ถอดรหัสความสุขคนทำงานไทย ปลดล็อกภาวะ ‘หมดไฟ’ พร้อมเข้าใจความต่างของคน ‘4 เจนเนอเรชัน’

  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

Happiness Workplace

ในชีวิตประจำวันของคนวัยทำงาน ใช้เวลาเฉลี่ย 8 ชั่วโมงต่อวัน หรืออาจมากกว่านั้นไปกับการทำงานและขลุกอยู่กับเนื้องานในแต่ละวัน ด้วยเหตุนี้การทำงานในยุคปัจจุบันจึงไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยเรื่องของ “ผลตอบแทน” และ “สวัสดิการ” ที่ดีและเหมาะสมเท่านั้น หากแต่สิ่งที่คนทำงานมองหาคือ ความสุขในการทำงาน และการได้ทำ “งานที่มีคุณค่า” เพราะเมื่อพนักงานมีความสุข รู้สึกว่างานของตนเองมีคุณค่าและมีความหมาย ย่อมช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เป็นแรงจูงใจ และสร้างความผูกพันกับองค์กร

 

อินไซต์ความสุขคนทำงานไทย รั้งอันดับ 3 ในเอเชียแปซิฟิก แต่เกือบครึ่งเผชิญ “ภาวะหมดไฟเครียดสะสม”

จากผลสำรวจ Workplace Happiness Report ประจำปี 2568 จัดทำโดย Jobsdb by SEEK แพลตฟอร์มหางานออนไลน์ชั้นนำ ได้สำรวจกลุ่มตัวอย่างกว่า 1,000 คนในประเทศไทย เผยภาพรวมดัชนีความสุขของคนทำงานชาวไทยโดยรวมอยู่ที่ 67%  ซึ่งประเทศไทยอยู่ในอันดับ 3 ในเอเชียแปซิฟิก รองจากอินโดนีเซีย (82%) และฟิลิปปินส์ (77%) ในขณะที่สิงคโปร์ (56%) และ ฮ่องกง (47%) มีระดับความสุขที่ต่ำกว่า

แม้ตัวเลขความสุขในภาพรวมของไทยจะอยู่ในเกณฑ์ที่ดี แต่ในรายงานนี้ยังพบว่า มี 45% รู้สึกเหนื่อยล้า หรือหมดไฟ ซึ่งบ่งชี้ให้เห็นถึงความท้าทายสำคัญที่องค์กรไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะ “ภาวะหมดไฟ” และ “ความเครียดสะสม” สะท้อนว่ายังมีพื้นที่อีกมากในการยกระดับและสร้างความสุขในการทำงานให้ยั่งยืนและมีประสิทธิภาพได้อย่างแท้จริง

Jobsdb by SEEK - Happiness Workplace Report
Photo Credit: Jobsdb by SEEK

คุณดวงพร พรหมอ่อน กรรมการผู้จัดการ Jobsdb by SEEK กล่าวว่า จากรายงานของ Jobsdb by SEEK ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าพนักงานที่มีความสุขในการทำงานนั้น มีแนวโน้มที่จะทุ่มเทและทำงานเกินความคาดหวังสูงถึง 86% ขณะที่พนักงานที่ไม่มีความสุขในการทำงานจะมีแรงจูงใจที่จะทำงานเกินความคาดหวัง 54% เท่านั้น

ข้อมูลนี้จึงสะท้อนให้เห็นว่าความสุขในงานที่ทำจะเป็นตัวแปรหลักที่มีผลต่อแรงจูงใจและการขับเคลื่อนองค์กร นอกจากนี้ พนักงานที่มีความสุขยังมักจะแนะนำองค์กรต่อผู้อื่นมากกว่าพนักงานที่ไม่มีความสุขถึง 35%

“ความสุขในที่ทำงานไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการทำงาน แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการเสริมภาพลักษณ์ที่ดีให้กับองค์กรผ่านตัวพนักงานเองได้อีกด้วย และแม้ว่าค่าตอบแทนจะเป็นปัจจัยสำคัญพื้นฐานที่ดึงดูดคนเก่งเข้ามาร่วมงาน แต่การสร้างคุณค่าของผลงานและความรู้สึกว่างานที่ทำนั้นได้รับการยอมรับ ตลอดจนถึงการมีเป้าหมายที่ชัดเจน ยังเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้พนักงานผูกพันและช่วยให้องค์กรเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

Jobsdb by SEEK Thailand
คุณดวงพร พรหมอ่อน กรรมการผู้จัดการ Jobsdb by SEEK

 

สร้างสมดุล “สิ่งที่พนักงานให้ความสำคัญ” กับ “สิ่งที่พนักงานได้รับในชีวิตจริง”

จากรายงาน Workplace Happiness Report ชี้ให้เห็นว่า หัวใจสำคัญของการสร้างความสุขในที่ทำงานยุคใหม่ คือ การบริหารจัดการสมดุลระหว่าง “สิ่งที่พนักงานให้ความสำคัญ” กับ “สิ่งที่พนักงานได้รับในชีวิตจริง”

ปัจจุบันคนทำงานไทยมีระดับความสุขกับปัจจัยต่าง ๆ ดังนี้

  • 70% มีระดับความสุขกับโลเคชันสถานที่ทำงาน ซึ่งเป็นปัจจัยที่ตัดสินใจได้ตั้งแต่ก่อนเริ่มงาน
  • 66% มีระดับความสุขกับโอกาสในการเรียนรู้และพัฒนาทักษะ
  • 65% มีระดับความสุขกับหน้าที่ความรับผิดชอบในแต่ละวัน
  • 64% มีระดับความสุขกับเพื่อนร่วมงานและรู้สึกมีเป้าหมายในงานที่ทำ
  • 63% มีระดับความสุขกับความมั่นคงในอาชีพการงาน

Jobsdb by SEEK - Happiness Workplace Report

องค์กรควรใส่ใจปัจจัยที่พนักงานให้ความสำคัญ และปรับปรุงสิ่งที่พนักงานยังรู้สึกขาดอยู่ เพื่อให้ทุกคนสามารถทำงานได้อย่างมีแรงจูงใจและรู้สึกมีคุณค่า

แม้พนักงานจะมีความพึงพอใจในหน้าที่และความรับผิดชอบสูงถึง 65% แต่กลับมีเพียง 53% เท่านั้นที่พึงพอใจกับภาระงาน และความกดดันที่ได้พบเจอจริงระหว่างการทำงาน ซึ่งภาระงานที่เหมาะสมนี้ถือเป็นปัจจัยสำคัญอันดับ 2 ที่ขับเคลื่อนความสุขของคนไทย

ดังนั้น องค์กรจึงควรสนับสนุนการมอบหมายงานที่น่าสนใจ การบริหารจัดการปริมาณงานให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ไม่น้อยหรือมากจนเกินไป รวมถึงการสร้างเส้นทางการเติบโตในสายงานที่ชัดเจน เพื่อยกระดับประสบการณ์การทำงานจากเพียงแค่ “อยู่ได้” ไปสู่การทำงานอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนในระยะยาว

Happiness-Workplace

 

เจาะลึกความสุขการทำงาน 4 เจนเนอเรชัน เพื่อการบริหารจัดการบุคลากรแบบเฉพาะตัว

รายงานฉบับนี้จาก Jobsdb by SEEK ระบุถึงความต้องการและปัจจัยที่สร้างความสุขของคนทำงานแต่ละช่วงวัยมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากคนแต่ละเจนเนอเรชันมีระดับประสบการณ์การทำงานและภาระความรับผิดชอบในชีวิตที่แตกต่างกัน

การทำความเข้าใจแบบเฉพาะเจาะจงนี้ จะช่วยให้องค์กรสามารถออกแบบสวัสดิการหรือแนวทางการดูแลสวัสดิภาพที่ตรงใจพนักงานมากขึ้น นอกจากนี้ยังจะช่วยดึงดูดผู้สมัครที่มีคุณภาพและเพิ่มความผูกพันของพนักงานต่อองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่นกัน

Gen Z (อายุ 18-29 ปี): คนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีระดับความสุขต่ำที่สุด อยู่ที่ 59% และรู้สึกหมดไฟสูงสุดถึง 51% เนื่องจากเป็นช่วงเริ่มต้นเส้นทางอาชีพที่ต้องเผชิญกับความท้าทายในการปรับตัวและเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ

  • ปัจจัยที่ช่วยสร้างความสุขให้กับคนกลุ่มนี้: ทีม/เพื่อนร่วมงานมีผลต่อความสุขในที่ทำงาน 61% และ โอกาสในการเรียนรู้และพัฒนา 70% ดังนั้นการสนับสนุนจากหัวหน้างานและบรรยากาศการทำงานที่เป็นมิตรจึงเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความมั่นใจให้แก่คนรุ่นใหม่

Happiness-Workplace

– Gen Y หรือ Millennials (อายุ 30-44 ปี): คนกลุ่มนี้มีระดับความสุขอยู่ที่ 67% โดยมักถูกเรียกว่าเป็นกลุ่มที่มีภาระความรับผิดชอบจากการดูแลครอบครัวไปพร้อมกัน

  • ปัจจัยที่ช่วยสร้างความสุขของคนกลุ่มนี้: จึงขึ้นอยู่กับความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานอยู่ที่ 67% และ เป้าหมายในการทำงาน 62% ดังนั้นองค์กรที่มอบรูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่นจึงมีแต้มต่อในการักษาคนกลุ่มนี้ไว้ได้ในระยะยาว

Happiness-Workplace

– Gen X (อายุ 45-59 ปี): มีระดับความสุขอยู่ที่ 72% เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีความก้าวหน้าในอาชีพและมีฐานรายได้สูงที่สุด

  • ปัจจัยขับเคลื่อนความสุขของคนกลุ่มนี้: หน้าที่ความรับผิดชอบในแต่ละวัน 69% และ โอกาสในการเรียนรู้และพัฒนา (65%) แม้ว่าจะอยู่ในระดับผู้บริหาร แต่นกลุ่มนี้ก็ยังคงต้องการการยอมรับในผลงานและเงินเดือนที่สอดคล้องกับความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้น

Happiness-Workplace

Baby Boomers (อายุ 60-64 ปี): เป็นกลุ่มที่มีความสุขในการทำงานสูงที่สุดถึง 75% และรู้สึกหมดไฟน้อยที่สุด เนื่องจากอยู่ในช่วงปลายของการทำงาน จึงมีความผูกพันกับองค์กรสูงและมีแนวโน้มที่จะทำงานต่อกับองค์กรเดิมมากที่สุด

  • ปัจจัยหลักที่ให้ความสำคัญของคนกลุ่มนี้: ความพึงพอใจในหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบในแต่ละวัน สมดุลชีวิตระหว่างชีวิตส่วนตัวและการทำงาน ส่งผลให้คนกลุ่มนี้มีความต้องการเปลี่ยนงานเพียง 33% เท่านั้น

ความแตกต่างเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าองค์กรไม่สามารถใช้แนวทางเดียว ในการดูแลพนักงานทั้งหมดได้ แต่สามารถนำข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้ไปออกแบบแนวทางปฏิบัติให้เหมาะสมกับแต่ละช่วงวัย

เช่น การสร้างระบบเมนเทอร์สำหรับ Gen Z หรือปรับรูปแบบการทำงานให้ยืดหยุ่นขึ้นเพื่อกลุ่มคน Millennials เพื่อเพิ่มระดับการมีส่วนร่วมและรักษาบุคลากรให้เติบโตไปพร้อมกับองค์กรอย่างยั่งยืน

Jobsdb by SEEK - Happiness Workplace Report
Photo Credit: Jobsdb by SEEK

 

จากข้อมูลเชิงลึกสู่การยกระดับองค์กรอย่างยั่งยืน

รายงานฉบับนี้ไม่ได้เป็นเพียงสถิติตัวเลขเท่านั้น แต่คือเครื่องมือทางกลยุทธ์ที่ผู้ประกอบการและฝ่ายทรัพยากรบุคคลสามารถนำไปปรับใช้เพื่อแก้ปัญหาในหน้างานได้จริง

ไม่ว่าจะเป็น “การดึงดูดคนเก่ง” ด้วยการนำเสนอโอกาสการเติบโตและเป้าหมายที่ชัดเจน หรือ “การรักษาบุคลากรคุณภาพ” ผ่านการดูแลสวัสดิภาพที่ตอบโจทย์พนักงานในแต่ละกลุ่มอายุ

นอกจากนี้ องค์กรยังสามารถนำข้อมูลเรื่อง “ภาวะหมดไฟ” ไปปรับใช้เป็นสัญญาณเตือนภัยเพื่อรีบวางแผนในการดูแลสุขภาวะทางจิตใจและการจัดการภาระงานให้เหมาะสม ซึ่งล้วนส่งผลโดยตรงต่อการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและภาพลักษณ์เชิงบวกขององค์กรในระยะยาว

Happiness-Workplace

สำหรับผู้ที่ต้องการเจาะลึกอินไซต์คนทำงานและเทรนด์การทำงานยุคใหม่ สามารถอ่านรายละเอียดและดาวน์โหลดรายงาน Workplace Happiness Report ประจำปี 2568 ฉบับเต็มได้ที่ https://th.employer.seek.com/th/market-insights/workplace-happiness-index-2026-thai


  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
WP
อยู่ในแวดวงนิตยสารธุรกิจการตลาดกว่าสิบปี สนุกและชอบติตตามเทรนด์ ไลฟ์สไตล์ใหม่ๆ และอยากเรียนรู้เพิ่มเติมในแพลตฟอร์มดิจิทัล มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์การตลาดและดิจิทัลร่วมกันนะคะ