เจาะลึก R&D Center ของ EssilorLuxottica กับภารกิจปั้นนวัตกรรมสายตารับเทรนด์โลกเพื่ออนาคต ยกระดับคุณภาพชีวิตคนเอเชียผ่านเทคโนโลยีไร้พรมแดน

  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

การเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ในแวดวงธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภคและนวัตกรรมทางการแพทย์ที่กำลังถูกจับตามองอย่างกว้างขวางในขณะนี้ คือการประกาศเปิดตัวศูนย์วิจัยและพัฒนา หรือ R&D Center แห่งใหม่ของ EssilorLuxottica (เอสซีลอร์ลูซอตติกา) ยักษ์ใหญ่ระดับโลกผู้นำด้านการออกแบบ การผลิต และการจัดจำหน่ายเลนส์สายตา กรอบแว่น และแว่นกันแดด โดยการเลือกทำเลเชิงยุทธศาสตร์อย่างลาดกระบังกรุงเทพมหานคร เป็นฐานทัพสำคัญในการสร้างสรรค์นวัตกรรมแห่งอนาคต การขยายตัวครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มกำลังการผลิตหรือการตั้งสำนักงานสาขาธรรมดา แต่เป็นหมากสำคัญบนกระดานกลยุทธ์ระดับโลกที่สะท้อนถึงการรวมพลังของเทคโนโลยีชั้นสูง เข้ากับความต้องการของผู้บริโภคในยุคใหม่ที่ต้องการการมองเห็นที่คมชัดพร้อมกับสไตล์ที่โดดเด่น

เอสซีลอร์ลูซอตติกา (EssilorLuxottica) เกิดขึ้นจากการควบรวมกิจการครั้งประวัติศาสตร์ระหว่าง Essilor ผู้นำระดับโลกด้านเลนส์สายตาจากฝรั่งเศส และ Luxottica อาณาจักรกรอบแว่นแฟชั่นสัญชาติอิตาลี การรวมตัวนี้ส่งผลให้บริษัทกลายเป็นผู้เล่นที่มีอำนาจเต็มรูปแบบในห่วงโซ่อุปทาน (Vertical Integration) ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ การเปิดศูนย์ R&D ในประเทศไทย โดยเฉพาะในย่านลาดกระบังซึ่งเป็นพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมที่เชื่อมต่อกับระบบโลจิสติกส์ระดับโลกอย่างสนามบินสุวรรณภูมิ จึงเป็นการตอกย้ำความเชื่อมั่นที่บริษัทมีต่อศักยภาพของบุคลากรไทยและความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลาง (Hub) ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

วิสัยทัศน์เบื้องหลังการลงทุน ยุทธศาสตร์ตลาดอาเซียน

การเลือกทำเลลาดกระบังเป็นจุดยุทธศาสตร์มีเหตุผลทางธุรกิจที่ลึกซึ้งกว่าเรื่องของพื้นที่ว่าง พื้นที่นี้เปรียบเสมือนจุดตัดระหว่างนวัตกรรม และโลจิสติกส์ การมีศูนย์วิจัยใกล้กับโรงงานผลิตเดิมที่ตั้งอยู่ในย่านเดียวกันช่วยให้กระบวนการจาก “แนวคิด” ไปสู่ “ผลิตภัณฑ์จริง” (Concept-to-Product) สั้นลงอย่างมาก ในทางธุรกิจการตลาด ความเร็วในการเข้าสู่ตลาด คือความได้เปรียบที่สำคัญที่สุดในปัจจุบัน เมื่อนักวิจัยสามารถทำงานร่วมกับฝ่ายผลิตได้อย่างใกล้ชิดในพื้นที่เดียวกัน การทดสอบวัสดุใหม่ การพัฒนาโครงสร้างเลนส์ที่ซับซ้อน หรือการปรับปรุงกระบวนการเคลือบผิวเลนส์ (Coatings) จะสามารถทำได้อย่างไร้รอยต่อ ลดขั้นตอนที่ซับซ้อนในการประสานงานระหว่างประเทศ และเพิ่มประสิทธิภาพในการปรับจูนผลิตภัณฑ์ให้เข้ากับสรีระใบหน้าและพฤติกรรมการใช้สายตาของคนในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งมีความแตกต่างจากผู้บริโภคในยุโรปหรืออเมริกาอย่างสิ้นเชิง

ศูนย์ R&D แห่งนี้ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่การพัฒนาสินค้า แต่ยังเป็น Laboratories of the Future” ที่มุ่งเน้นการค้นคว้าเทคโนโลยีล้ำสมัย อาทิ การนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในการคำนวณค่าสายตาที่ละเอียดอ่อนระดับไมครอน หรือการพัฒนาเลนส์ที่สามารถปรับเปลี่ยนตามสภาวะแสงได้อย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น การลงทุนมหาศาลนี้ยังเป็นการสร้างงานในระดับทักษะสูง (High-skilled labor) ให้กับประเทศไทย ดึงดูดนักวิทยาศาสตร์ วิศวกร และนักทัศนมาตรชั้นนำให้เข้ามาร่วมสร้างสรรค์นวัตกรรม ซึ่งสอดคล้องกับนโยบาย Thailand 4.0 ที่ต้องการยกระดับอุตสาหกรรมในประเทศจากการรับจ้างผลิตไปสู่การเป็นเจ้าของนวัตกรรมและงานวิจัย

กลยุทธ์การตลาดผ่านนวัตกรรม สร้างคุณค่าที่มากกว่าแค่ “แว่นตา”

ในมิติทางการตลาด EssilorLuxottica กำลังเปลี่ยนนิยามของการสวมใส่แว่นตาจากการเป็น “อุปกรณ์ช่วยมองเห็น” (Vision Aid) ให้กลายเป็น “อุปกรณ์เพื่อคุณภาพชีวิตและไลฟ์สไตล์” (Lifestyle & Wellness Essential) ศูนย์ R&D ลาดกระบัง จะมีบทบาทสำคัญในการผลักดันกลยุทธ์สินค้ากลุ่ม Value-Added Products เช่น เลนส์มัลติโฟกัล (Progressive Lenses) รุ่นล่าสุดที่ช่วยให้ผู้สูงวัยสามารถมองเห็นได้ทุกระยะโดยไม่ต้องเปลี่ยนแว่น หรือเลนส์ชะลอการสั้นเพิ่มขึ้นในเด็ก (Myopia Management) ซึ่งกำลังเป็นปัญหาสุขภาพระดับโลก การมีศูนย์วิจัยในไทยทำให้แบรนด์สามารถเข้าถึงข้อมูลเชิงลึก (Consumer Insight) ของตลาดท้องถิ่นได้อย่างใกล้ชิด ส่งผลให้สามารถออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ Pain Point ของคนไทย เช่น ปัญหาแสงแดดจ้าในเขตร้อน หรือความต้องการเลนส์ที่ลดแสงสะท้อนจากการใช้งานหน้าจอดิจิทัลอย่างหนัก

นอกจากนี้ การบูรณาการระหว่างเลนส์และกรอบแว่น (Frame and Lens Integration) ยังเป็นอีกหนึ่งแกนหลักที่ศูนย์วิจัยแห่งนี้ให้ความสำคัญ การออกแบบแว่นตาในปัจจุบันไม่ได้มองแยกส่วนกันอีกต่อไป ความสวยงามของแบรนด์ดังภายใต้ลิขสิทธิ์ของบริษัท เช่น Ray-Ban, Oakley หรือแบรนด์ลักชัวรีอย่าง Chanel และ Prada จะต้องถูกผสานเข้ากับเทคโนโลยีเลนส์ที่เบา บาง และมีความใสกระจ่างสูง การที่ศูนย์ R&D ตั้งอยู่ในจุดที่สามารถทดลองสวมใส่และรับฟังความคิดเห็นจากคู่ค้าธุรกิจในไทยและอาเซียนได้โดยตรง ทำให้ EssilorLuxottica สามารถรักษาความเป็นผู้นำในการกำหนดเทรนด์โลก (Trendsetter) พร้อมกับรักษามาตรฐานการใช้งาน (Functional Excellence) ได้อย่างลงตัว

การส่งเสริมระบบนิเวศทางธุรกิจและการสร้างความยั่งยืน

การเปิดตัวศูนย์วิจัยและพัฒนาแห่งใหม่นี้ยังส่งผลกระทบเชิงบวก (Spillover Effect) ต่อคู่ค้าในกลุ่มร้านแว่นตาและสถานพยาบาลทั่วประเทศ เมื่อนวัตกรรมถูกคิดค้นและทดสอบในประเทศไทย ความเข้าใจในผลิตภัณฑ์และการถ่ายทอดองค์ความรู้ไปยังนักทัศนมาตรและช่างแว่นตาในท้องถิ่นจะมีความเข้มข้นมากขึ้น สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคว่าผลิตภัณฑ์ที่พวกเขาได้รับคือเทคโนโลยีระดับโลกที่ผ่านการวิจัยมาเพื่อพวกเขาโดยเฉพาะ นี่คือการทำตลาดเชิงความสัมพันธ์ (Relationship Marketing) ที่แข็งแกร่งที่สุด เพราะเป็นการสร้างคุณค่าร่วมกัน (Shared Value) ระหว่างแบรนด์ ผู้ประกอบการรายย่อย และผู้บริโภคขั้นสุดท้าย

ในแง่ของความรับผิดชอบต่อสังคมและความยั่งยืน (Sustainability) ศูนย์ R&D แห่งใหม่ที่ลาดกระบังยังได้รับภารกิจในการคิดค้นกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการใช้วัสดุฐานชีวภาพ (Bio-based materials) สำหรับกรอบแว่น หรือกระบวนการผลิตเลนส์ที่ลดการใช้น้ำและพลังงาน ซึ่งเป็นเทรนด์ใหญ่ที่ผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความสำคัญ การที่ EssilorLuxottica ลงทุนในด้านนี้อย่างจริงจังในประเทศไทย เป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่าบริษัทมุ่งมั่นที่จะเติบโตไปพร้อมกับสังคมอย่างยั่งยืน ไม่ใช่เพียงแค่การแสวงหาผลกำไรจากการขายสินค้าเท่านั้น แต่เป็นการยกระดับมาตรฐานการดูแลสุขภาพสายตาของประชากรโลกไปพร้อมกับการรักษาทรัพยากรธรรมชาติ

ดาวิเด้ สกีเนติ (Davide Schinetti) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ เอสซีลอร์ลูซอตติกา (EssilorLuxottica) กล่าวว่า “ศูนย์วิจัยและพัฒนาแห่งใหม่นี้จะช่วยยกระดับการทำงานร่วมกันระหว่างงานวิจัยและการผลิต ทำให้สามารถนำงานวิจัยไปต่อยอดสู่การผลิตในระดับอุตสาหกรรมได้รวดเร็วขึ้น พร้อมยกระดับประสิทธิภาพ และการผลิตอย่างยั่งยืน ตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะฐานการผลิตสำคัญของภูมิภาค โดยการเสริมความแข็งแกร่งด้านวิทยาศาสตร์และการผลิตของกลุ่มบริษัท เรากำลังเร่งพัฒนานวัตกรรมและต่อยอดสู่โซลูชันด้านการมองเห็นแห่งอนาคต”

เปียร์ เฟอร์ม็องแต็ง (Pierre Fromentin) หัวหน้าฝ่าย Chemicals & Materials Technology ประจำศูนย์วิจัยและพัฒนา เอสซีลอร์ลูซอตติกา (EssilorLuxottica) ลาดกระบัง กล่าวเสริมว่า “ศูนย์แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อยกระดับขีดความสามารถของวัสดุและโครงสร้างเลนส์ให้ก้าวไปอีกขั้น ด้วยการเร่งผลักดันเทคโนโลยีที่เป็นนวัตกรรมจากห้องปฏิบัติการสู่การผลิต เราสามารถพัฒนาเลนส์ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้งานได้อย่างเฉพาะเจาะจง พร้อมทั้งยกระดับประสิทธิภาพและความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง

 

บทสรุปและก้าวต่อไปของ EssilorLuxottica ในไทย

การเปิดศูนย์วิจัยและพัฒนา R&D Center ณ ลาดกระบัง ของ EssilorLuxottica จึงถือเป็นก้าวสำคัญที่พลิกโฉมอุตสาหกรรมแว่นตาในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียนอย่างสิ้นเชิง มันคือการผสานรวมระหว่าง “ศิลปะ” และ “วิทยาศาสตร์” ที่ชัดเจนที่สุดในเชิงธุรกิจ การที่แบรนด์ระดับโลกตัดสินใจวางรากฐานการวิจัยไว้ในประเทศไทย ไม่เพียงแต่จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับพอร์ตโฟลิโอสินค้าของบริษัท แต่ยังเป็นการยกระดับประเทศไทยให้กลายเป็นสปอตไลท์บนแผนที่โลกในด้านนวัตกรรมทัศนอุปกรณ์

ในอนาคตอันใกล้ เราคงจะได้เห็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นผลผลิตโดยตรงจากศูนย์ลาดกระบังออกสู่สายตาชาวโลก ผลิตภัณฑ์ที่อาจจะเปลี่ยนวิธีที่เรามองเห็นโลก และเปลี่ยนวิธีที่โลกมองเห็นความสามารถของคนไทย การตลาดของ EssilorLuxottica หลังจากนี้จะไม่ใช่เพียงการโฆษณาขายแว่นตา แต่จะเป็นการนำเสนอ “ประสบการณ์การมองเห็นที่ดีขึ้น” (See More, Be More) โดยมีรากฐานที่มั่นคงจากการวิจัยและพัฒนาที่เกิดขึ้นจากหัวใจของย่านอุตสาหกรรมในกรุงเทพมหานครนี่เอง ความสำเร็จครั้งนี้จะเป็นบทเรียนสำคัญให้แก่องค์กรอื่นๆ ถึงความสำคัญของการลงทุนในนวัตกรรม การเลือกทำเลที่เหมาะสม และการทำความเข้าใจความต้องการของผู้บริโภคในเชิงลึก เพื่อสร้างความเติบโตที่ไร้ขีดจำกัดในตลาดโลกที่มีการแข่งขันสูงอย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน


  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
pigabyte
การเรียนรู้ไม่มีวันจบสิ้น มาเรียนรู้และสนุกไปกับบทความ จาก MarketingOops! กันนะคะ แล้วเราจะได้ค้นพบว่าโลกของ Marketing นั้น So Sexy and Cool!