ไขความลับ “สีกล่องอาหาร” ใน 7-Eleven มากกว่าสีของแพ็กเก็จจิ้ง แต่คือเครื่องมือทางการตลาด ที่ใช้อ่านพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ได้

  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

มีใครเคยสงสัยไหมว่า สีกล่องอาหารใน 7-Eleven มันไม่เหมือนกัน แต่มีใครจะทราบหรือไม่ว่า สีกล่องที่ว่านี้ไม่ได้ทำเอาไว้เพื่อสวยงาม เป็นสีสวยๆ เล่นๆ ก็เท่านั้น ไม่ว่าจะเป็น กล่องสีแดง สีขาว สีเขียว หรือสีทอง สีสันเหล่านี้ไม่ได้ถูกออกแบบขึ้นมาเพื่อความสวยงาม แต่กำลังทำหน้าที่เป็นภาษาชนิดใหม่ที่ช่วยให้ผู้บริโภคตัดสินใจเลือกอาหารได้รวดเร็วขึ้น

เบื้องหลังสีเหล่านี้คือการทำงานของ CPRAM หนึ่งในผู้ผลิตอาหารพร้อมรับประทานรายใหญ่ของประเทศไทย ที่กำลังใช้ข้อมูลเชิงลึกด้านพฤติกรรมผู้บริโภคมาออกแบบทั้งสินค้า บรรจุภัณฑ์ และประสบการณ์การซื้ออาหารให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไป

เพราะในวันที่ “การกิน” ไม่ได้มีเป้าหมายแค่เพื่ออิ่มท้องอีกต่อไป แต่กลายเป็นภาพสะท้อนตัวตน ไลฟ์สไตล์ และคุณค่าที่แต่ละคนยึดถือ การเข้าใจพฤติกรรมการกินจึงกลายเป็นโจทย์สำคัญของผู้เล่นในอุตสาหกรรมอาหารยุคใหม่

 

เมื่อผู้บริโภคไม่ได้กินเหมือนกันอีกต่อไป

หนึ่งในความเปลี่ยนแปลงสำคัญของตลาดอาหารในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คือการที่ผู้บริโภคไม่ได้ถูกนิยามด้วยอายุหรือรายได้เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป คนวัยเดียวกันอาจมีพฤติกรรมการกินต่างกันอย่างสิ้นเชิง บางคนต้องการความรวดเร็วเพราะมีเวลาจำกัด บางคนให้ความสำคัญกับสุขภาพและคุณค่าทางโภชนาการ บางคนพร้อมจ่ายเพิ่มเพื่อประสบการณ์ที่ดีกว่า ขณะที่อีกกลุ่มวางแผนการใช้จ่ายและการซื้ออาหารล่วงหน้า

สิ่งเหล่านี้ทำให้ตลาดอาหารพร้อมรับประทานต้องปรับตัวจากการผลิตสินค้าแบบ Mass Market ไปสู่การพัฒนาสินค้าที่ตอบโจทย์ Micro Lifestyle มากขึ้น และเมื่อ CPRAM มองเห็นการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว และนำข้อมูลผู้บริโภคมาใช้ในการออกแบบสินค้าให้สามารถสื่อสารกับลูกค้าแต่ละกลุ่มได้อย่างตรงจุด ดังนั้น หนึ่งในเครื่องมือที่น่าสนใจที่สุดคือการใช้ “สีของบรรจุภัณฑ์” เป็นตัวแทนพฤติกรรมการบริโภค ส่วนแต่ละสีมีปริศนาอะไรซ่อนอยู่บ้างเรามาดูกัน

 

กล่องสีแดง สำหรับคนที่ต้องการความสะดวกทันที

หากสังเกตในตู้แช่อาหารพร้อมรับประทาน “กล่องสีแดง” ถือเป็นสีที่พบเห็นได้บ่อยที่สุด เพราะสีแดงถูกใช้กับ กลุ่มอาหารแช่เย็นพร้อมรับประทานที่สามารถซื้อแล้วนำไปอุ่นหรือรับประทานได้ทันที เหมาะกับคนเมือง คนทำงาน หรือผู้บริโภคที่ต้องการความรวดเร็วในชีวิตประจำวัน

ในมุมการตลาด กลุ่มนี้สะท้อนพฤติกรรมของผู้บริโภคยุค Fast Lifestyle ที่ให้คุณค่ากับ “เวลา” มากกว่าที่เคย พวกเขาไม่ได้มองหาแค่อาหารราคาถูก แต่กำลังมองหาความสะดวกที่ช่วยลดขั้นตอนในชีวิตประจำวัน ความสำเร็จของกล่องสีแดงจึงไม่ได้มาจากตัวอาหารเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการเข้าใจว่าความเร่งรีบกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตคนเมืองไปแล้ว

กล่องสีขาว สำหรับคนที่ชอบวางแผนล่วงหน้า

ตรงกันข้ามกับกลุ่มแรก “กล่องสีขาว” ถูกออกแบบมา สำหรับอาหารแช่แข็งที่สามารถเก็บรักษาได้นานหลายเดือน พฤติกรรมของผู้บริโภคกลุ่มนี้น่าสนใจ เพราะพวกเขาไม่ได้ตัดสินใจซื้อเพื่อกินในทันที แต่ซื้อเพื่อความมั่นใจในอนาคต

นี่คือกลุ่มที่ได้รับอิทธิพลจากแนวคิดเรื่องความคุ้มค่า การวางแผนรายจ่าย และการบริหารเวลา หลังยุคโควิด-19 ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยเริ่มคุ้นเคยกับการซื้อสินค้าตุนไว้ที่บ้าน และพฤติกรรมดังกล่าวยังคงหลงเหลืออยู่ในตลาดอาหารจนถึงปัจจุบัน ดังนั้น กล่องสีขาวจึงไม่ได้ขายแค่อาหาร แต่กำลังขาย “ความพร้อม” และ “ความอุ่นใจ” ให้กับผู้บริโภค

กล่องสีเขียว สำหรับคนที่กินอร่อยและดูแลสุขภาพไปพร้อมกัน

ในอดีต ผู้บริโภคมักมองว่าอาหารเพื่อสุขภาพกับความอร่อยเป็นเรื่องที่ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ปัจจุบันแนวคิดดังกล่าวกำลังเปลี่ยนไป “กล่องสีเขียว” จึงเกิดขึ้นเพื่อ ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ต้องการทั้งความสะดวก รสชาติ และคุณค่าทางโภชนาการในเวลาเดียวกัน ดังนั้น เมนูในกลุ่มนี้ถูกออกแบบให้ควบคุมปริมาณแคลอรีและโซเดียม พร้อมรักษาสมดุลทางโภชนาการ

สิ่งที่น่าสนใจคือ กลุ่มลูกค้า Health Conscious ในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่แค่คนรักสุขภาพแบบจริงจังอีกต่อไป แต่ขยายไปสู่กลุ่มคนทำงาน คนรุ่นใหม่ และผู้บริโภคทั่วไปที่ต้องการดูแลตัวเองในชีวิตประจำวัน ทำให้ “สุขภาพ” กลายเป็น Mainstream Trend ที่แบรนด์อาหารไม่สามารถมองข้ามได้

กล่องสีทอง เมื่ออาหารพร้อมทานก้าวสู่ตลาดพรีเมียม

อีกหนึ่งความเปลี่ยนแปลงสำคัญคือการเติบโตของตลาด Premium Convenience Food ผู้บริโภคจำนวนมากเริ่มยอมจ่ายแพงขึ้น หากแลกกับวัตถุดิบที่ดีขึ้น รสชาติที่พิเศษขึ้น หรือประสบการณ์การรับประทานที่แตกต่าง ดังนั้น “กล่องสีทอง” ภายใต้แบรนด์ EZYGO จึงเข้ามาตอบโจทย์กลุ่มนี้ โดยอาหารในกลุ่มนี้คือภาพสะท้อนให้เห็นว่า ตลาดอาหารพร้อมรับประทานไม่ได้แข่งขันกันด้วยราคาเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่กำลังแข่งขันกันด้วยคุณภาพ ประสบการณ์ และการสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้า

ขณะที่ในมุมธุรกิจ นี่คือการขยายตลาดจาก Mass Market สู่ Premium Segment โดยใช้โครงสร้างการผลิตเดิมให้เกิดมูลค่าสูงขึ้น

เทรนด์อาหารไร้พรมแดน กำลังเปลี่ยนพฤติกรรมการกินคนไทย

นอกจากการแบ่งเซกเมนต์ด้วยสีแล้ว อีกหนึ่งอินไซต์สำคัญที่ CPRAM มองเห็นคือพฤติกรรมการเปิดรับอาหารนานาชาติของผู้บริโภคไทยแม้ข้าวกะเพราจะยังเป็นเมนูยอดนิยม แต่ผู้บริโภครุ่นใหม่ก็พร้อมทดลองรสชาติใหม่ ๆ มากขึ้น อิทธิพลจากซีรีส์เกาหลี คอนเทนต์อาหารบน TikTok และวัฒนธรรมป๊อประดับโลก ทำให้ความต้องการอาหารไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่รสชาติท้องถิ่นอีกต่อไป ดังนั้น อาหารเกาหลี ญี่ปุ่น จีน หรือเมนูฟิวชันต่าง ๆ จึงถูกพัฒนาออกมาอย่างต่อเนื่อง

ปรากฏการณ์นี้สะท้อนว่า Food Trend ในปัจจุบันไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยร้านอาหารเพียงอย่างเดียว แต่ถูกขับเคลื่อนโดย Social Media และ Content Culture อย่างชัดเจน

เมื่อ Plant-Based ไม่ใช่ตลาดเฉพาะกลุ่มอีกต่อไป

อีกเทรนด์ที่เห็นได้ชัดคือการเติบโตของอาหารจากพืช แม้ตลาด Plant-Based อาจไม่ได้หวือหวาเหมือนช่วงแรกที่เริ่มเป็นกระแส แต่ความต้องการอาหารทางเลือกยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่ม Flexitarian หรือผู้บริโภคที่ไม่ได้งดเนื้อสัตว์ทั้งหมด แต่ลดปริมาณการบริโภคลง

การพัฒนาแบรนด์ VG for Love ของ CPRAM จึงสะท้อนการเตรียมพร้อมรับพฤติกรรมการบริโภคในระยะยาว มากกว่าการวิ่งตามกระแสระยะสั้น

 

ชวนวิเคราะห์เมื่อ “สีของกล่อง” กลายเป็นเครื่องมือการตลาดยุคใหม่ที่ทรงพลัง

หากมองลึกลงไป กลยุทธ์สีกล่องอาหารของ CPRAM ไม่ใช่เรื่องของการออกแบบบรรจุภัณฑ์เพียงอย่างเดียว แต่คือการเปลี่ยน Packaging ให้กลายเป็น Customer Navigation System หรือระบบนำทางผู้บริโภค แทนที่จะให้ลูกค้าใช้เวลาอ่านรายละเอียดสินค้าเป็นรายเมนู ทว่า แบรนด์เลือกใช้ “สี” เป็น Shortcut ในการสื่อสารพฤติกรรมและความต้องการ

ดังเช่น สีแดงหมายถึงความรวดเร็ว สีขาวหมายถึงการวางแผน สีเขียวหมายถึงสุขภาพ และสีทองหมายถึงประสบการณ์พรีเมียม นี่คือการทำ Segmentation ให้ผู้บริโภคมองเห็นได้ทันทีบนชั้นวางสินค้า ซึ่งสอดรับกับยุคที่ผู้บริโภคมีตัวเลือกมหาศาลแต่มีเวลาในการตัดสินใจเพียงไม่กี่วินาที แบรนด์ที่สามารถลดความซับซ้อนในการเลือกซื้อได้ ย่อมมีโอกาสสร้างยอดขายได้มากกว่า

ขณะเดียวกัน กลยุทธ์ดังกล่าวยังสะท้อนให้เห็นว่าอุตสาหกรรมอาหารกำลังเปลี่ยนจากการขาย “เมนู” ไปสู่การขาย “ไลฟ์สไตล์” ผู้บริโภคไม่ได้เลือกข้าวกล่องเพราะเป็นข้าวกล่องอีกต่อไป แต่เลือกเพราะมันตอบโจทย์วิธีใช้ชีวิตของพวกเขา

และในวันที่การแข่งขันของธุรกิจอาหารรุนแรงขึ้นทุกวัน ความสามารถในการอ่านใจผู้บริโภคผ่านข้อมูล การแปลงอินไซต์ให้เป็นสินค้า และการสื่อสารให้เข้าใจง่ายภายในไม่กี่วินาที อาจเป็นส่วนต่างสำคัญที่ทำให้แบรนด์สามารถครองพื้นที่ในใจผู้บริโภคได้มากกว่าคู่แข่ง โดยเฉพาะในยุคที่การเปลี่ยนแปลงและพฤติกรรมเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา.

 


  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
pigabyte
การเรียนรู้ไม่มีวันจบสิ้น มาเรียนรู้และสนุกไปกับบทความ จาก MarketingOops! กันนะคะ แล้วเราจะได้ค้นพบว่าโลกของ Marketing นั้น So Sexy and Cool!
CLOSE
CLOSE