ถอดรหัสหลักสูตร Well Being การสอนเฉพาะในแบบ “WELLINGTON COLLEGE” โรงเรียนนานาชาติ ที่เตรียมความพร้อมเด็กรอบด้านสู่โลกอนาคต

เมื่อโลกสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ อย่าง “ห้องเรียน” ไม่สามารถตอบโจทย์ความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ได้อย่างรอบด้าน โดยเฉพาะในวันที่ทักษะเชิงวิชาการไม่ใช่สิ่งจำเป็นหนึ่งเดียวที่จะพัฒนาเด็กสักคนให้เติบโตและประสบความสำเร็จทั้งในหน้าที่การงาน และการมีชีวิตที่เป็นสุข

วันนี้ เราจึงได้เห็นผู้ปกครองจำนวนไม่น้อยเริ่มมองหาโรงเรียนที่จะตอบโจทย์การสร้างสมดุลในชีวิตให้กับบุตรหลาน นำมาสู่การเกิดใหม่ของโรงเรียนนานาชาติจำนวนมากในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

หนึ่งในนั้นก็คือ โรงเรียนนานาชาติ Wellington College International School Bangkok (WCIB) ซึ่งเพิ่งเปิดสอนเป็นปีการศึกษาแรก สำหรับนักเรียนหญิงและนักเรียนชาย อายุ 2 – 11 ปี มีตั้งแต่ระดับเตรียมอนุบาล Pre-Prep ถึง Prep School และในปีการศึกษา 2562 จะเริ่มเปิดสอนในระดับ Year 7 – 8

แม้จะเปิดในเมืองไทยไม่นาน แต่โรงเรียนนานาชาติ Wellington College International School Bangkok (WCIB) ก็ถอดหลักสูตรต้นแบบ “เวลลิงตัน” จาก Wellington College โรงเรียนเอกชนเก่าแก่แห่งสหราชอาณาจักรมาอย่างครบถ้วนและลงตัว ด้วยการบริหารงานของทีมงานประสบการณ์อัดแน่นในแวดวงการศึกษา นำโดย ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งและดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหารฯ โรงเรียนแห่งนี้ ร่วมกับ มร.คริสโตเฟอร์ นิโคลส์ ครูใหญ่ ผู้มากประสบการณ์ ผ่านการบริหารโรงเรียนนานาชาติชั้นนำมาแล้วในหลายประเทศ

‘Wellington way’ จากอังกฤษสู่ไทย

จากประสบการณ์ในแวดวงการศึกษานาน 20 ปี ทำให้ ดร.ดาริกา มองเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับระบบการศึกษาไทยมาโดยตลอด เมื่อคิดอยากจะเปิดโรงเรียนนานาชาติสักแห่ง แค่ความพรีเมียมของสถานที่ และสิ่งอำนวยความสะดวก รวมถึงจุดเด่นเรื่องภาษาอาจไม่เพียงพออีกต่อไป เธอจึงตระเวนไปดูงานที่โรงเรียนดังหลายแห่งในอังกฤษ เพื่อมองหาพาร์ทเนอร์ที่จะสามารถต่อจิ๊กซอว์โรงเรียนในฝันของเธอให้เกิดขึ้นจริง โดยสุดท้ายก็มาลงตัวกับ Wellington College International School โรงเรียนเอกชนเก่าแก่แห่งสหราชอาณาจักร ซึ่งมีชื่อเสียงในระดับโลก ก่อตั้งโดยพระราชินีวิคตอเรีย เพื่อเป็นเกียรติประวัติแก่ดยุคแห่งเวลลิงตัน วีรบุรุษทางการทหาร และอดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษสองสมัย

ดร.ดาริกา เล่าย้อนหลังไปเมื่อตอนที่คิดอยากจะทำโรงเรียนนานาชาติ ราว 5-6 ปีที่แล้ว ซึ่งเห็นว่า โรงเรียนในระดับพรีเมียมยังมีจำนวนไม่มาก แต่ละโรงเรียนก็มี waiting list ในการเข้าเรียนอยู่ จึงต้องการทำโรงเรียนนานาชาติที่เป็น branded school ได้มาตรฐานระดับโลก โดยมองโรงเรียนที่อังกฤษไว้เป็นหลัก จึงได้ตระเวนเดินทางไปดูงานในหลายๆ โรงเรียน

“ตอนไปที่เวลลิงตัน คอลเลจ เราได้เห็นอย่างชัดเจนว่า ถึงจะเป็นโรงเรียนทหารที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน แต่สภาพแวดล้อมกลับไม่ได้โบราณคร่ำครึ เด็ก ๆ ที่นั่นมีความเป็นธรรมชาติมาก มีชีวิตชีวา สัมผัสได้ว่าเค้ามีความสุขในแต่ละกิจกรรมที่เลือกและทำ เลยรู้สึกประทับใจ” ดร.ดาริกา เล่าถึงความประทับใจแรกซึ่งเธอนิยามความถูกใจนั้นว่า “จริต” ที่ตรงกัน

แต่เพียงแค่จริตที่ตรงกันก็ยังไม่พอ เพราะการจะนำโรงเรียนที่มีประวัติศาสตร์เป็นร้อยปีมาเปิดใหม่ที่ประเทศไทย จะมั่นใจได้อย่างไรว่า เปิดแล้วจะเหมือนกันกับต้นแบบ ฉะนั้นเรื่องการซัพพอร์ตจากโรงเรียนแม่ จึงเป็นประเด็นสำคัญในการตัดสินใจ

“ถ้าเราจะทำโรงเรียนสักหนึ่งโรงเรียนจากประสบการณ์ที่มี จริงๆ ก็ทำได้ แต่ก็จะได้โรงเรียนในแบบเรา แต่เราอยากได้โรงเรียนที่เป็น Branded School โจทย์ที่เรามองหา นอกจากจะเป็นโรงเรียนที่มีการเรียนการสอนแบบที่อยากได้แล้ว เรายังต้องการโรงเรียนที่มีประสบการณ์ในการบริหารจัดการโรงเรียนสาขาในต่างประเทศ และพร้อมที่จะซัพพอร์ตเรา สามารถทรานส์เฟอร์แนวทางของเขามาให้เรา เพราะไม่อย่างนั้น เราก็จะทำได้แค่เอาป้ายชื่อโรงเรียนมาติด ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการ”

ดร.ดาริกา อธิบายถึงโจทย์ที่ตั้งไว้ ซึ่งลงตัวที่เวลลิงตัน นั่นก็เพราะโรงเรียนแห่งนี้ตอบโจทย์ในทั้งสองเรื่อง โดยตั้งแต่ช่วงเตรียมการจนถึงปัจจุบันที่โรงเรียนเปิดสอนแล้ว ทางเวลลิงตัน ประเทศอังกฤษ ได้ส่งผู้เชี่ยวชาญมาจัดอบรมให้แก่ทีมอาจารย์ของเวลลิงตัน ประเทศไทย อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันทางไทยเองก็ส่งคนไปฝึกอบรมถึงที่อังกฤษด้วย โดยการทำงานเป็นไปอย่างใกล้ชิด

และไม่ใช่เพียงโรงเรียนแม่ที่อังกฤษเท่านั้น เพราะโรงเรียนสาขาของเวลลิงตัน ในประเทศจีน ก็ยังได้ร่วมถ่ายทอดความรู้ประสบการณ์การทำงานมาให้ทีมของประเทศไทยด้วย

‘วิชาชีวิต’ ด้วยหลักคิด ‘Well-Being’

ย้อนกลับไปที่ความประทับใจแรกของ ดร.ดาริกา เมื่อได้พบกับเด็กๆ ของเวลลิงตันซึ่งมีความเป็นธรรมชาติ มีชีวิตชีวานั้น ก็ไม่ใช่ความบังเอิญ เพราะนอกจากความโดดเด่นเรื่องประวัติศาสตร์อันเก่าแก่ โดยเริ่มเปิดการเรียนการสอนมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1859 จนถึงปัจจุบันนี้ก็ 160 ปีแล้ว  โรงเรียนแห่งนี้ยังมีชื่อเสียงเรื่องการเรียนการสอนที่เป็นเลิศ พร้อมทั้งมีการนำเอาหลักคิดเรื่อง Well-Being มาปรับใช้กับหลักสูตรเพื่อสนับสนุนให้เด็กมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างรอบด้าน

การสอนบนหลักคิด Well-Being ที่ริเริ่มโดย เซอร์ แอนโธนี เซลดอน อดีตครูใหญ่ ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อทำให้เด็กมีความสุข แต่เป็นการสอนให้เด็กเข้าใจความรู้สึก อารมณ์ของตัวเอง เพราะหลักการนี้เชื่อในความเป็น “มนุษย์” ซึ่งมีทั้งร่างกาย อารมณ์ และ ความรู้สึก ที่ล้วนแต่ส่งผลต่อการกระทำของคนเราทั้งสิ้น หากเราสามารถทำความเข้าใจตัวเอง รู้ทันอารมณ์ ความรู้สึกของตัวเองได้มากเท่าไร ก็จะสามารถจัดการกับอารมณ์ความรู้สึก หรือ ความต้องการที่เกิดขึ้น และนำมาสู่การกระทำที่เหมาะสม

เป้าหมายของ Well-Being จึงมุ่งเติมเต็มความเป็นมนุษย์ให้แก่เด็ก ๆ โดยเชื่อว่า หากทำอย่างถูกวิธี เด็ก ๆ จะสามารถคิดวิเคราะห์ แยกแยะเหตุและผลด้วยตัวเองได้ ที่นี่จึงแทบจะไม่ได้ออกกฎห้ามอะไรมากมาย แต่จะใช้วิธีสร้างสิ่งแวดล้อมให้เด็กรู้จักคิดได้ด้วยตัวเองว่า ทำไมจึงต้องทำสิ่งนี้ หรือไม่ควรทำสิ่งนั้น

“เราไม่มีการทำโทษเด็ก แต่เราจะชี้แนวทางให้เขาสามารถคิดได้ด้วยตัวเองว่า พฤติกรรมนั้นๆ หากทำแล้วจะส่งผลกระทบอย่างไร โดยมีครูที่คอยเป็น mentor แนะนำให้เด็กๆ เข้าใจได้อย่างมีเหตุมีผลนอกเหนือจากการโฟกัสงานสอนทางวิชาการ” ครูใหญ่คริสโตเฟอร์กล่าว

ทั้งนี้ แนวคิด Well-Being ที่กล่าวมา ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานสำคัญที่ชาวเวลลิงตันเรียกว่า 5I’  ริเริ่มโดย มร.จูเลียน โธมัส อาจารย์ใหญ่ท่านปัจจุบันของ Wellington College สหราชอาณาจักร ประกอบด้วยหลักพื้นฐานสำคัญ 5 ข้อ

ได้แก่ INSPIRED เริ่มตั้งแต่ตัวครูผู้สอนในการเกิด passion เพื่อทำให้เด็กเกิดแรงบันดาลใจเชิงบวกในการเรียนรู้ รวมถึงทุกสิ่งที่ได้เรียนรู้ทั้งในและนอกห้องเรียนที่เวลลิงตันจะเป็นแรงบันดาลใจสำคัญในอนาคตของผู้เรียน, INTELLECTUAL เสริมสร้างและบ่มเพาะการใช้สติปัญญาอย่างสร้างสรรค์ในการเรียนรู้และการใช้ชีวิต, INDEPENDENT พัฒนาทักษะของการเป็นผู้นำและความเชื่อมั่นในการคิด การเรียนรู้ไม่ได้มาจากการบอกกันต่อ ๆ กันมา แต่จะส่งเสริมให้เด็กมีความสามารถในการคิด และแก้ปัญหาในชีวิตได้ด้วยตนเอง, INDIVIDUAL ประสบการณ์ที่ได้จากเวลลิงตันไม่ใช่แค่เพียงความรู้ในโรงเรียน แต่คือการค้นหาตัวตน เข้าใจในสิ่งที่ตนเป็นและต้องการ โดยไม่ต้องเลียนแบบคนอื่น และปิดท้ายด้วย INCLUSIVE บ่มเพาะจิตใจที่ดีงามในการเป็นคนดีในสังคม และการอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างเป็นสุข โดยเคารพและคำนึงถึงผู้อื่น ทั้งหมดนี้คือจุดแข็งที่ทำให้แนวทางการพัฒนาเด็กของเวลลิงตันแตกต่างจากโรงเรียนแห่งอื่น

วิชาการที่เริ่มต้นจาก ‘Passion (แพสชั่น)

แม้ว่าความแตกต่างระหว่างการส่งเสริมให้เด็กรู้จักคิดด้วยตัวเอง กับ การปล่อยปละละเลยเด็กนั้นอาจเป็นเหมือนเส้นกั้นบางๆ แต่สำหรับที่เวลลิงตัน พวกเขามีคำว่า “มาตรฐาน” เป็นเกณฑ์หลักในการทำงาน

ในขณะที่เด็ก ๆ ได้โอกาสเรียนรู้เพื่อให้เข้าใจตัวเองและค้นหาสิ่งที่ชอบ ทางฝั่งวิชาการก็ต้องส่งเสริมควบคู่กันไป โดยหลักสูตรการเรียนการสอนที่เวลลิงตันทั้งหมดเป็นภาษาอังกฤษ (ยกเว้นวิชาภาษาไทย) และเป็นไปตามหลักสูตรแห่งชาติของอังกฤษ (National Curriculum for England) ที่เมื่ออายุ 14 ปีนักเรียนจะเริ่มเรียนในโปรแกรม IGCSE เพื่อเตรียมพร้อมที่จะเข้าสอบในการสอบวัดผลระดับนานาชาติ ในอีก 2 ปีถัดมา คือ ตอนอายุ 16 ปี ต่อจากนั้น การสอนจะดำเนินไปตามหลักสูตร International Baccalaureate Diploma เพื่อให้นักเรียนมีความพร้อมในการศึกษาต่อระดับมหาวิทยาลัย

ทั้งนี้ แม้การเรียนการสอนจะเป็นไปตามหลักสูตรแห่งชาติอังกฤษ แต่โรงเรียนก็ให้ความสำคัญกับการวัดระดับทางวิชาการตามหลักเกณฑ์ของประเทศไทยด้วย

ที่เวลลิงตันยังมีอีกหนึ่งการวัดผลที่สำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือ การประเมินผลรายบุคคล ซึ่งคุณครูจะต้องประเมินเด็กเป็นรายบุคคล ว่า ยังมีจุดไหนที่ต้องเสริมเพิ่มเติม เพื่อให้คำแนะนำแก่ผู้ปกครอง จนถึงการออกแบบการเรียนการสอนเพิ่มเติมเฉพาะราย

แล้วก็ไม่จำเป็นว่า แนวทางที่แนะนำแก่เด็กๆ เป็นรายบุคคลนั้นจะมีแต่เรื่องวิชาการเสมอไป เพราะ “เวลลิงตัน” ไม่ใช่ทั้งโรงเรียนวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่โรงเรียนภาษา ไม่ใช่โรงเรียนกีฬาหรือกิจกรรมกลางแจ้ง แล้วก็ไม่ใช่โรงเรียนการแสดง แต่หลักสูตรของเวลลิงตันมุ่งให้นักเรียนได้รับความรู้ และทักษะต่างๆ มากกว่าความเป็นเลิศในชั้นเรียน จึงมีสอนในทุกวิชาที่เด็กสนใจและอยากจะเรียนรู้

โดยเฉพาะถ้าดูจากการจัดตารางสอนของที่นี่ ก็ยิ่งเห็นความแตกต่าง เพราะจะมีการสลับสับเปลี่ยนระหว่างวิชาการกับวิชาเสริมอื่นๆ เช่น ดนตรี กีฬา ศิลปะ ฯลฯ ซึ่งในโรงเรียนทั่ว ๆ ไปมักจะเอาวิชาเหล่านี้ไปกองอยู่ในตอนท้ายของวัน แต่ที่เวลลิงตันกลับมองต่าง เพราะคิดว่าหากเอาวิชาเหล่านี้มาสับหว่างกับวิชาหลัก ก็จะทำให้เด็กไม่เบื่อ แต่กลับรู้สึกสนุกและมีความสุขไปกับการเรียนตลอดวัน

“เด็ก ๆ ที่นี่ จะมีความสุขในการมาโรงเรียนมาก เขาจะตั้งตารอเพื่อจะได้มาโรงเรียน เพราะการเรียนการสอนที่นี่เต็มไปด้วยเรื่องสนุก ดร.ดาริกา กล่าว และยกตัวอย่างลูกสาวของตัวเธอเองที่เรียนที่นี่เช่นกัน ก็เป็นอีกคนที่ตั้งตารออยากจะมาโรงเรียนในทุก ๆ วัน

‘Space & Fun’ จุดเริ่มต้นแรงบันดาลใจ

เมื่อความสนุกเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนให้เด็ก ๆ รู้สึกชอบที่จะมาโรงเรียน เวลลิงตัน จึงให้ความสำคัญกับเรื่องการออกแบบพื้นที่ (Space Design) แบบไร้ระเบียง ที่ช่วยส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ให้กับเด็กๆ ผ่าน Learning Studios ซึ่งเป็นการเชื่อมต่อพื้นที่ของแต่ละห้อง ทั้งห้องเรียน และห้องกิจกรรม ให้เกิดพื้นที่ส่วนกลางที่กว้างขวาง เปิดโล่ง เพื่อให้เด็ก ๆ รู้สึกถึงความอิสระโดยไร้ขีดจำกัด และสามารถทำกิจกรรมร่วมกันได้ แต่ก็มีความเป็นส่วนตัวในเวลาเดียวกัน โดยมีการดีไซน์พื้นที่เปิดโล่งทั่วถึงกันเต็มความยาวตึกในทุกชั้นของโรงเรียน เพื่อกระตุ้นให้เกิดจินตนาการ พัฒนาความคิด มีความเป็นตัวของตัวเอง

“การเคลื่อนไหวร่างกายเป็นสิ่งสำคัญมาก แล้วเราก็เชื่อว่า การได้อยู่ในสภาพแวดล้อมดี ๆ ชีวิตของเราก็จะดีขึ้นตามไปด้วย ที่เวลลิงตันจึงให้ความสำคัญกับการออกแบบพื้นที่ภายในโรงเรียนที่เปิดโล่ง เพื่อให้เด็กรู้สึกอิสระ” มร.คริสโตเฟอร์ เอ่ย

โดยเฉพาะที่ห้องสมุดซึ่งถือเป็นหนึ่งในสถานที่ยอดฮิตที่เด็ก ๆ ชอบกันมากนั้น นอกจากจะมีการตกแต่งด้วยสีสันสดใสแล้ว เนื่องจากมีสองชั้นเชื่อมถึงกัน ทำให้ห้องสมุดที่นี่มีสไลเดอร์ที่ลื่นลงมาจากห้องสมุดชั้นบนได้ด้วย

เท่านั้นยังไม่พอ เพราะที่ห้องสมุดยังมีอีกหนึ่งกิมมิค ก็คือ Reading Cave หรือถ้ำนักอ่าน ที่เป็นเหมือนห้องลับเล็กๆ ด้านในบุนวมกันกระแทก เนื่องจากห้องนี้ไม่มีไฟที่เพดาน จึงออกจะมืดๆ คล้ายกับถ้ำ  ซึ่งต้องพกไฟฉายพร้อมติดหนังสือเล่มโปรดเข้าไป เหมือนกับการเข้าไปค้นพบสิ่งใหม่ตามจินตนาการของตัวเอง ซึ่งคอนเซ็ปต์นี้เป็นการสร้างประสบการณ์การอ่านหนังสือให้เด็ก ๆ ได้จดจำในการได้เรียนรู้สิ่งใหม่ได้มากขึ้น

“เราให้ความสำคัญกับการอ่านมาก โดยเราเชื่อว่า การอ่านถือเป็นการเรียนรู้อย่างเป็นอิสระ ซึ่งเด็กๆ อยากรู้เรื่องอะไร ก็สามารถค้นคว้าได้ด้วยตัวเอง แล้วเราก็ไม่อยากทำให้มันน่าเบื่อเหมือนห้องสมุดทั่ว ๆ ไป จึงช่วยกันออกแบบจนได้มาเป็นแบบนี้ แล้วเด็ก ๆ ก็ชอบและมีความสุขมาก” ครูใหญ่คริสโตเฟอร์กล่าว

และนั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมห้องสมุดของเวลลิงตัน คอลเลจ จึงทลายทุกรูปแบบของห้องสมุดแบบเดิม ๆ ที่มีแต่โต๊ะเก้าอี้ แต่กลับมีที่นั่งในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งกึ่งนั่ง กึ่งนอน ถ้ำมืด และสไลเดอร์แสนสนุก

อย่างที่เขากล่าวย้ำ พร้อมรอยยิ้มว่า Fun is Good!”

สำหรับผู้สนใจสมัครเข้าเรียนโรงเรียนนานาชาติ เวลลิงตันคอลเลจ กรุงเทพ สามารถติดตามรายละเอียดข้อมูลทางเว็บไซต์ www.wellingtoncollege.ac.th หรือสอบถามเพิ่มเติม โทร 0-2087-8888