ใน Metaverse ของ Facebook เราอาจจะไม่ต้องการ AI ของ Facebook อีกต่อไป

  • 706
  •  
  •  
  •  
  •  

 

หน้าที่ของ AI ในโลกของ Marketing Automation

ในโลกของ Marketing Automation บทบาทหนึ่งของ AI และเป็นบทบาทที่สำคัญซะด้วย ก็คือการเป็นเครื่องมือของนักการตลาดในการเลือก สิ่งที่ลูกค้าจะได้เห็นเป็นลำดับถัดไป

คุณผู้อ่านลองจินตนาการเวลาที่เราเลื่อนนิ้วไปตามนิวส์ฟีดของ Facebook ใครเป็นคนตัดสินใจว่าโพสต์ถัดไปที่จะแสดงขึ้นมาให้เราเห็นควรจะเป็นโพสต์ใดและเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับอะไร ใช่แล้วครับ ไม่มีใครในโลกนี้ที่จะรู้ได้ว่าโพสต์ต่อไปนั้นจะเป็นโพสต์ใด เนื่องจากการตัดสินใจเหล่านั้น เกิดขึ้นจากสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ แต่เป็นวงจรไฟฟ้าที่ก่อร่างขึ้นมาเป็นเครือข่ายที่เราเรียกว่า AI เป็นสิ่งที่ตัดสินใจ ซึ่ง AI เหล่านั้นได้ข้อมูลมาจากพฤติกรรมของเราในอดีตเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้เกี่ยวกับตัวเรา จนบางที AI เหล่านั้น รู้จักเรามากกว่าตัวเราเองซะอีก

จริงๆแล้วสิ่งนี้เป็นปลายทางของการทำ Marketing Automation ของหลายๆแบรนด์เลยทีเดียว ที่จะให้ AI ทำความเข้าใจลูกค้าของตัวเอง จนกระทั่งสามารถทำ Personalization Message เพื่อ target ลูกค้าแต่ละคนแบบ one by one

 

ประโยชน์และความเสี่ยงของการใช้ AI

สิ่งเหล่านี้จากในมุมของลูกค้าหรือผู้ใช้งานเว็บไซต์อย่างเราๆนั้น เป็นทั้งประโยชน์อย่างยิ่ง และในขณะเดียวกันก็เป็นความเสี่ยงอย่างมหาศาล ประโยชน์ของการให้แพลทฟอร์มต่างๆได้เรียนรู้ตัวเราจากข้อมูลที่เราใช้งานนั้นก็คือ เราจะได้สินค้า และบริการ รวมไปถึงข้อความทางการตลาดต่างๆ ตรงกับสิ่งที่เราต้องการ ลองจินตนาการดูสิครับว่า ถ้าเราเห็นทุกโพสต์ของเพื่อนเราและ Page ที่เรา follow ใน Facebook โดยที่ไม่มีการเรียงลำดับความสำคัญมาให้เรา เราจะต้องใช้เวลามหาศาลขนาดไหนที่จะนั่งดูเรื่องราวเหล่านั้นจนหมด หรือถ้า YouTube, Netflix หรือ Ecommerce อย่าง Amazon, Alibaba, Shopee, Lazada ฯลฯ ไม่เลือกสินค้าหรือคลิปที่เราน่าจะสนใจมาให้เราดู แต่แสดงสินค้าและคลิปจากทั้งหมดที่มี ซึ่งก็ไม่รู้ว่ามีมากมายมหาศาลขนาดไหน แล้วเราจะสามารถเลือกหาสิ่งที่เราต้องการได้โดยใช้เวลายาวนานแค่ไหน ดังนั้นการที่มี AI คอยช่วยเลือกเนื้อหาให้เรานั้น ก็เป็นประโยชน์สำหรับพวกเราเหมือนกันในเรื่องของการประหยัดเวลา ไม่ต้องไปตามหาสิ่งที่ต้องการจากข้อมูลมากมายมหาศาลที่เกิดขึ้นใน Internet

 

 

แต่ประโยชน์เหล่านี้ก็มาพร้อมความเสี่ยงหนึ่ง นั่นก็คือเรื่องของ Privacy นั่นเอง ข้อมูลที่แพลทฟอร์มต่างๆได้ไป เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่ามันจะไปอยู่ที่ใดในโลก Internet บ้าง อาจจะถูกนำไปขาย อาจจะถูกแอบดู หรืออาจจะถูกโขมย นอกจากนั้นยังมีความเสี่ยงของการที่ข้อมูลส่วนตัวต่างๆที่เราได้ให้กับแพลทฟอร์มนั้นเกิดรั่วไหลไปอยู่ในมือ hacker ตามที่เราได้ยินข่าวจากสื่อต่างๆ

 

ค่าเสียโอกาสจากการที่เราไม่ได้เป็นเจ้าของ AI ของเราเอง

นอกจากความเสี่ยงในเรื่องของข้อมูลถูกนำไปใช้งานอย่างไม่ถูกต้อง ดังที่กล่าวมาแล้ว ยังมีเรื่องของการที่เราไม่สามารถ นำเอาข้อมูลของตัวเองไปให้กับผู้ให้บริการที่เราต้องการได้อีก เนื่องจากข้อมูลเหล่านั้นถูกขังไว้ในแพลทฟอร์มใดแพลทฟอร์มหนึ่ง โดยเราไม่สามารถขอข้อมูลจากแพลทฟอร์มนึงไปให้กับอีกผู้ให้บริการหนึ่งได้ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราใช้บริการ Tele Health จากผู้ให้บริการหนึ่ง ข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับสุขภาพของเรา ก็จะอยู่กับแพลทฟอร์มนั้น และถ้าเกิดวันนึงเราพบกับบริการ Tele Health จากอีกแพลทฟอร์มหนึ่งที่เราต้องการจะทดลองใช้งาน เราก็อยากจะให้ข้อมูลที่เราเคยให้ AI ได้เรียนรู้มา กับแพลทฟอร์มใหม่ จะได้รู้จักเราทันทีโดยไม่ต้องมาเริ่มการเรียนรู้กันใหม่ ซึ่งนั่นจะเป็นสิ่งที่ทำให้เราเสียเวลา

 

ทำไม AI ถึงสำคัญใน Metaverse

สิ่งที่เรากำลังพูดถึงกันอยู่นี้ เมื่อเราเข้าสู่ Metaverse แล้ว จะยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้นไปอีก คุณผู้อ่านลองนึกดูสิครับว่า ถ้าเราอาศัยอยู่ในโลกเสมือนที่ข้อมูลของเราถูกผูกติดไว้กับแพลทฟอร์มเพียงไม่กี่แพลทฟอร์ม แล้วอิสระในการใช้ชีวิตอย่างที่เราต้องการจริงๆจะเป็นอย่างไร

ทางแก้หรือครับ ผมคิดว่ามันจะเป็นไปได้ครับที่เรายังได้ประโยชน์จาก AI ในขณะที่เราจะไม่ให้ข้อมูลของเราไหลไปอยู่ที่แพลทฟอร์มใดแพลทฟอร์มหนึ่งอีกต่อไป สิ่งนี้จะเป็นไปได้ด้วยเทคโนโลยีที่สำคัญอีก 2 อย่างนั่นก็คือ Blockchain และ On device machine learning

 

AI as a wallet

ลองจินตนาการครับว่า ถ้าประวัติในการใช้งาน internet ของเราถูกเก็บไว้ใน wallet ในเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือมือถือของเรา (คล้ายๆกันกับที่ crypto wallet แบบ metamask ใช้เก็บสิทธิ์ความเป็นเจ้าของ token ต่างๆ) แต่อันนี้เราเรียกมันว่า Metamind แล้วกันครับ ทุกครั้งที่เราคลิกดูสินค้า ดูโพสต์ ดูเนื้อหาต่างๆใน internet แทนที่ข้อมูลของเราจะวิ่งไปที่ platform ข้อมูลของเรากลับถูกเก็บอยู่ใน Metamind ตัวนี้แทน และใน Metamind มี AI ที่คอยเรียนรู้พฤติกรรมของเรา แบบเดียวกันกับที่ AI ในแพลทฟอร์มต่างๆทำนั่นแหละครับ แต่เกิดขึ้นใน device ของเราเอง

ดังนั้นพวกเราแต่ละคนจะมี AI เป็นของตัวเอง และถ้าวันใดวันหนึ่งมี New Facebook, New Instagram, New TikTok หรือ New YouTube, ฯลฯ​ ที่สัญญาว่าจะไม่เก็บข้อมูลของเราเลย แต่ทุกครั้งที่เราเรียกใช้บริการจากแพลทฟอร์มเหล่านี้ AI ใน Metamind wallet ของเราจะเชื่อมกับแพลทฟอร์ม ณ. เวลานั้นๆ แล้วให้แพลทฟอร์มถามจาก AI ของเราว่าจะให้แสดงเนื้อหาอย่างไร

โดยเราในฐานะเจ้าของ AI ก็มีสิทธิ์ที่จะให้แต่ละแพลทฟอร์มเข้ามาเรียกใช้เพื่อแสดงเนื้อหา ให้ตรงกันกับที่เราต้องการ หลังจากใช้เสร็จแล้วเราก็เรียกสิทธิ์นั้นกลับ และเราก็สามารถที่จะให้แพลทฟอร์มใหม่ๆที่เราสนใจใช้ข้อมูลตรงส่วนนี้ได้ เพื่อประโยชน์ของตัวเราเองจริงๆ เท่านี้เราในฐานะผู้ใช้ก็ไม่ต้องกลัวแล้วว่าข้อมูลจะถูกนำไปใช้อย่างผิดๆ เนื่องจากข้อมูลดิบ (Raw data) ของกิจกรรมต่างๆไม่ได้ปล่อยให้กับแพลทฟอร์มได้ใช้ เฉพาะคำตอบของ AI เท่านั้นที่แพลทฟอร์มได้ไป

 

GDPR และ PDPA ไม่สำคัญแล้ว

จะเห็นได้ว่า เมื่อเป็นเช่นนี้ เรื่องราวของการให้ consent ไม่ว่าจะเป็น GDPR และ PDPA ต่างๆ ก็ถูกแก้ปัญหาไปแล้ว เพราะการไม่ให้ข้อมูลใดๆเลย จะกลายเป็น default ของ Metaverse และจริงๆแล้วแพลทฟอร์มก็จะได้ประโยชน์ เนื่องจากการเก็บข้อมูลลูกค้าก็เป็นความเสี่ยงของแพลทฟอร์มเช่นกัน แบบนี้ก็จะ win-win กันทั้ง 2 ฝ่ายทั้งผู้ให้บริการและผู้รับบริการ

นอกจากการเก็บข้อมูลจะไม่จำเป็นแล้ว สิ่งที่จะหายไปด้วยก็คือการ Register, Login, Forget password และการที่จะต้องมาจดจำ Password ทั้งหลายในแต่ละบริการ ที่ตามมาพร้อมกับความเสี่ยงที่จะถูก hack account สิ่งนี้เป็นไปได้เนื่องจาก Blockchain สามารถ verify ตัวตนของเราได้ โดยการเก็บ hash บางส่วนของ AI ของเราไว้ และ hash ดังกล่าวมีเฉพาะเราเพียงผู้เดียวที่สามารถส่งขึ้นไปเก็บบน Blockchain ได้ ดังนั้นเมื่อแพลทฟอร์มต้องการตรวจสอบว่าข้อมูลนี้เป็นของเราจริงๆหรือไม่ก็เพียงแต่ไปเทียบกับ hash บน Blockchain ก็จะทราบได้ทันทีว่าคนที่กำลังใช้งานอยู่เป็นใครโดยที่ไม่จำเป็นจะต้องทำการ login บนแพลทฟอร์ม (จริงๆในรายละเอียดยังมีเรื่องของ private / public key ซึ่งถ้าจะอธิบายในที่นี้ก็จะเป็นการยาวจนเกินไป ผู้อ่านไป search อ่านกันได้นะครับ)

 

เชื่อมต่อ AI กับ Metaverse โอกาสใหม่ในการทำการตลาด

สิ่งนี้จะทำให้ AI ของเรากลายเป็นตัวแทนของสมองของเราที่จะต่อเชื่อมกับ Metaverse เพื่อให้ทั้ง Metaverse สามารถรู้จักเราได้ และนำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเรานั่นเอง

นอกจากนี้ การตลาดแบบ Influencer marketing ก็อาจจะเปลี่ยนไป เนื่องจาก AI ของแต่ละคนอาจจะสามารถเชื่อมโยงถามคำถามกันได้เอง ดังนั้น เราอาจจะให้ AI ของเราบางตัวได้ไปเชื่อมโยงกับ Influencer ที่เราชื่นชอบ และแสดงผลลัพธ์ของเนื้อหาในความชอบของ Influencer คนนั้นๆ ลองคิดง่ายๆครับว่า คุณจะสามารถเข้าเว็บช้อปปิ้งแฟชั่นได้โดยใช้ AI ของ LISA Black pink (ถ้าเกิด LISA อนุญาตให้เราสามารถเชื่อมโยงกับ AI ของเธอได้) นี่จะเป็นการเปิดโลกของ Influencer marketing ใน Metaverse เลยล่ะครับ และสิ่งที่อาจจะเปลี่ยนไปอีกสิ่งหนึ่งนั่นก็คือ Personalization Marketing เนื่องจาก AI ของเราสามารถใช้ Blockchain ซึ่งเก็บข้อมูล transaction data ต่างๆเอาไว้ อย่างมหาศาล เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ เพื่อนำเสนอ The next best thing ที่เราซึ่งเป็นเจ้าของ AI ต้องการ ดังนั้นสิ่งนี้อาจจะเปิดโลกของความเป็นไปได้มหาศาลของการทำ Recommendation Engine ในรูปแบบใหม่อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งทุกคนและทุกแบรนด์มีสิทธิ์ในการเข้าถึงอย่างเท่าเทียมกัน

 

ทิ้งท้าย

Privacy (ความเป็นส่วนตัว), Security (ความปลอดภัย) และ Equally Opportunity (โอกาสอันเท่าเทียม) เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในโลกของ Metaverse โลกที่เปิดโอกาสให้ทุกคนแสดงความคิดสร้างสรรค์และความสามารถอย่างไร้ขีดจำกัด แนวคิดนี้เป็นเพียงแนวคิดหนึ่งที่ผู้เขียนบทความคาดว่าจะเกิดขึ้น ยังไม่ใช่เป็นแนวทางเดียวที่เป็นไปได้ แต่อาจจะเกิดขึ้นในแนวทางอื่นๆก็ได้เช่นกันครับ

 


  • 706
  •  
  •  
  •  
  •  
Chaiyapong Lapliengtrakul
กรรมการบริหาร บริษัท ทรีดีเอส อินเตอร์แอคทีฟ (2010 - ปัจจุบัน) เป็นเอเจนซี่การตลาดดิจิทัล ที่นำเสนอ โซลูชั่นทางด้านการเก็บข้อมูลลูกค้า (Customer Data Platform) และแพลทฟอร์มการตลาดอัตโนมัติ ภายใต้แบรนด์ แพม มาร์เก็ตติ้ง ออโตเมชั่น (PAM Marketing Automation)