเมาส์และคีย์บอร์ด ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ใช้งานหลัก เห็นได้จากการซ่อนเครื่องมือควบคุมต่างๆ เช่น ค้นหา แบ่งปัน และการตั้งค่าต่างๆ ไว้ใน charm ที่สามารถเข้าถึงด้วยการใช้มือปัดเข้ามาจากขอบขวาของหน้าจอสัมผัส หรือนำเมาส์ไปวางไว้ที่ขวาล่างของจอ ซึ่งหากผู้ใช้ไม่ได้ดูคู่มือก่อนก็อาจไม่ทราบว่ามีแถบเครื่องมือซ่อนอยู่ เป็นต้น ซ้ำร้ายการนำเสนอคุณสมบัติใหม่ก็อาจมีผลตอบรับที่ไม่อาจคาดคิด ยกตัวอย่างเช่น ร้านค้าออนไลน์ Windows Store ที่ให้ผู้ใช้เลือกซื้อโปรแกรมต่างๆ นั้นได้ก่อให้เกิดความกลัวว่า Microsoft อาจมีแผนทำให้ Windows กลายเป็นแพลตฟอร์มปิดที่ผู้ใช้ต้องซื้อโปรแกรมจากร้านออนไลน์ดังกล่าวเท่านั้น ซึ่งนี่คือเหตุผลหลักที่ทำให้ Gabe Newell หัวเรือใหญ่ของ Valve Software พัฒนาระบบปฏิบัติการ Steam OS สำหรับใช้เพื่อความบันเทิงภายในบ้านออกมา โดยสามารถดาวน์โหลดมาใช้ได้ฟรี

มองอีกมุมหนึ่งก็อาจพอเข้าใจได้ว่า Microsoft อาจคิดการณ์ไกลหวังปูพื้นฐานใหม่ให้กับผู้ใช้ให้คุ้นเคยกับดีไซน์ของหน้าจอเริ่มต้นที่จะกลายมาเป็นมาตรฐานอินเทอร์เฟสของแพลตฟอร์มอื่นขององค์การ อาทิ Xbox และ Windows Phone ที่ต่างมีหน้าตาไปในโทนเดียวกัน และการนำเสนอสิ่งใหม่ๆ ก่อนที่ผู้ใช้จะรู้ว่าต้องการมันก็เป็นเครื่องมือที่องค์การอย่าง Apple และ Facebook เคยใช้ได้ผลมาแล้ว แต่หลักนี้ก็มีข้อแม้อยู่ว่าจะต้องไม่ไปทำลายประสบการณ์ที่ผู้ใช้คาดว่าจะได้รับ ซึ่งเป็นเรื่องยากมากสำหรับ Windows บนพีซีที่มีกลุ่มผู้ใช้งานหลากหลาย ตั้งแต่พนักงานบริษัทไปจนถึงเกมเมอร์

อนาคตอันไม่แน่นอน

แม้หน้าจอเริ่มต้นของ Windows 8/8.1 จะถูกโจมตีว่าไม่ได้มอบประโยชน์อันใดให้ผู้ใช้งานเมาส์กับคีย์บอร์ด แต่การที่จะหวนกลับไปใช้หน้าตาแบบเก่าอย่างสิ้นเชิงคงไม่ใช่ทางออกที่ดี ความเป็นไปได้ที่น่าจะเกิดขึ้นคือ Microsoft คงรับฟังเสียงวิจารณ์และปรับปรุงคุณสมบัติผ่านตัวอัปเดตต่างๆ จนกว่า Windows 9 จะพัฒนาแล้วเสร็จ ซึ่งอัปเดตแรกของ Windows 8.1 ก็น่าจะพร้อมให้ดาวน์โหลดแล้วขณะที่ท่านกำลังอ่านบทความนี้อยู่

4

ซึ่งก็เป็นไปตามคาด Joe Belfiore รองประธาน Microsoft ได้ประกาศต่อหน้าผู้ชมในงาน Mobile World Congress 2014 เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาว่า บริษัทจะยังไม่ทิ้งหน้าจอเริ่มต้นใหม่ไปอย่างแน่นอน แต่จะปรับปรุงคุณสมบัติให้เอื้อต่อการใช้งานผ่านเมาส์กับคีย์บอร์ดมากยิ่งขึ้น ยกตัวอย่างเช่น จะเพิ่มไทเทิลบาร์ (titlebar) ที่มีปุ่มย่อและปิดหน้าจอเข้าไปยังแอปพลิเคชันเพื่อให้ใช้เมาส์คลิ้กได้อย่างสะดวก เป็นต้น และที่สำคัญคืออัปเดตใหม่นี้ยังปรับลดสเปคความต้องการใช้งานเครื่องขั้นต่ำลงมา เพื่อให้ผู้ผลิตสามารถนำ Windows เวอร์ชันใหม่นี้ไปติดตั้งในพีซีราคาถูกได้ นับเป็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจท่ามกลางกระแสระบบปฏิบัติการฟรีอย่าง Chrome OS และ Steam OS ที่อาจเข้ามาเป็นทางเลือกให้กับผู้ใช้งานพีซีในอนาคต

แต่เหนือสิ่งอื่นใด Microsoft ควรตระหนักว่าผู้ใช้งาน Windows ส่วนใหญ่ใช้พีซีเพื่อการทำงานสำนักงานเป็นหลัก ข้อมูลจากเว็บไซต์ ZDNet ระบุว่ารายรับของ Microsoft กว่าร้อยละ 47 มาจากซอฟแวร์สำหรับลูกค้าองค์การ (Commercial Licensing) เช่น สินค้ากลุ่ม Windows Server, Windows และ Office สำหรับองค์การ และที่รองลงมาร้อยละ 23 ก็หนีไม่พ้นสินค้าเกี่ยวกับ Windows, Office และ Windows Phone ในกลุ่มผู้บริโภค (consumer) จึงเห็นได้ชัดว่าไม่ว่าจะเป็นบนโต๊ะที่บ้านหรือโต๊ะทำงาน หากเอ่ยถึง Windows ก็หนีไม่พ้นลักษณะการทำงานผลิตผลหรือ productivity ที่เน้นการใช้เมาส์และคีย์บอร์ด ไม่ว่าจะเป็นพิมพ์บันทึกนำเสนอผู้บริหารบน Words คิดคำนวณตัวเลขบน Excel หรือทำสไลด์นำเสนอด้วย PowerPoint ด้วยความสามารถของ Windows ผสม Office ที่มากมายนั้นหากถูก Microsoft ละเลยไปเสียสิ้นก็นับเป็นเรื่องที่น่าเสียดายเป็นอย่างมาก

3

สรุป

Microsoft ได้ทำให้วิสัยทัศน์ของ Bill Gates ที่ต้องการให้ทุกบ้านมีคอมพิวเตอร์เป็นจริงขึ้นมา คำถามคือแล้วหลังจากนั้นล่ะ? ที่ผ่านมาทิศทางของ Windows อาจจะยังดูงงๆ อยู่บ้าง เพราะขณะที่กลุ่มผู้ใช้งานหลักดูจะยังพึงพอใจการใช้งานแบบเดิม Microsoft พยายามนำเสนอ (แกมบังคับ) การใช้งานใหม่ที่เน้นการสัมผัสผ่านหน้าจอ ผลที่ตามมาคือ Windows 8 ถูกวิจารณ์เสียยับเยิน ทางออกที่น่าจะเป็นไปได้ในตอนนี้คือปรับปรุงคุณสมบัติเพื่อเอาใจกลุ่มลูกค้าที่ยังชินเมาส์กับคีย์บอร์ดมากขึ้น และขณะเดียวกันก็ต้องเชื่อมประสานการใช้งานข้ามแพลตฟอร์มให้มีความต่อเนื่องผ่านระบบคลาวด์เช่นเดียวกับที่ Apple พยายามทำอยู่กับกลุ่มสินค้าของตน

ไม่แน่ว่า Windows บนคลาวด์หรือ (อย่างน้อยก็) เชื่อมกับคลาวด์อาจเป็นทิศทางต่อไป เพราะนี่อาจเป็นเหตุผลหลักที่ Satya Nadella อดีตรองประธานบริหารกลุ่มคลาวด์และองค์การ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นซีอีโอคนล่าสุดของ Microsoft ครับ

 

 

สามารถติดตามเนื้อหาเพิ่มเติมได้ที่ นิตยสาร E-Commerce ฉบับที่ 184

หรือทาง www.ecommerce-magazine.com 

ติดตาม MarketingOops!
Marketing Oops! มี LINE แล้วนะ
ติดตามเรื่องราวดิจิทัลแบบอินเทรนด์ ได้ทุกวันผ่าน LINE ID @marketingoops
เพิ่มเพื่อน

Contributor

ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ MarketingOops.com กับประสบการณ์การทำงานในแวดวง Digital มากกว่า 15 ปี ในธุรกิจคอนเทนท์ และการตลาดดิจิทัล

User Name: Tukko Nathida

FB Comments

Related Posts

Leave a Reply


5 + = eleven

Recent Posts

Facebook