ฟังจากปาก ‘แจ็ค หม่า’ ทำไมเราไม่จำเป็นต้องเรียนได้เกรด Top 3 แต่มีโอกาสประสบความสำเร็จในชีวิตสูง!

  • 994
  •  
  •  
  •  
  •  

Credit: Frederic-Legrand-COMEO/Shutterstock

 

ถ้าพูดถึงเส้นทางความสำเร็จของแต่ละคนก็อาจจะไม่เหมือนกันอยู่แล้ว แต่เชื่อว่าฐานความคิด มุมมอง และทัศนคติของแต่ละคนคงจะมีความคล้ายๆ กันอยู่บ้าง แต่มุมมองของมหาเศรษฐีคนหนึ่ง ที่เราอยากจะพูดถึงในวันนี้ เพราะว่ามีมุมมองในการใช้ชีวิตค่อนข้างโดดเด่น และเป็นอีกคนหนึ่งที่ไม่ได้มี ‘ต้นทุนชีวิต’ แต่กลับประสบความสำเร็จ ติดเป็นมหาเศรษฐีที่รวยอันดับต้นๆ ของโลกในปัจจุบัน

แจ็ค หม่า’ (Jack Ma) ผู้ก่อตั้ง Alibaba Group เคยพูดครั้งหนึ่งว่า “ชีวิตของผมไม่เคยได้รับการศึกษาที่ดีเลย” เพราะถ้าย้อนกลับไปในวัยเด็กของ แจ็ค หม่า เขาจัดว่าเป็นหนึ่งในมหาเศรษฐีที่เคยยากจนมากๆ คนหนึ่งเลยก็ว่าได้

“ครอบครัวผมยากจนมาก ไม่มีเงิน ไม่มีความรู้ด้านเทคโนโลยี ไม่มีพื้นฐานชีวิตที่ดี” แต่นี่คือสิ่งที่ แจ็ค หม่า พูดเอาไว้

“ผมไม่ได้มองหรือตอกย้ำตัวเองว่า เราไม่รวยหรือเราไม่มี แต่สิ่งที่ผมคิดก็คือ เราลองมาแข่งกัน(กับตัวเอง) ว่าอีก 10 ปีข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้น หรืออีก 10 ปีข้างหน้าเราเชื่อว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไรได้บ้าง แล้วมุ่งหน้าทำเพื่อเป้าหมายนั้น เตรียมพร้อมกับสิ่งที่จะเกิดในอนาคตให้ดี”

 

Credit: Frederic-Legrand-COMEO/Shutterstock

มีอีกหนึ่งสิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับแนวคิดของ แจ็ค หม่า นั้นก็คือ ‘สิ่งที่เขาสอนลูกๆ ของเขา’ แม้ว่าอาจมีหลายๆ คนที่เคยได้ยินกันมาบ้างแล้วบนเวทีนานาชาติหลายแห่ง แต่คำพูดนี้ก็ยังติดเป็นคัมภีร์ในการใช้ชีวิต และแนวทางให้กับลูกๆ ของ แจ็ค หม่า อยู่เสมอ

อย่างคำพูดของ แจ็ค หม่า บนเวทีหนึ่งในหัวข้อ ‘Trust in Tomorrow’ เขาได้แชร์แนวคิดเกี่ยวกับคำสอนของลูกๆ ที่เขามักจะบอกเสมอว่า “ลูกไม่จำเป็นต้องเป็นนักเรียนดีเด่น นักเรียนระดับ A หรือติด Top 3 คนที่เรียนเก่งที่สุดก็ได้ ตราบใดที่เกรดยังไม่แย่ขนาดนั้น เพราะว่าคนประเภทนี้ที่เรียนระดับกลางๆ จะมีเวลาว่างพอที่จะเรียนรู้ทักษะอื่นที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิต”

อีกทั้ง แจ็ค หม่า ยังพูดด้วยว่า ไม่ว่าประเทศไหน รวมทั้งประเทศจีนด้วย หากต้องการพัฒนาเศรษฐกิจให้เติบโตก้าวหน้า จำเป็นต้องมี SMEs จำนวนมาก และต้องเป็นคนที่ทำธุรกิจด้วยตัวเอง ซึ่งความเป็นผู้ประกอบนี้เองจะขับเคลื่อนให้เกิดคุณค่าขึ้นในภาพรวม

คำสอนเหล่านี้ของ หม่า มองว่าค่อนข้างขัดต่อความเชื่อและค่านิยมของจีน และอีกหลายๆ ประเทศ พยายามให้ลูกๆ เด็กนักเรียนเติบโตขึ้นมาด้วยทักษะทางวิชาการที่สมบูรณ์ คือ ต้องเก่ง! ต้องเป็นที่หนึ่ง! ต้องสมบูรณ์ที่สุด! แต่นี่คือสิ่งที่ แจ็ค หม่า พูดทิ้งท้ายเอาไว้ว่า

“บางทีเราก็ไม่สามารถสอนให้ลูกแข่งขันกับหุ่นยนต์ที่เก่งกว่า หรือฉลาดกว่าได้ แต่ผมคิดว่า การสอนลูกๆ ควรจะช่วยปูทางความเป็นเอกลักษณ์ (unique) ที่หุ่นยนต์ก็ไม่สามารถแทนที่ได้มากกว่า เพราะโลกอีก 30 ปีข้างหน้าจะเปลี่ยนไปมากกว่านี้ และวิธีการสอนที่ถูกต้องจะเพิ่มโอกาสความสำเร็จให้พวกเขาได้”

 

 

แง่คิดที่ แจ็ค หม่า แนะนำเกี่ยวกับ การศึกษา

ในงาน WEF 2019 แจ็ค หม่า เคยพูดไว้ว่า “สำหรับระบบการศึกษา ถ้ายังไม่เปลี่ยนวิธีการสอน อีก 30 ปีข้างหน้าพวกเราลำบากแน่! เพราะวิธีการสอนเราจดจำมาจาก 200 ปีที่แล้ว จากกลุ่มคนที่ไม่มีพื้นฐานความรู้มาก่อน แต่ปัจจุบันนักเรียน/นักศึกษา ต่างก็มีพื้นฐานความรู้ต่างๆ มากขึ้นจากอินเทอร์เน็ต”

“ดังนั้น เราไม่ควรสอนให้เด็กๆ โตมาแล้วฉลาดขึ้นเพื่อไปแข่งกับหุ่นยนต์ที่ฉลาดกว่า แต่เราต้องสอนในสิ่งที่หุ่นยนต์ไม่สามารถทำแทนคนได้ สอนในสิ่งที่เครื่องจักรตามเราไม่ทัน”

ทักษะที่ควรจะมีในห้องเรียน ควรจะเพิ่มในหลักสูตรโรงเรียน และสามารถสร้างความแตกต่างระหว่างหุ่นยนต์ กับ คน ได้อย่างชัดเจน ก็คือ

  • ทักษะชีวิต
  • ทักษะการคิด (เชิงวิเคราะห์, เชิงสร้างสรรค์, เชิงการแก้ปัญหา, การตัดสินใจ ฯลฯ)
  • ทักษะทางอารมณ์ (การรับรู้ทางอารมณ์, การจัดการทางอารมณ์, รู้ทันความกลัว เครียด สนุก โกรธ เพราะมันสำคัญมาก)
  • ทักษะทางสังคม (การสื่อสารกับคน, การทำงานเป็นทีม, การเอาใจใส่ผู้อื่น, การรักษาความสัมพันธ์ ฯลฯ)

 

 

บางทีทักษะเหล่านี้ก็อาจจะนึกไม่ถึงว่ามีความสำคัญ และมันจำเป็นต่อการใช้ชีวิต เพราะอย่างน้อยๆ การคิดแบบสร้างสรรค์ก็ทำให้เราเกิดแรงบันดาลใจใหม่ๆ ได้ตลอดเวลา ซึ่งเส้นทางความสำเร็จของแต่ละคน การรู้เท่าทัน – จัดการกับตัวเอง – จัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นได้ มันคือ best of the best ของการเริ่มต้น และก้าวไปสู่ Life Success แล้ว

 

Credit: hxdbzxy /Shutterstock

 

 

 

 

ที่มา: nextshark, techinasia


  • 994
  •  
  •  
  •  
  •  
prakai
prakai
'ชีวิต' ต้องมีสีสันหลากหลาย เหมือนกับความรู้ที่มีหลายมิติ ทั้งไลฟ์สไตล์, การตลาด, ดิจิทัล, ประเพณี-วัฒนธรรม