สมาคมการตลาดฯ คัดให้แล้ว! 5 กลยุทธ์ที่ธุรกิจต้องเร่งปรับใช้ ท่ามกลางสัญญาณอันตรายครั้งใหญ่ในรอบ 14 ปี

  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

 

 

ธุรกิจไทยกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาที่การทำตลาดแบบเดิมสร้างผลลัพธ์ยากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเจอแรงกัดดันหลายด้านพร้อมกัน ด้านผศ. ดร. เอกก์ ภทรธนกุล นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย เผยในงานแถลงข่าววิสัยทัศน์สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย ประจำปี 2026 ว่าโจทย์สำคัญของปีนี้อยู่ที่การใช้ทรัพยากรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เลือกสนามที่เหมาะ ลดการ Mass และเข้าใจให้ลึกขึ้นว่าแบรนด์กำลังมองโลกด้วยสายตาเดียวกับลูกค้าอยู่หรือเปล่า 

เพราะในวันที่ผู้บริโภคแต่ละกลุ่มมีบริบทชีวิตต่างกัน การสื่อสารคำเดียวกันอาจถูกตีความคนละแบบ เด็ก คนวัยทำงาน ผู้ใหญ่ หรือผู้สูงอายุ อาจมองคำว่า ‘คุ้มค่า จำเป็น ปลอดภัย น่าสนใจ’ ด้วยมุมที่ต่างกัน แบรนด์จึงต้องทบทวนว่า สิ่งที่ตัวเองอยากสื่อ ตรงกับสิ่งที่ลูกค้าเข้าใจจริงแค่ไหน

 

ตัวเลขสัญญาณเตือน เมื่อเศรษฐกิจชะลอ งบการตลาดหด และลูกค้าเปลี่ยนพฤติกรรม

 

ภาพรวมตลาดไทยกำลังเผชิญแรงกดดันหลายด้านพร้อมกัน ตั้งแต่เศรษฐกิจที่โตต่ำ งบการตลาดที่เริ่มถูกแช่แข็งหรือปรับลด สื่อดั้งเดิมที่หดตัวต่อเนื่อง ไปจนถึงพฤติกรรมผู้บริโภคออนไลน์ที่เปลี่ยนเร็วขึ้น ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าโจทย์ของธุรกิจไทยในปี 2569 กำลังยากขึ้นทั้งฝั่งกำลังซื้อ ช่องทางการสื่อสาร และประสิทธิภาพของงบการตลาด

  1. GDP ไทยปี 2569 คาดโตเพียง 0.9% ซึ่งถือเป็นระดับต่ำมากในมุมมองของสมาคมการตลาดฯ และสะท้อนแรงกดดันต่อกำลังซื้อโดยตรง เมื่อเศรษฐกิจโตช้า ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น ธุรกิจจึงต้องเจอกับตลาดที่ขายยากขึ้น ขณะที่ต้นทุนการแย่งความสนใจของผู้บริโภคสูงขึ้นตามไปด้วย
  1. นักการตลาดกว่า 70% มีแนวโน้มแช่แข็งหรือลดงบประมาณ ประมาณ 1% ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบ 14 ปี ที่งบการตลาดเฉลี่ยถูกปรับลดลง แม้ในช่วงโควิด เมื่อนำภาพรวมทั้งอุตสาหกรรมมาเฉลี่ยแล้ว งบการตลาดยังประคองตัวได้

แม้ตัวเลขติดลบ 1% จะดูเล็กเมื่อเทียบกับบางหน่วยงานในองค์กร เช่น งบ HR ที่ลดลงราว 20% และงบ IT ที่ลดลงราว 50% แต่ในเชิงสัญญาณถือว่าน่าจับตา เพราะงบการตลาดเป็นงบที่เกี่ยวข้องกับการสร้างดีมานด์โดยตรง เมื่อองค์กรจำนวนมากเลือกชะลอพร้อมกัน ผลกระทบอาจลากยาวราว 3 ปี ทั้งในแง่ยอดขาย การจ้างงาน การลงทุน และความสามารถในการกระตุ้นตลาดให้กลับมาเติบโต

  1. งบหนังสือพิมพ์ลดลง 20% เหลือประมาณ 994 ล้านบาท ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ และสะท้อนการหดตัวของสื่อสิ่งพิมพ์อย่างต่อเนื่อง
  1. งบโฆษณา TV ลดลง 4.5% จาก 5.07 หมื่นล้านบาท เหลือ 2.9 หมื่นล้านบาทในปี 2569 สะท้อนว่าช่องทางสื่อหลักแบบเดิมกำลังเผชิญแรงกดดันด้านงบและประสิทธิภาพการเข้าถึงผู้บริโภค แบรนด์ต้องคิดมากกว่าแค่ซื้อสื่อเพื่อให้คนเห็น
  1. ผู้ซื้อออนไลน์ทิ้งรถเข็นสูงถึง 75% หมายถึงผู้บริโภคจำนวนมากเลือกสินค้าแล้วออกจากกระบวนการก่อนจ่ายเงิน สะท้อนว่าการปิดการขายบนออนไลน์ยังเป็นโจทย์ใหญ่ของธุรกิจ
  1. การค้นหาแบรนด์ผ่าน Search ลดลง 10% โดยสัดส่วนลดจาก 51% เหลือ 46% ภายใน 18 เดือน สะท้อนว่าพฤติกรรมการค้นหาข้อมูลของผู้บริโภคกำลังเปลี่ยน และแบรนด์อาจพึ่งพาวิธีการเดิมได้ยากขึ้น
  1. นักการตลาดสหรัฐฯ 45% ตัดงบ โดย 22% วางแผนลดงบสูงถึง 20% สะท้อนว่าแรงกดดันด้านงบการตลาดเกิดขึ้นในระดับโลก และอาจส่งผลต่อทิศทางการแข่งขัน การลงทุน และการทำแคมเปญของแบรนด์ในหลายตลาด

 

กลยุทธ์ 5 ม. ที่นักการตลาดต้องรู้เพื่อรับมือโลกต่อจากนี้ 

 

1. การตลาดแม่น (Precision Marketing) – ส่งถึงผู้บริโภคให้ตรงกลุ่ม เพราะไม่มีทรัพยากรมากพอให้หว่านอีกแล้ว

 

เมื่อเงินทุกบาทมีต้นทุนสูงขึ้น การตลาดแบบหว่านกว้างจึงสร้างความเสี่ยงมากกว่าเดิม ธุรกิจต้องขยับสู่การตลาดที่แม่นกว่าเดิม ทั้งในแง่การเลือกกลุ่มเป้าหมาย การเลือกช่องทาง การออกแบบข้อความ และการวัดผลหลังแคมเปญ

แกนของการตลาดแม่น คือการใช้ข้อมูล เทคโนโลยี และ AI เพื่อช่วยให้การตัดสินใจมีหลักฐานรองรับมากขึ้น แบรนด์ต้องรู้ว่าลูกค้ากลุ่มไหนมีโอกาสซื้อสูง กลุ่มไหนควรสื่อสารซ้ำ กลุ่มไหนควรหยุดใช้งบ และกลุ่มไหนต้องดูแลเพิ่มเติม เช่น การส่งข้อเสนอเฉพาะกลุ่มให้

ความแม่นยังรวมถึงการมองลูกค้าให้ตรงกับความจริงของแต่ละกลุ่ม เพราะคำเดียวกันอาจสร้างความรู้สึกต่างกันในแต่ละวัย เช่น คำว่า “เร็ว” สำหรับคนรุ่นอายุน้อยอาจหมายถึงประสบการณ์ที่ทันใจ และแชร์ต่อได้ทันที แต่สำหรับผู้ใหญ่อาจหมายถึงความสะดวกที่ลดภาระชีวิตประจำวัน แบรนด์จึงต้องออกแบบสารให้ตรงกับสายตาของลูกค้า มากกว่ายึดเพียงสิ่งที่แบรนด์อยากพูด

อีกประเด็นที่นักการตลาดต้องจับตา คือการเปลี่ยนจาก SEO ไปสู่ GEO หรือ Generative Engine Optimization เพราะผู้บริโภคจำนวนมากเริ่มถาม AI เพื่อหาคำตอบ แบรนด์จึงต้องคิดต่อว่า จะทำอย่างไรให้ข้อมูลของตัวเองถูกอ่าน เข้าใจ และถูกหยิบขึ้นไปเป็นคำตอบในระบบ AI ได้มากขึ้น

 

2. การตลาดหมอบ (Pause Marketing) – แทนที่จะพุ่งชนทุกอย่าง ต้องรู้จักหยุด และชะลอบ้าง 

 

ในภาวะตลาดผันผวน การเดินหน้าเต็มกำลังทุกเรื่องอาจกลายเป็นการใช้ทรัพยากรเกินจำเป็น กลยุทธ์การตลาดหมอบจึงชวนให้ธุรกิจกลับมาแยกแยะว่า อะไรควรทำต่อ อะไรควรลด 

แนวคิดนี้สอดคล้องกับหลัก ‘เร็ว ช้า หนัก เบา’ ที่ชี้ว่าธุรกิจควรรู้จังหวะของตัวเอง บางช่วงต้องเร่ง บางช่วงต้องถอย บางเรื่องต้องลงทุนหนัก และบางเรื่องต้องผ่อนแรงเพื่อรอจังหวะที่เหมาะกว่า การทำทุกอย่างให้เร็วไปหมดไม่เกิดผลดี

สิ่งที่ธุรกิจควรทำ คือเปิดรายการกิจกรรมการตลาดทั้งหมดขึ้นมาประเมิน ว่ากิจกรรมที่ให้ผลตอบแทนต่ำควรถูกตัดออก (10-15%) กลุ่มกิจกรรมที่พอมีประโยชน์แต่ใช้เงินสูงควรถูกลดขนาด (15-20%) จากนั้นนำงบที่ได้กลับคืนมาไปลงกับกิจกรรมที่สร้างยอดขาย กำไร หรือความสัมพันธ์กับลูกค้าได้มากกว่า

การหมอบจึงเป็นการเลือกเก็บแรงไว้ยิงในจุดที่คุ้มค่า แทนการกระจายงบไปทุกทิศทางจนเกิดภาวะเบี้ยหัวแตก โดยเฉพาะในช่วงที่การชะลองบอาจกระทบต่อเนื่องหลายปี ธุรกิจจึงต้องบริหารทรัพยากรให้พอสำหรับผลลัพธ์ระยะกลาง มากกว่าทุ่มทุกอย่างเพื่อผลลัพธ์ระยะสั้นเพียงรอบเดียว

 

3. การตลาดมุ่ง (Push Marketing) รู้จักตัวเอง แล้วมุ่งแค่จุดนั้นก่อน

 

แม้จะมีช่วงที่ธุรกิจต้องหมอบ แต่เมื่อไหร่ที่เห็นจุดแข็ง หรือความได้เปรียบของตัวเอง ต้องพร้อมมุ่งไปให้สุด กลยุทธ์นี้เน้นการเลิกทำการตลาดแบบแมสในทุกโจทย์ แล้วเจาะลึกไปยังตลาดเฉพาะกลุ่มที่แบรนด์มีความเชี่ยวชาญสูงสุด และมีโอกาสชนะ มีคู่แข่งลอกตามได้ยาก

ในวันที่งบจำกัดและลูกค้าตีความสารต่างกัน การพูดกับกลุ่มเล็กอย่างเข้าใจ อาจทำให้แบรนด์มีพลังมากกว่า เพราะลูกค้ารู้สึกว่าสินค้าหรือบริการนั้นถูกออกแบบมาเพื่อเขาโดยเฉพาะ

ตัวอย่าง ร้านอาหารหรือคาเฟ่ที่เจาะกลุ่มเฉพาะ เช่น อาหารสำหรับคุณแม่หลังคลอดที่ต้องการเมนูกระตุ้นน้ำนม จุดขายจึงอยู่ที่ความเข้าใจปัญหาเฉพาะทาง มากกว่าการขายอาหารอร่อยเพียงอย่างเดียว 

หรือในกลุ่มคนรุ่นอายุน้อย แบรนด์ยังสามารถมุ่งเข้าสู่พื้นที่ที่ผู้บริโภคใช้เวลาอยู่จริง เช่น เกม แพลตฟอร์มเสมือน หรือคอมมูนิตี้เฉพาะกลุ่ม ตัวอย่างเช่น KFC ที่เข้าไปสร้างไอเท็มใน Roblox และเปลี่ยนความสนุกในเกมให้กลายเป็นโอกาสทางการตลาด

 

4. การตลาดมิตร (Partnership Marketing) – จับมือกันไว้ เติบโตไวกว่าเดินคนเดียว

 

ในช่วงที่งบการตลาดตึงตัว การทำทุกอย่างลำพังอาจกินแรงและใช้เงินสูงเกินจำเป็น กลยุทธ์การตลาดมิตรจึงชี้ให้แบรนด์มองหาพันธมิตรที่ช่วยเติมจุดแข็งซึ่งกันและกัน ทั้งในรูปแบบการร่วมแคมเปญ การร่วมผลิตสินค้า การแชร์ฐานลูกค้า หรือการรวมงบเพื่อทำกิจกรรมขนาดใหญ่

การจับมือกันช่วยให้แต่ละฝ่ายเข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มกว้างขึ้นด้วยต้นทุนที่เบาลง ไปจนถึงช่วยสร้างบทสนทนาในตลาด ทำให้ผู้บริโภครู้สึกสด สนุก และอยากมีส่วนร่วมมากขึ้น

นอกจากพันธมิตรทางธุรกิจแล้ว “ลูกค้าเก่า” ก็เป็นมิตรสำคัญของแบรนด์ในช่วงเศรษฐกิจท้าทาย เพราะการรักษาลูกค้าเดิมและกระตุ้นให้กลับมาซื้อซ้ำผ่าน CRM มักใช้ต้นทุนต่ำกว่าการหาลูกค้าใหม่ แบรนด์จึงควรหันกลับมาดูฐานลูกค้าที่มีอยู่ ทำความเข้าใจความต้องการ และสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวให้แน่นขึ้น

 

5. การตลาดมอบ: ยืนข้างสังคมในวันที่ผู้บริโภคจับตาแบรนด์มากขึ้น

 

กลยุทธ์สุดท้ายคือการตลาดมอบ หรือการให้คุณค่ากลับคืนสู่สังคม สิ่งแวดล้อม และผู้คนรอบแบรนด์ เพราะในช่วงเวลาแบบนี้ ผู้บริโภคจะเห็นชัดว่าแบรนด์ไหนยืนหยัดกับสิ่งที่เคยพูดไว้ และแบรนด์ไหนเลือกหันกลับไปสนใจแค่ยอดขายระยะสั้น

การตลาดมอบคือความจริงใจของแบรนด์โดยตรง ธุรกิจที่เคยสื่อสารเรื่องความยั่งยืน ความรับผิดชอบต่อสังคม หรือการดูแลผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ควรพิสูจน์ให้เห็นผ่านการลงมือทำอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดเผชิญแรงกดดัน

สำหรับผู้บริโภครุ่นอายุน้อย ความสม่ำเสมอของแบรนด์มีความสำคัญมากขึ้น เพราะคนกลุ่มนี้ติดตามพฤติกรรมของแบรนด์อย่างใกล้ชิด แบรนด์ที่ทำดีเฉพาะช่วงตลาดดีอาจเสียความเชื่อถือ ขณะที่แบรนด์ที่ยังคงรับผิดชอบต่อสังคมแม้จะเสียผลประโยชน์ไปบ้าง แต่มีโอกาสสร้างความผูกพันระยะยาวได้ดี ซึ่งคุ้มค่ากว่ามาก

 

ผศ. ดร. เอกก์ ยังชี้ว่า ภาครัฐควรให้ความสำคัญกับธุรกิจขนาดกลางมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่มียอดขายราว 500 ล้านบาทต่อปี เพราะธุรกิจกลุ่มนี้มีบทบาทใหญ่ในระบบเศรษฐกิจ ทั้งในด้านการจ้างงาน การรับซื้อสินค้าจาก SME และการเชื่อมต่อห่วงโซ่ธุรกิจจำนวนมาก หากกลุ่มนี้แข็งแรง ธุรกิจขนาดเล็กจำนวนมากก็มีโอกาสเติบโตตามไปด้วย 

5 กลยุทธ์ ‘แม่น-หมอบ-มุ่ง-มิตร-มอบ’ คือกลยุทธ์การตลาดที่ ผศ. ดร. เอกก์ เน้นย้ำชัดเจนว่าต้องรู้ และปรับใช้เพื่อรับมือกับโลกธุรกิจหลังจากนี้ที่จะเต็มไปด้วยแรงสั่นสะเทือนที่เกิดเร็วและกระทบหลายด้าน เข้าใจลูกค้าให้ลึก และรักษาคุณค่าของแบรนด์เอาไว้ให้ได้


  •  
  •  
  •  
  •  
  •