
หากย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อน “การวางแผนสื่อโฆษณา” ของแบรนด์ ส่วนใหญ่มักเริ่มต้นที่ภายใต้งบประมาณที่มีอยู่ จะจัดสรรงบลงสื่อแต่ละประเภทอะไรบ้าง สื่อไหนที่คน consume เยอะ สื่อไหนที่สามารถสร้าง reach คนได้มากที่สุด แต่ในยุคที่ผู้คนใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางสื่อมากมาย มีการแช่งขันแย่งชิงความสนใจ หรือ Attention ที่ดุเดือดขึ้น
ไม่เพียงแค่นี้การเติบโตของ AI, แพลตฟอร์ม Streaming และ Creator Economy ได้เปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคสื่อ ดังนั้นการวางแผนสื่อด้วยวิธีการเดิมๆ อาจไม่สามารถตอบโจทย์ธุรกิจ หรือแบรนด์ได้อย่างตรงจุด
Marketing Oops! ได้มีโอกาสพูดคุยกับ คุณภวัต เรืองเดชวรชัย ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มีเดียอินเทลลิเจนซ์กรุ๊ป จำกัด (MI GROUP) และนายกสมาคมมีเดียเอเยนซี่และธุรกิจสื่อแห่งประเทศไทย (MAAT) ฉายภาพอุตสาหกรรมสื่อในปี 2026 ปีแห่งความท้าทายใหญ่ทั้งครึ่งปีแรก และคาดการณ์ครึ่งปีหลัง ไม่เพียงแค่เม็ดเงินโฆษณาเท่านั้น แต่ยังรวมถึง “วิธีการวางแผนสื่อ” ด้วนแนวคิด “Truly Integrated Media” ที่เปลี่ยนจุดตั้งต้นของการมอง Reach หรือการจัดสรรงบสื่อ มาเป็นการเริ่มต้น “โจทย์ของแบรนด์” และ “Customer Journey” ของผู้บริโภคเป็นหลัก

จับตาครึ่งปีหลัง 2026 อุตสาหกรรมสื่อติดลบลดลง
ภาพรวมอุตสาหกรรมสื่อปี 2026 เป็นอีกหนึ่งปีที่เผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งสถานการณ์ระดับโลกอย่างข้อพิพาทในตะวันออกกลาง และปัจจัยภายในประเทศที่ต่อเนื่องจากปีก่อน ไม่ว่าจะเป็นกำลังซื้อของภาคครัวเรือนหดตัวต่อเนื่อง ความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจ ผลกระทบต่อธุรกิจ SME และการจ้างงาน
ล้วนเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อภาพรวมเม็ดเงินโฆษณาและอุตสาหกรรมสื่อในไทย ช่วงไตรมาส 1 และ 2 ของปี 2026 ติดลบ 4.66% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันกับปีก่อน โดยอยู่ที่ 39,545 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม คุณภวัต มองครึ่งปีหลัง 2026 น่าจะมีโอกาส “ติดลบ” น้อยลง โดยคาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ต่ำกว่า 3% ทำให้ทั้งปีจะอยู่ที่ 82,459 ล้านบาท เนื่องจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ, มาตรการกระตุ้นการลงทุนจากต่างประเทศ รวมทั้งกิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายในประเทศในช่วงครึ่งปีหลัง และเครื่องจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจสำคัญอย่างการท่องเที่ยว จึงเชื่อว่าหากไม่มีปัจจัยลบใดๆ มาเพิ่มเติมอีก สถานการณ์ของอุตสาหกรรมมีเดียในภาพรวมช่วงครึ่งปีหลัง มีแนวโน้มดีกว่าครึ่งปีแรก

Media Landscape อาจเปลี่ยน เมื่อแพลตฟอร์ม Streaming และ AI เปิดให้มีโฆษณา
ปัจจุบันเม็ดเงินโฆษณาและอุตสาหกรรมสื่อ (Media Industry Spending) มาจาก 3 สื่อหลัก คือ
- สื่อดิจิทัล คาดการณ์ปี 2026 อยู่ที่ 32,145 ล้านบาท แต่หากรวมตัวเลขเม็ดเงินโฆษณาที่ไม่ได้อยู่ในระบบอีกกว่า 22,502 ล้านบาท จะทำให้มูลค่าสื่อดิจิทัลโดยรวมอยู่ที่กว่า 54,647 ล้านบาท
- สื่อทีวี เดิมทีเคยเป็นสื่อใหญ่สุด มีเม็ดเงินโฆษณามูลค่าสูงกว่า 77,000 ล้านบาท แต่เวลานี้ด้วยแนวโน้ม Media Landscape และพฤติกรรมการเสพสื่อของผู้คนที่เปลี่ยนไป ส่งผลให้เม็ดเงินโฆษณาในสื่อทีวีลดลง คาดว่าปีนี้จะเหลือเพียง 28,927 ล้านบาท!
- สื่อนอกบ้าน (Out of Home Media) เป็นสื่อโฆษณาใหญ่อันดับ 3 ที่แบรนด์นิยมใช้มากขึ้น มีเม็ดเงินโฆษณาในปีนี้มูลค่ากว่า 16,000 ล้านบาท
“ตอนนี้ 3 สื่อนี้ยังเป็นสื่อหลักที่ทำงานผสานกัน เกี่ยวข้องกัน และมี Impact ส่วนสื่ออื่นจะกลายเป็น Niche Media หรือสื่อ Support มากกว่า”
นอกจากนี้อีกองค์ประกอบที่มีบทบาทมากขึ้น คือ “On-ground Experience” หรือการจัดกิจกรรมที่เกิดขึ้นในพื้นที่จริง เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือการตลาดที่เข้ามาเติมเต็มประสบการณ์ให้กับผู้บริโภคที่สื่อหลักเพียงอย่างเดียวอาจสร้างไม่ได้โดยตรง

นอกจาก 3 สื่อหลักแล้ว อีกด้านหนึ่งยังพบว่า Media Landscape กำลังเปลี่ยนอีกครั้งเมื่อแพลตฟอร์มอย่าง “Video Streaming” และ “AI” กำลังขยายบทบาทสู่การเป็นแพลตฟอร์มสื่อโฆษณาและการตลาด เพื่อสร้างโอกาสใหม่ในการเชื่อมต่อแบรนด์กับผู้บริโภค (เช่น Netflix เตรียมเปิดตัวแพ็กเกจราคาประหยัดแบบมีโฆษณา ปี 2027 ขณะที่ AI เช่น ChatGPT ทดลองเปิดตัวโฆษณาใน ChatGPT)
คุณภวัต มองว่า กลุ่ม “Streaming” หรือ “OTT Platform” เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีความคึกคัก ทั้งการเข้ามาผู้เล่นหลายราย ทั้งรายเดิม และรายใหม่ ส่งผลให้พฤติกรรมการรับชมคอนเทนต์แบบ Long-form ของผู้บริโภคหันไปรับชมผ่านแพลตฟอร์มเหล่านี้มากขึ้น
ในขณะที่ “AI” กำลังพัฒนาไปสู่ “แพลตฟอร์มการค้นหา” และ “ให้คำตอบหรือการแนะนำข้อมูล” ที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของผู้บริโภคมากขึ้น
“ยุคนี้ ‘AI’ เป็นตัวหลักในการกำหนด Answering คนใช้ AI ในการค้นหา ทำให้วันนี้ AI กลายเป็น One Stop Answering หรือ One Stop Search ขณะเดียวกันเราจะเห็นอัตราการคลิกลิงก์ลดลง เพราะผู้บริโภคหันไปค้นหาผ่าน AI
เพราะฉะนั้นทุกวันนี้ทั้งเอเจนซีและแบรนด์ปรับตัว โดยเราจะวางโครงสร้างข้อมูลโฆษณา หรือพัฒนา Own Media อย่างไรให้ถูกใจ ไม่ใช่แค่ผู้บริโภคแค่กลุ่มเป้าหมาย แต่ให้ถูกใจ AI ด้วย เพื่อทำให้ AI เลือกเอาคำตอบของแบรนด์ไปแนะนำ
มองว่าทั้งปีนี้ และปีหน้า ‘AI’ จะกลายเครื่องมือพื้นฐาน ที่ไม่ว่าแบรนด์เรา หรือคู่แข่งมีเหมือนกัน ไม่สามารถสร้างความได้เปรียบเหนือคู่แข่งได้ เหมือนการมีอุปกรณ์–เครื่องมือเหมือนกันหมด แต่หัวใจสำคัญที่จะทำให้เราแตกต่าง และอาจส่งผลว่าชนะ หรือแพ้ คือ การเอา ‘ความเป็นมนุษย์’ (Humanity) ใส่เข้าไป”
อย่างไรก็ตาม แม้ผู้บริโภคจะมีตัวเลือกในการเสพสื่อมากขึ้น ในขณะที่แบรนด์มีช่องทางสื่อสารหลากหลายกว่าเดิม แต่ในยุค Content Overload ยิ่งยุค AI ทำให้เกิดคอนเทนต์เพิ่มขึ้นมหาศาล เพราะฉะนั้นโจทย์หลักของการออกแบบกลยุทธ์การสื่อสารและวางแผนสื่อของแบรนด์ในวันนี้ จึงไม่ใช่พุ่งตรงไปหาสื่อที่สร้าง Reach หรือ Engagement เพียงอย่างเดียว หรือโฟกัสแต่ยอดตัวเลข เช่น ยอดวิว, ยอด Engagement ต่างๆ
หากแต่หัวใจสำคัญ คือ ต้องเข้าใจ “โจทย์ธุรกิจ/แบรนด์” และ “Customer Journey” เป็นตัวตั้ง เพื่อสามารถผสมผสานการใช้สื่อได้อย่างตรงโจทย์ธุรกิจ และเข้าไปอยู่ใน Customer journey ได้อย่างแท้จริง ซึ่งแนวคิดการวางแผนสื่อรูปแบบนี้ เรียกว่า “Truly Integrated Media”

รู้จัก “Truly Integrated Media” เมื่อการวางแผนสื่อเริ่มจากโจทย์ของแบรนด์ ไม่ใช่ตัวเลข Reach
การวาง Media Plan ในปัจจุบัน อาจต้องลืมรูปแบบเดิมๆ ที่มักเริ่มต้นจากการมองว่าควรลงสื่อประเภทไหนกี่เปอร์เซ็นต์ สื่อใดมีผู้บริโภคมากกว่ากัน สื่อไหนให้ยอด Reach หรือ Engagement ดีกว่ากัน ผู้บริโภคใช้เวลากับสื่อไหนบ้าง เป็นต้น
นั่นเพราะทุกวันนี้ผู้คนมีความเป็น Fluid lifestyle หรือการใช้ชีวิตที่ไม่ได้อยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง สถานที่ใดสถานที่หนึ่ง กิจกรรม แพลตฟอร์ม หรือช่องทางใดช่องทางหนึ่ง แต่มีปรับเปลี่ยนตลอดเวลา ทำให้ Customer Journey ของผู้บริโภคแต่ละคนไม่ได้เป็นเส้นตรงอีกต่อไป แต่ซับซ้อนขึ้น และมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
“Truly Integrated Media” คือ การวางแผนสื่อที่บูรณาการสื่อประเภทต่างๆ ที่สามารถตอบโจทย์ธุรกิจ หรือแบรนด์ ด้วยแนวคิดที่ว่าสื่อแต่ละประเภทมีบทบาทและทำหน้าที่ใดได้ดีที่สุด แล้วนำมาผสมผสานและร้อยเรียงไปตามแต่ละห้วงของ Customer Journey
โดยเริ่มต้นจาก “โจทย์ของแบรนด์/ธุรกิจ” เช่น ปัญหาที่แบรนด์กำลังเจอ เพราะในความเป็นจริง แต่ละแบรนด์มีโจทย์ทางธุรกิจแตกต่างกัน บางแบรนด์ขาดการสร้าง Brand Awareness, บางแบรนด์เป็นที่รู้จักอยู่แล้วแต่มิติด้านความน่าเชื่อถือยังไม่แข็งแรง ขณะที่บางแบรนด์มีทั้ง Awareness และ Trust แต่กลับยังไม่สามารถเปลี่ยนเป็นยอดขายได้
ควบคู่กับการมอง “Customer Journey” เช่น เส้นทางกว่าที่ผู้บริโภคจะตัดสินใจซื้อ มี Journey แบบไหน จากนั้นมาดูว่า “บูรณาการสื่อ” ที่สามารถตอบโจทย์ธุรกิจ และแต่ละช่วงของ Customer journey เข้าด้วยกัน

ตัวอย่างการใช้ “Truly Integrated Media” เมื่อแต่ละแบรนด์มีโจทย์ไม่เหมือนกัน
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นของการวางแผนสื่อแบบ “Truly Integrated Media” ยกตัวอย่างเช่น
1. แบรนด์ต้องการการสร้าง Trust
หากแบรนด์ต้องการเสริมความแข็งแกร่งด้าน “Trust” การใช้โซเชียลมีเดีย หรือสื่อดิจิทัลเพียงอย่างเดียว เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์ อาจไม่ใช่คำตอบหลัก เพราะแม้ทุกวันนี้คนใช้เวลาอยู่บนโซเชียลมีเดีย เฉลี่ย 5-6 ชั่วโมงต่อวัน แต่สถิติดังกล่าวไม่ได้เป็นตัวบ่งชี้ว่าการสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดียจะสามารถตอบโจทย์ทุกมุมของการสื่อสารแบรนด์ เพราะโซเชียลมีเดีย ผู้บริโภคสามารถเจอได้ทั้งข่าวจริง ข่าวปลอม การกล่าวอ้างเกินจริง และข้อมูลที่ไม่ได้ผ่านการคัดกรองหรือรับรอง
ดังนั้นเมื่อแบรนด์ต้องการสร้าง Trust จำเป็นต้องนำสื่ออื่นเข้ามาผสมผสาน เช่น การใช้สื่อนอกบ้าน ไม่ว่าจะเป็นป้ายขนาดใหญ่ จอบนทางด่วน สนามบิน หรือจอในย่านใจกลางเมือง รวมถึงสื่อโทรทัศน์ผ่านรายการข่าว ผู้ประกาศข่าว หรือสำนักข่าว ซึ่งมีบทบาทในการช่วยเสริมความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์

2. แบรนด์ต้องการดึง Attention
ในยุค Attention Economy ผู้บริโภคต้องเผชิญกับ Digital Noise จำนวนมากบนโซเชียลมีเดีย และสามารถเลื่อนผ่านหรือกดข้ามคอนเทนต์ได้เพียงปลายนิ้ว ทำให้การสร้าง Attention ไม่ได้จำกัดว่าต้องอยู่บนโลกดิจิทัลเท่านั้น แต่สามารถใช้สื่ออื่นเข้ามาผสมผสาน เพื่อดึงความสนใจของแคมเปญแบรนด์
เช่น สื่อทีวี เพราะพฤติกรรมการเลื่อนผ่าน หรือเปลี่ยนช่อง/ปิดรีโมททีวียากกว่าไถ่ฟีดหน้าจอ หรือใช้สื่อนอกบ้านตามเส้นทางการเดินทาง เช่น ป้ายตามถนน, จอบนรถไฟฟ้า รถสาธารณะต่างๆ ซึ่งผู้บริโภคกดข้ามไม่ได้
แต่ทั้งนี้การเลือกสื่อเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เพราะ “ไอเดีย” และ “ความคิดสร้างสรรค์” ของคอนเทนต์ยังเป็นปัจจัยสำคัญในการดึง Attention ด้วยเช่นกัน
หรือกรณีแบรนด์ใช้พรีเซนเตอร์ที่มีชื่อเสียง การใช้สื่อโซเชียลมีเดีย หรือสื่อดิจิทัลอาจสร้าง Impact ได้น้อยกว่าสื่อ OOH เช่น การปราฏบนป้ายขนาดใหญ่ ซึ่งบางครั้งการสร้างความรู้สึก “Wow!” ไม่จำเป็นต้องเกิดบนสื่อดิจิทัลที่แรกเสมอไป แต่สามารถเกิดกับสื่ออื่นได้ก่อน เช่น จากสื่อ OOH ก่อน แล้วค่อยขยายสู่การพูดถึงบนโซเชียลมีเดีย ทำให้เกิดบทสนทนาต่อ
3. แบรนด์ต้องการสร้างยอดขาย
บางแบรนด์มีครบทั้ง Awareness, Consideration และความน่าเชื่อถืออยู่แล้ว แต่ยอดขายยังไม่เป็นไปตามเป้า กรณีนี้อาจไม่จำเป็นต้องใช้สื่อทีวี, สื่อนอกบ้าน หรือยิงโฆษณา แต่สามารถให้น้ำหนักกับการทำ “Influencer Marketing” อย่างเดียว โดยใช้ Micro – Nano Influencer หรือผู้เชี่ยวชาญ เพื่อสร้างความมั่นใจผู้บริโภคตัดสินใจซื้อง่ายขึ้น

Micro – Nano Influencer และผู้เชี่ยวชาญจะมีบทบาทมากขึ้น
Influencer หรือ Creator ยังคงเป็นกลยุทธ์สำคัญของแบรนด์ โดยไม่ใช่แค่ในมิติ “มีเดีย” เพื่อสร้าง Awareness หรือกระตุ้น Consideration เท่านั้น แต่เป็นเครื่องมือสำคัญด้าน “การขาย” โดยเฉพาะ
หากย้อนกลับไปที่ผ่านมา แบรนด์นิยมใช้ Celebrity และ Mega Influencer ตัวท็อป เพื่อสร้าง Awareness ในวงกว้าง แต่ปัจจุบันความนิยมใช้ Influencer หรือ Creator มาอยู่ที่ Micro Influencer ผู้ติดตาม 10,000 – 100,000 คน,
Nano Influencer ผู้ติดตาม 1,000 – 10,000 คน รวมทั้งผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง และ KOC (Key Opinion Consumer) ซึ่งเป็นผู้ใช้ตัวจริง
“Journey ของผู้บริโภคมีสื่อต่างๆ รายล้อม แต่สุดท้ายผู้บริโภคจะตัดสินใจซื้อจากการ verify โดยเพื่อน, ผู้ใช้งานจริง, ผู้เชี่ยวชาญ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา จนถึงตอนนี้ Micro – Nana Influencer และ Expert เติบโตขึ้น” คุณภวัต ขยายความเพิ่มเติม

3 คำแนะนำสำหรับนักการตลาด เมื่อ AI กลายเป็นเรื่องพื้นฐาน และ Human Touch คือความแตกต่าง
นอกจากกลยุทธ์ Truly Integrated Media แล้ว คุณภวัต ยังฝาก 3 คำแนะนำในการทำการตลาดและสื่อสารไว้อย่างน่าสนใจว่า โลกธุรกิจในปัจจุบันไม่ได้แข่งขันกันเพียงเรื่องเทคโนโลยี และ AI กำลังกลายเป็นเครื่องมือพื้นฐานที่ทุกองค์กรเข้าถึงได้ ดังนั้นความแตกต่างของธุรกิจจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าใครมี AI แต่คือใครเข้าใจธุรกิจ ผู้บริโภค และสามารถใช้เครื่องมือเหล่านั้นได้ดีกว่ากัน
1. อย่ามองการแข่งขันเพียงเรื่องราคา แต่ควรสร้างสมดุลระหว่าง “ราคา” และ “การสร้างแบรนด์”
แม้สภาวะเศรษฐกิจจะทำให้ผู้บริโภคอ่อนไหวต่อราคา และราคายังคงเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจซื้อ แต่การ “สร้างแบรนด์” ยังคงเป็นสิ่งที่ธุรกิจต้องทำควบคู่กัน เพราะท้ายที่สุดผู้บริโภคไม่ได้เลือกซื้อสินค้าจากราคาถูกที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่เลือกจาก “คุณค่า” ที่แบรนด์สามารถมอบให้ได้
“หาสมดุลระหว่างเรื่อง ‘ราคา’ และ ‘การสร้างแบรนด์’ ซึ่งราคาไม่จำเป็นต้องถูกสุดในตลาดเสมอไป เป็นราคาที่เหมาะสม มีโปรโมชั่นที่น่าสนใจ หรือสร้าง value added ได้ ขณะเดียวกันสิ่งที่ต้องทำควบคู่กัน และเป็นการวางรากฐานระยะยาว คือ ‘การสร้างแบรนด์’ ให้แข็งแรง สร้างคุณค่าแบรนด์ให้อยู่เหนือราคา”
2. วางแผนสื่อบน “โจทย์ธุรกิจ” และ “Customer Journey”
คุณภวัต อธิบายว่าการวางแผนสื่อยุคนี้ หมดยุคที่จะมองว่าผู้บริโภคใช้สื่อแต่ละประเภทกี่เปอร์เซ็นต์ หรือแบ่งงบโฆษณาอย่างไร แต่ควรกลับมาวิเคราะห์ว่าแบรนด์กำลังมีจุดอ่อน หรือปัญหาตรงไหน คู่แข่งมีข้อได้เปรียบอะไร และ Customer Journey ของผู้บริโภคควรถูกออกแบบอย่างไร เพื่อให้สื่อแต่ละประเภทเข้ามาทำหน้าที่ได้อย่างเหมาะสม
“การวางแผนสื่อ ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวว่าต้องเป็น 3 สื่อหลักอย่างแพลตฟอร์มดิจิทัล, สื่อนอกบ้าน และสื่อทีวีเท่านั้น แต่บางครั้งอาจใช้ Influencer เท่านั้น หรือบางครั้งใช้เพียงสื่อ OOH หรือสื่อทีวี”
3. AI กลายเป็นพื้นฐานของทุกองค์กร ขณะที่ “Humanity” จะเป็นหัวใจสร้างความแตกต่าง
ในมุมมองของคุณภวัต มองว่า AI ไม่ใช่ข้อได้เปรียบอีกต่อไป เพราะอนาคตทุกองค์กรจะเข้าถึงเครื่องมือเดียวกันได้ และเป็นพื้นฐานที่องค์กร และพนักงานต้องใช้งานให้เป็น และใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด แต่สิ่งที่ทำให้แบรนด์แตกต่างจากคู่แข่ง จึงอยู่ที่การใช้ “AI” ควบคู่กับ “Humanity” หรือความเป็นมนุษย์ เช่น ความคิดสร้างสรรค์ที่มาจากคน
“AI สามารถคิด creativity ได้ แต่เป็นการคิดจากข้อมูลในอดีตจนเกือบปัจจุบัน แต่สิ่งที่มนุษย์คิด จะคิดนอกกรอบมองไปถึงอนาคต ซึ่งไม่มีเครื่องมือไหนบอก Logic การคิด เพราะสมองมนุษย์ซับซ้อน ทำให้แคมเปญที่มาจาก creativity ของมนุษย์จึงแตกต่าง”

จากการเปลี่ยนแปลงของ Media Landscape และพฤติกรรมการเปิดรับสื่อ ท่ามกลางคอนเทนต์ที่แข่งขันแย่งชิงความสนใจ การวางแผนสื่อในวันนี้ จึงต้องปรับวิธีคิด ไม่ใช่ตั้งต้นด้วยการเลือกสื่อจากตัวเลข Reach หรือ Engagement ต่างๆ แต่ต้องกลับมาตั้งคำถามว่า ธุรกิจกำลังเผชิญปัญหาอะไร อะไรคือโจทย์ที่แท้จริงของแบรนด์ พร้อมทำความเข้าใจผู้บริโภค เพื่อทำให้การวางแผนสื่อสามารถช่วยสร้างแบรนด์และความน่าเชื่อถือได้ตลอดทั้ง Customer Journey โดยสุดท้ายแล้วจะกลับมาที่ยอดขายและการเติบโตระยะยาว






