จากผู้สร้างชื่อ ‘แซนวิชใน 7-Eleven’ ที่มียอดขาย 2 แสนชิ้น/วัน ตอนนี้ NSL เตรียมก้าวสู่ ‘มหาชน’ กับเป้าหมายรายได้ 6 พันล้านบาทภายใน 5ปี

  • 811
  •  
  •  
  •  
  •  

จากสร้างชื่อในการเป็นผู้ผลิตแซนวิชอบร้อนให้กับเซเว่นอีเลฟเว่น (7-Eleven) จนกลายเป็นโปรดักท์ขายดีติดอันดับ ด้วยยอดขาย 200,000 ชิ้นต่อวัน  ‘เอ็นเอสแอล ฟู้ดส์’ หรือ NSL กำลังเปิดเกมครั้งใหม่  เพื่อเพิ่มขยายโอกาสทางธุรกิจ และขยายพอร์ตโตนอกเซเว่นอีเลฟเว่น โดยเตรียมเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย  และขยายโอกาสทางธุรกิจ ภายใต้กลยุทธ์ Nutrition Sustainable for Life

ปัจจุบันกลุ่มธุรกิจของ NSL แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่

กลุ่มแรก OEM การรับจ้างผลิตให้กับพาร์ทเนอร์ต่าง ๆ ยกตัวอย่างเช่น ‘เซเว่นอีเลฟเว่น’ ที่ทาง NSL รับหน้าที่ผลิตแซนวิชอบร้อนที่มีอยู่กว่า 20 รายการ เค้ก เบอร์เกอร์  ทูน่าสลัด  ขนมหวาน ฯลฯ ‘ท็อปส์ซูเปอร์มาร์เก็ต’ และ ‘แฟมิลี่มาร์ท’ ในการผลิตขนมปังเนื้อนุ่ม และขนมปังโฮลวีทภายใต้แบรนด์ Bakery Arigato , บัตเตอร์ฟรายส์ บัตเตอร์ ผลิตให้กับทาง ‘Auntie Anne’s’ เป็นต้น

กลุ่มที่ 2 snack การผลิตขนมขบเคี้ยวและขนมต่าง ๆ ในแบรนด์ของตัวเอง เช่น ขนมพริกกรอบแบรนด์ ChiLee  , พายแท่งแบรนด์ ‘ปังไท’ และ ‘Natural Bites’ ขนมเพื่อสุขภาพอุดมไปด้วยโปรตีนและไฟเบอร์ ที่คาดว่าจะวางจำหน่ายในช่วงไตรมาส 2 ของปีนี้

กลุ่มที่ 3 ฟู้ด เซอร์วิส ซึ่งได้มีการขยายการลงทุนไปเมื่อปี 2562 เพราะเห็นโอกาสการเติบโตของตลาดที่มีมูลค่าสูงถึง 20,000 ล้านบาท แต่ยังมีผู้เล่นรายใหญ่เพียงไม่กี่ราย โดยการบุกในตลาดนี้เริ่มแรกเน้นนำเข้าสินค้าอาหารแช่แข็ง เช่น เนื้อสัตว์แช่แข็ง อาทิ ปลาแซลมอน ปลาหิมะ เนื้อออสเตรเลีย หอยเชลล์ ส่วนในปีนี้มีการเพิ่มการลงทุนในส่วนของอาหารประเภท ready to cook และ ready to eat อาทิ การผลิตสูตรซอสอาหารสำเร็จรูปเพื่อส่งให้กับเชนร้านอาหารหรือโรงแรมต่างๆ อย่าง มีทบอล สปาเกตตี้ซอส ผักขมอบชีส เป็นต้น

โดย ณ ตอนนี้ 90% ยอดขายของบริษัทมาจากกลุ่ม OEM และการรับจ้างผลิตให้กับเซเว่นอีเลฟเว่นคิดเป็นสัดส่วน 90% ของยอดขายในกลุ่มนี้  ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่สูงและดูเป็นความเสี่ยงทางธุรกิจ หากวันใดวันนึงทาง ‘คู่ค้า’ เกิดพัฒนาสินค้าของตัวเองขึ้นมาเองหรือเปลี่ยนไปให้ ‘รายอื่น’ ทำหน้าที่ผลิตแทน

‘สมชาย อัศวปิยานนท์’ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เอ็นเอสแอล ฟู้ดส์ จำกัด (มหาชน) ได้อธิบายถึงประเด็นให้ฟังว่า ไม่ได้มองการทำธุรกิจกับเซเว่นอีเลฟเว่นเป็นความเสี่ยง เพราะได้ร่วมมือและเรียนรู้การทำงานกันมานานกว่า 20 ปี ตั้งแต่ปี 2544 กับการเป็นรายแรกที่พัฒนาอาหารกล่องแช่แข็ง ‘อีซี่โก’ (ezy go) ให้กับทางเซเว่นอีเลฟเว่น มาถึงในปี 2552 ในการพัฒนาแซนวิชอบร้อน โปรดักท์ยอดฮิตและขายดีประจำร้านสะดวกซื้อแห่งนี้ ด้วยกำลังผลิตอยู่ที่ 1,250,000 ชิ้นต่อวัน และมียอดขาย 200,000 ชิ้นต่อวัน

“อย่างที่บอกทำงานร่วมกันมานาน ได้เรียนรู้ เข้าใจวิธีการทำงานและเป้าหมายของเซเว่นอีเลฟเว่นว่าเป็นอย่างไร เขามีการรีเสิร์ช ระบบการทำงานแบบ  indeep มาก ทุกกระบวนการเข้มงวดมีประสิทธิภาพ ไม่งั้นคงไม่เติบโตมาถึงขนาดนี้ เราต้องเดินตามให้ทัน ถ้าไม่ทัน เขาไม่รอ ซึ่งมันเป็นเรื่องปกติของการทำธุรกิจ

และทาง NSL เองมีการทำ MOU ร่วมกันทั้งสองฝ่ายว่า จะร่วมพัฒนาและเติบโดไปด้วยกัน เราจะเป็นผู้ผลิตแซนวิชอบร้อนให้เซเว่นอีเลฟเว่นเพียงรายเดียว ไม่ผลิตให้ร้านสะดวกซื้อรายอื่น ขณะเดียวกันทาง เซเว่นอีเลฟเว่น ก็จะไม่นำสินค้าที่เราพัฒนาไปให้รายอื่นผลิต โดย MOU นี้เซ็นต์กันมาตั้งแต่ปี 2557 และต่อมาเรื่อย ๆ จนล่าสุดถึงปี 2569 จากนั้นค่อยว่ากัน”

เดินหน้าสู่ ‘มหาชน’ ภายใต้กลยุทธ์ Nutrition Sustainable for Life 

อย่างไรก็ตาม เพื่อสร้างการเติบโตในระยะยาวแบบแข็งแรง ทาง NSL มีแผนจะเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศประมาณไตรมาส 2 ของปี 2564 พร้อมกับวางแผนธุรกิจในระยะเวลา 5 ปี (2564-2568) ในการขยายพอร์ตธุรกิจใหม่ผ่านกลยุทธ์  Nutrition Sustainable for Life  มุ่งการผลิตอาหารและเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยนวัตกรรมการผลิตของบริษัทฯ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตผู้บริโภค สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปในยุคโควิด-19

ตามแผนในปี 2564 จะมีการขยายธุรกิจไปยังตลาดอาหารเพื่อสุขภาพ ซึ่งมีการเติบโตน่าสนใจ โดยทาง NSL จะโฟกัสไปยังอาหารเพื่อสุขภาพเฉพาะกลุ่ม และอาหารสำหรับคนในแต่ละช่วงวัยทั้งผู้สูงอายุและเด็ก , อาหารสำหรับผู้ป่วยที่เน้นรสชาติที่ถูกปากและความปลอดภัย จำหน่ายผ่านร้านโมเดิร์นเทรด คอนวีเนียนสโตร์ และผ่านช่องทางออนไลน์  เป็นต้น

นอกจากนี้อยู่ระหว่างการพัฒนาอาหารจาก plant based  ซึ่งทางสมชายบอกว่า เป็นเทรนด์ที่มาแรงและไม่ทำไม่ได้ คาดว่า จะเริ่มวางจำหน่ายโปรดักท์นี้ประมาณปี 2565 รวมถึงมีแผนจะขยายตลาดในต่างประเทศมากขึ้นด้วย

การขยับทั้งหมดจะทำให้ภายใน 5 ปีต่อจากนี้ คือ ตั้งแต่ปี 2564-2568 ทาง NSL ตั้งยอดขายไว้ที่ 6,000 ล้านบาท มาจากการ OEM ให้เซเว่นอีเลฟเว่น 70% และ 30% มาจากกลุ่มธุรกิจอื่น ๆ จากเดิมที่ ณ ปัจจุบัน สัดส่วนยอดขาย  OEM ให้เซเว่นอีเลฟเว่นอยู่ที่ 90%  อีก 10% มาจากอื่น ๆ

“เทรนด์ของธุรกิจอาหารที่มีการเติบโตดี เราเองอยากเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว จึงพยายามนำเสนอนวัตกรรมในการผลิตเพื่อขยายฐานสู่ตลาดใหม่ที่มีโฮกาสทางธุรกิจ ขณะเดียวกันก็พยายามบาลานช์พอร์ตของตัวเองด้วย”


  • 811
  •  
  •  
  •  
  •