103.58.148.118

Exclusive

Ξ Leave a comment

A/B Testing เพื่อทะลุแนวป้องกันของ Facebook กัน

posted by  1,508 views

เมื่อไม่กี่วันมานี้มีข่าวที่ทุกคนคงทราบกันดีกับประกาศของ Facebook และการวิจัยเรื่อง Reach ของ Facebook ที่ออกมา ที่ระบุว่า Facebook อาจจะแยก Feed Brand หรือจำกัดการเห็น feed ของแบรนด์และเพจต่าง ๆ ลง รวมทั้งงานวิจัยที่ระบุว่า Facebook นั้นลด Organic Reach ลงจนอีก 20% ซึ่งนี้ทำให้นักการตลาดนั้นปวดหัวยิ่งนัก เพราะเป็นการบีบบังคับให้นักการตลาดนั้นต้องยอมจ่ายเงินซื้อโฆษณาของ Facebook เพื่อทำให้กลุ่มเป้าหมายนั้นเห็นหน้าเนื้อหาของตัวเองให้ได้

Screen Shot 2560-11-05 at 19.26.48

ทั้งนี้เป้าหมายของ Facebook ที่ทำเช่นนี้นั้นเพื่อ Maximise Profit ของตัวเองให้ได้มากที่สุดขึ้นมา นั้นคือบีบให้นักการตลาดอยู่โดยการต้องจ่ายเงินเพิ่ม หรือให้นักการตลาดเลือกว่าจะไปอยู่ที่อื่นแทนเพื่อไม่ต้องมาเสียเงินตรงนี้เพิ่ม ซึ่ง Facebook นั้นทำได้ก็เพราะว่าตัวเองถือครองผู้บริโภคในมือ และใช้การอ้างผู้บริโภคว่าจะได้ไม่เกิดความรู้สึกรำคาญเมื่อต้องเห็นข้อความทางการตลาดต่าง ๆ ที่เข้ามา และให้เห็นข้อความจากเพื่อนแทน ซึ่งปัจจุบัน Feed ที่เห็นทุกวันนี้ก็มีข้อความจากแบรนด์ แทรกเข้ามาน้อยมาก และ Feed ส่วนใหญ่ของแบรนด์จะถูกรวมไปอยู่ใน Pages Feed แทน ทั้งนี้แล้วนักการตลาดจะแก้ไขปัญหานี้อย่างไรดี หรือจะเอาชนะระบบของ Facebook อย่างไรดี คำตอบนั้นคือการสร้าง Content ของตัวเองให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายให้ได้มากที่สุด ซึ่งสามารถทำผ่านได้ด้วย A/B Testing ทั้งนี้ก่อนที่จะเริ่มทำ A/B Testing ต้องทำดังต่อไปนี้

ภาพจาก Kissmetrics Blog

ภาพจาก Kissmetrics Blog

1. ทำ Persona ของ Audience Page ขึ้นมา : การทำ Persona ของ Audience Page คือการสร้างตัวตนของกลุ่มคนที่มาติดตามเพจของนักการตลาดเองว่า คนติดตามนั้นเป็นใคร มี demographic เป็นแบบไหน และมี Behavior และ Psychology แบบไหนขึ้นมา ซึ่งวิธีการนั้นง่ายมากคือการเข้าไปดูใน Insight หลังบ้านของตัวเอง และการเข้าไปดู Profile ของคนที่ติดตามเพจแต่ละคนมา ว่าเป็นใครบ้าง และมีลักษณะนิสัยอย่างไร เพื่อที่จะสามารถเอามาวางการสร้าง Content ของตัวเองให้ถูกต่อไป

2. เริ่มต้นหัดทำ Prototype : การทำ Prototype นั้นสำคัญในยุคนี้อย่างมาก เพระาแทนที่จะสร้างอะไรขึ้นมาแล้วใช้เลย แล้วไปลุ้นผลว่ามันจะเวิร์คหรือไม่เวิร์คทีหลังซึ่งจะทำให้เปลืองแรงและเวลาอย่างมาก เปลี่ยนมาเป็นการทำ Prototype หลาย ๆ แบบแล้วลองว่าแบบไหนจะดีไปเลยดีกว่า ว่า Prototype ตัวไหนจะเวิร์คในระดับกลุ่มคนที่สนใจมากที่สุดขึ้นมา

3. หัดสนใจการอ่าน insight ที่ Facebook Report มา : Report ของ Facebook นั้นให้ค่าต่าง ๆ ที่ลึกมากเกี่ยวกับเพจของตัวเองทั้งในระดับ Page Level กับ Post Level ของเพจเอง ทำให้เจ้าของเพจสามารถรับรู้ได้ว่าเพจตัวเองนั้นมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลอย่างไร การเข้าใจ Insight report ของเพจตัวเองจึงนับว่ามีความสำคัญในการที่จะสามารถทำงานให้เข้าถึงกลุ่มผู้อ่านให้ได้ดีที่สุดออกมา

ซึ่งเมื่อเข้าใจการทำ 3 แบบนี้ก็สามารถมาลงมือทำ A/B Testing ได้ทันทีใน Facebook fanpage ของตัวเอง โดยการตั้งโจทย์ทีละโจทย์จาก

Sage-One-AB-testing

1. A/B Testing Visual : ภาพของ Feed เป็นสิ่งที่ผู้บริโภคใน Facebook นั้นสามารถมองเห็นและประมวลผลได้รวดเร็วกว่าการอ่านข้อความ การเริ่มต้นทดสอบการใช้ภาพนั้นเป็นเรื่องสำคัญอย่างมากก่อนที่จะเทสข้อความ เพราะฉะนั้นเพื่อที่จะทดสอบภาพว่าภาพไหนจะให้ผลดีที่สุด จึงควรจะมีครีเอทีฟการทำภาพหลาย ๆ แบบขึ้นมาเพื่อให้เจอได้ว่าภาพที่มีประสิทธิภาพสูงสุดเป็นแบบไหน

tips 1 : หลาย ๆ แบรนด์รู้ว่า Video นั้น Facebook จะให้ค่า Organic Reach ที่เยอะกว่า จึงทำภาพ

แบบปกติให้กลายเป็น Video แทน เพื่อหลอก Facebook ว่านี้คือ Video แต่สุดท้ายจะแสดงเป็นภาพแทน

tips 2 : ลองดูจาก Post ที่ Post ขึ้นไปว่าภาพที่โพสไปแบบไหนที่ให้ค่า Organic Reach สูงสุด และทำไมภาพนี้ถึงได้ผล ซึ่งเมื่อวิเคราะห์ออกมาจะทำให้สามารถสร้างปรากฏการณ์แบบนี้ขึ้นใหม่ได้ด้วย

2. A/B Testing Text Content : เมื่อทดสอบภาพไปแล้ว สิ่งหนึ่งที่ควรทำ คือการลองว่า Text Content ของตัวเองนั้นเป็นแบบไหน เพื่อหาให้ได้ว่าเนื้อหาแบบไหนที่จะโดนที่สุดต่อไป ซึ่งจะทำให้กลายเป็นบทเรียนว่าควรทำ Content แบบไหนที่จะสร้างให้คนนั้นมาปฏิสัมพันธ์ให้ได้มากที่สุดต่อไปให้ได้

A-or-B-Testing

3. A/B Testing วันและเวลาโพส : เพื่อที่จะให้ได้โพสที่มีประสิทธิภาพมาที่สุด การทดสอบว่าเวลาการโพสข้อความนั้นจะได้ผลมากที่สุดจึงกลายเป็นเรื่องสำคัญของการทำ A/B Testing ซึ่งเมื่อทำออกมาจะทำให้รู้ว่าแต่ละวันนั้นเหมาะกับการทำ Content แบบไหนขึ้นมาด้วย

4. A/B Testing Target : เมื่อทำ Content ออกมา ลองทำ A/B Testing เข้าไปยัง Interest ของ Target ต่าง ๆ กันหรือ A/B Testing บนเพศและวัยของกลุ่มเป้าหมายขึ้นมา เพื่อให้ได้ข้อมูลว่าเนื้อหาที่ทำนั้นจะเหมาะกับกลุ่มเป้าหมายแต่ละแบบอย่างไรมากที่สุด

tips 1 : เพื่อที่จะทำการ Targets แบบนี้ได้ ลองใช้ Social Management Tools ที่สามารถทำการ Target Post ในหลาย ๆ แบบได้ขึ้นมา ซึ่งจะทำให้แต่ละโพสตรงกลุ่มมากขึ้นและ Facebook จะให้ score ในโพสนั้นมากขึ้นไปอีก

ทั้งนี้การทำ A/B Testing นั้นเป็นศาสตร์ที่เรียกได้ว่าเป็นวิทยาศาสตร์อย่างมาก ผู้ทำต้องมีสมมติฐานในใจว่าอยากจะทดสอบอะไร เพื่อให้ได้อะไรออกมา แล้วทำการเก็บข้อมูลซ้ำไป ซ้ำมา จนได้สิ่งที่จะทำให้ได้ประสิทธิภาพมากที่สุดออกมา

ติดตาม MarketingOops!
Marketing Oops! มี LINE แล้วนะ
ติดตามเรื่องราวดิจิทัลแบบอินเทรนด์ ได้ทุกวันผ่าน LINE ID @marketingoops

Contributor

Head of Strategic Marketing ใน Integrated Service Agency ที่หนึ่ง ผู้หลงใหลในหลาย ๆ ที่มีความอยากรู้และเรียนรู้ในเรื่อง Startup, นวัตกรรม, การตลาด จากมุมมองหลาย ๆ ด้านและวัฒนธรรมของแบรนด์ต่าง ๆ

User Name: Molek

FB Comments

Related Posts

Leave a Reply


+ 8 = eleven

Recent Posts

Facebook