หุ้น Apple ร่วงหนัก หลังขึ้นราคา Mac-iPad ทั่วโลก สัญญาณใหม่เมื่อ AI Boom ดันต้นทุนชิปหน่วยความจำพุ่ง

  •  
  •  
  •  
  •  
  •  


Apple กลายเป็นหนึ่งในสัญญาณใหญ่ของตลาดสินค้าเทคโนโลยีสำหรับผู้บริโภค หลังบริษัทประกาศปรับขึ้นราคาสินค้าหลายกลุ่มทั่วโลก ครอบคลุม Mac, iPad, อุปกรณ์ภายในบ้าน และ Vision Pro เพื่อรับมือกับต้นทุนชิปหน่วยความจำและพื้นที่จัดเก็บข้อมูลที่พุ่งสูงขึ้น

แรงกดดันครั้งนี้มาจากการขยายตัวอย่างรวดเร็วของดาต้าเซ็นเตอร์ AI ทั่วโลก หรือที่หลายฝ่ายเรียกว่า “AI Boom” ซึ่งหมายถึงช่วงที่การลงทุนและการใช้งาน AI เติบโตแบบก้าวกระโดด ทั้งจากบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่และองค์กรทั่วโลก ทำให้ความต้องการ memory และ storage เพิ่มขึ้นมากในระยะเวลาอันสั้น Apple ระบุว่า บริษัทไม่เคยเห็นราคาชิ้นส่วนปรับขึ้นแรงและเร็วขนาดนี้มาก่อน และพยายามช่วยรับภาระต้นทุนแทนลูกค้ามาระยะหนึ่งแล้ว ก่อนจะมาถึงจุดที่จำเป็นต้องปรับราคาสินค้าบางส่วน

สถานการณ์นี้ยังถูกเรียกในอุตสาหกรรมว่า “RAMageddon” ซึ่งเป็นคำผสมระหว่าง RAM กับ Armageddon ใช้อธิบายภาวะที่ราคาหน่วยความจำพุ่งสูงและขาดแคลนอย่างรุนแรงจากดีมานด์ที่เพิ่มขึ้นรวดเร็ว โดยเฉพาะจากฝั่งดาต้าเซ็นเตอร์ AI ที่ต้องใช้ชิปจำนวนมหาศาล

ผลกระทบต่อราคาสินค้าเริ่มเห็นชัดในกลุ่ม Mac และ iPad โดยข้อมูล ณ วันที่ 25 มิถุนายน 2569 พบว่า MacBook หลายรุ่นปรับขึ้นราว 5,000–13,000 บาท ขณะที่ iPad หลายรุ่นปรับขึ้นราว 4,000–7,000 บาท แล้วแต่รุ่นและสเปก ส่วนกลุ่ม Desktop Mac ปรับขึ้นแรงกว่า โดย Mac Studio บางรุ่นเพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 50,000 บาท

ในกลุ่มอุปกรณ์ภายในบ้าน Apple TV และ HomePod ก็มีการปรับราคาขึ้นเช่นกัน โดย Apple TV 4K รุ่น 128GB เพิ่มขึ้น 3,510 บาท หรือ 58.60% ซึ่งเป็นหนึ่งในรายการที่ขึ้นแรงที่สุดเมื่อคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ ขณะที่ HomePod และ HomePod mini ปรับขึ้นราว 810–1,410 บาท

ภาพนี้ทำให้เห็นว่าแรงกดดันด้านต้นทุนกระจายไปหลายหมวดสินค้า ทั้งคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต เดสก์ท็อป Mac และอุปกรณ์ภายในบ้าน

รายงานจาก NBC และ Bloomberg ระบุว่า การปรับราคาครั้งนี้สร้างแรงกดดันต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทันที เพราะ Apple แทบไม่เคยขึ้นราคาหลายหมวดสินค้าพร้อมกันกลางรอบผลิตภัณฑ์ โดยไม่มีสินค้าใหม่หรือฟีเจอร์ใหม่เข้ามาประกอบ ความเคลื่อนไหวดังกล่าวส่งผลให้หุ้น Apple ร่วงลงราว 6.1% ในการซื้อขายวันพฤหัสบดี ถือเป็นการปรับตัวลงรายวันที่หนักที่สุดในรอบกว่า 1 ปี และทำให้มูลค่าตลาดของบริษัทหายไปประมาณ 265,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 8.9 ล้านล้านบาท แม้มูลค่าตลาดรวมของ Apple ยังคงอยู่เหนือระดับ 4 ล้านล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 134 ล้านล้านบาท

ที่น่าสนใจคือ iPhone, Apple Watch และ AirPods ยังไม่มีการปรับราคาในรอบนี้ แต่ตลาดเริ่มจับตารุ่นถัดไปแล้ว โดยเฉพาะ iPhone รุ่น Pro และ iPhone จอพับที่มีแนวโน้มใช้ชิ้นส่วนราคาแพงขึ้น

อีกประเด็นสำคัญคือการแข่งขันทรัพยากรในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนไป ดาต้าเซ็นเตอร์ AI กลายเป็นผู้เล่นรายใหญ่ในตลาด memory และ storage ทำให้สินค้า consumer tech ที่คนทั่วไปใช้ทุกวันต้องเจอกับต้นทุนที่สูงขึ้นตามไปด้วย

นอกจากนี้ ผู้ผลิตเทคโนโลยีอาจต้องปรับกลยุทธ์ใหม่ เช่น การแบ่งระดับสินค้าให้ชัดขึ้น การเพิ่มบริการเสริมเพื่อชดเชยรายได้ หรือการผลักดัน ecosystem ให้ผู้ใช้ผูกกับแบรนด์มากขึ้น เพื่อรักษากำไรในช่วงที่ต้นทุนผันผวน

กรณี Apple ทำให้เห็นว่า AI Boom กำลังเปลี่ยนสมดุลของซัพพลายเชนเทคโนโลยี แรงซื้อจากดาต้าเซ็นเตอร์ AI เริ่มแย่งทรัพยากรสำคัญกับสินค้า consumer tech และแรงกดดันนี้เริ่มส่งผ่านมาถึงราคาที่ผู้บริโภคต้องจ่าย

คำถามต่อไปคือ หากต้นทุน memory และ storage ยังสูงต่อเนื่อง สินค้าเทคโนโลยีทั่วไปจะขยับราคาไปไกลแค่ไหน และแบรนด์จะรักษาสมดุลระหว่างต้นทุน กำไร และกำลังซื้อของผู้บริโภคอย่างไร


  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
CLOSE
CLOSE