รู้จักเทรนด์ ‘Analog Bag’ ผ่านเลนส์จิตวิทยาผู้บริโภค เมื่อคนลดเวลาจากมือถือ พักสมองล้าจากโลกดิจิทัล – ข่าวดราม่าบนโซเชียล พร้อมแนวทางกลยุทธ์แบรนด์รับเทรนด์

  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

Analog-Bag

ในยุคที่เต็มไปด้วยสภาวะ Content Overload ถาโถมเข้ามา พร้อมกับเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จนมนุษย์ต้องเร่งวิ่งเพื่อไล่ตามให้ทัน! ยิ่งผู้บริโภคยุคนี้ โดยเฉพาะ Gen Z และ Millennials ใช้ชีวิตอยู่กับหน้าจอสมาร์ทโฟนแทบจะตลอดเวลา และต้องวางมือถือไว้ข้างตัว พร้อมทั้งหยิบขึ้นมาเช็ค หรือไถฟีดหน้าจอทุกครั้งที่ว่าง

สิ่งเหล่านี้ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงทำให้เกิด “ความเหนื่อยล้าจากดิจิทัล” (Digital Fatigue) และถ้ายิ่งเสพติดการไถหน้าจอ อาจเสี่ยงเกิดพฤติกรรม Doomscrolling” คือ การเสพข่าวร้าย หรือเนื้อหาเชิงลบต่างๆ บนโซเชียลมีเดีย เช่น ข่าวดราม่า อยู่เป็นประจำและต่อเนื่องจนมากเกินไป อาจส่งผลต่อสุขภาพจิต สร้างความเครียด และความวิตกกังวลโดยไม่รู้ตัว! 

คนรุ่นใหม่จึงเริ่มมองหาทางออก ด้วยการหันเข้าหาโลก Analog เพื่อลดระยะเวลาการจ้องหน้าจอ พร้อมทั้งพักสายตา พักสมองจากมือถือ และโอบกอดความสุขที่เรียบง่าย เพื่อฮีลใจตัวเอง

นี่จึงทำให้เกิดเทรนด์ที่เรียกว่า Analog Bagการพกกระเป๋าที่ในนั้นมีสิ่งของที่ช่วยให้เรา “ลดเวลาจากหน้าจอสมาร์ทโฟน” หรือจากโลกดิจิทัลในช่วงเวลาหนึ่งๆ เช่น สมุดจดบันทึก, สมุดสเก็ตช์ภาพ, อุปกรณ์งานฝีมือที่พกพาสะดวก เช่น อุปกรณ์ถักนิตติ้ง อุปกรณ์ถักโครเชต์ อุปกรณ์ปักครอสติส, หนังสือ,​ นิตยสาร, กล้องถ่ายรูป โดยเป้าหมาย คือ การสร้างพฤติกรรมค่อยๆ ลดเวลาจดจ่ออยู่กับหน้าจอมือถือในแต่ละวัน และช่วยเพิ่มสมาธิให้กับตัวเอง

Doomscrolling

 

สำรวจอินไซต์คนรุ่นใหม่ แม้ใช้เวลากับออนไลน์ แต่ก็ต้องการสัมผัส “ประสบการณ์จริง และพื้นที่พักใจ”

คนรุ่นใหม่ ทั้ง Gen Z, Millennial เป็นกลุ่มคนที่ใช้ชีวิตอยู่กับโลกดิจิทัลแทบจะตลอดเวลา แต่ขณะเดียวกัน Insights ต้องการ “ประสบการณ์จริง” (Authentic Experience), การมองหา “ความหมายของชีวิต” และการโอบกอดความสุขที่เรียกว่า “JOMO” (Joy of missing out) ซึ่งเป็นโมเมนต์ที่ตัดขาดจากโลกโซเชียล เพื่อฟื้นฟูสุขภาพจิตใจและทวงคืนเวลาชีวิตของตนเองกลับมา โดยไม่จำเป็นต้องเกาะติดกระแสบนโลกโซเชียล หรือโลกดิจิทัลตลอดเวลา

สรุปอินไซต์เชิงลึกของคนรุ่นใหม่ ประกอบด้วย

  • Lifestyle is illusion: ผลวิจัยจาก IPG Mediabrands ร่วมกับ Milieu ระบุว่า 92% ของ Gen Z กำลังมองหาความหมายของชีวิตและอิสระที่แท้จริง พวกเขาเลิกยึดติดกับไลฟ์สไตล์ความสมบูรณ์แบบที่ถูก “สร้าง” ขึ้นมาโดยสังคมโซเชียล และหันมาให้ความสำคัญกับการเป็นตัวของตัวเองอย่างแท้จริง
  • Time for Boundary: คนรุ่นใหม่ต้องการสร้างอาณาเขตเพื่อดึงตัวเองออกจากความเร็วของเทรนด์และความกดดันจากสังคม พวกเขาต้องการเวลาที่ได้อยู่กับตัวเองเพื่อฟื้นฟูสุขภาพกายและใจ
  • Pause-Space Seeker: อินไซต์ระบุว่า Gen Z มองหาสถานที่ออฟไลน์ที่ทำให้พวกเขาได้พักและเป็นตัวเอง เช่น ร้านอาหารและคาเฟ่ (72%), สวนสาธารณะ (61%) หรือ Art Gallery (31%) เพื่อหลีกหนีจากการสวมบทบาทบนโลกออนไลน์
  • Work-Life Balance & Healthy Living: คนรุ่นใหม่ตระหนักว่าเวลา 24 ชั่วโมงนั้นมีจำกัด จึงไม่ต้องการผูกติดกับหน้าจอ เพื่อทำงาน หรือเสพข่าวตลอดเวลา แต่ต้องการแบ่งเวลาไปทำกิจกรรมในโลกจริงที่ส่งเสริมสมดุลในชีวิต และเสริมสร้างสุขภาพที่ดี

อ่านเพิ่มเติม: ทำความรู้จักและเข้าใจตัวตน ‘ผู้บริโภค 6 กลุ่ม’ ผู้เปลี่ยนเกมการตลาด

Analog Bag

 

ถอดรหัสจิตวิทยาผู้บริโภค Analog Bag” พกสิ่งของออฟไลน์ ช่วยลดเวลาการใช้สมาร์ทโฟน

จากอินไซต์ดังกล่าว พบว่าหนึ่งในเทรนด์ที่คนรุ่นใหม่หันมาทำกันมากขึ้น คือ การหันเข้าหาโลกออฟไลน์ อย่างเวลานี้เกิดเทรนด์ Analog Bag การพกกระเป๋า อาจเป็น Tote bag หรือกระเป๋าขนาดย่อม ในนั้นจัดเตรียมสิ่งของที่ช่วยให้เราอยู่กับโลกออฟไลน์ได้นานที่สุดเท่าที่จำเป็น เช่น สมุดจด, สมุดสเก็ตช์ภาพ, อุปกรณ์งานฝีมือ, พ็อกเก็ตบุ๊ก,​ นิตยสาร, กล้องถ่ายรูป เพื่อลดการใช้เวลาอยู่กับหน้าจอ

บางคนนิยาม Analog Bag ว่า “กล่องของเล่นสำหรับเพิ่มกาจดจ่อสมาธิ” ซึ่ง David Sax ผู้เขียนหนังสือ The Revenge of Analog เห็นด้วยกับเทรนด์นี้ เพราะมองว่าการที่คนเราจะนั่งสมาธิ แล้วเข้าสู่ภาวะจิตใจสงบได้ทันทีนั้น ไม่ใช่เรื่องที่คนส่วนใหญ่ทำได้ง่าย เพราะทุกวันนี้สมาร์ทโฟนมีทุกอย่างที่เราต้องการ ดังนั้นการลดเวลาจากหน้าจอ หรือโลกดิจิทัล เราจำเป็นต้องมีทางเลือกอื่นมาเติมเต็มช่องว่างนั้น

Analog Bag

นอกจากนี้เทรนด์ Analog Bag ยังเป็นส่วนหนึ่งของกระแสการพยายามถอยห่างจากพฤติกรรมการไถหน้าจอเสพข่าวดราม่าและข่าวเชิงลบต่างๆ อย่างต่อเนื่อง รวมถึงแรงกดดันที่ทำให้ผู้คนรู้สึกว่าต้องออนไลน์อยู่ตลอดเวลา (Always-on)

ข้อมูลจาก Ofcom หน่วยงานกำกับดูแลด้านโทรคมนาคมของสหราชอาณาจักร ระบุว่าผู้ใหญ่ในสหราชอาณาจักร โดยเฉลี่ยจะเช็คโทรศัพท์มือถือ หรือสมาร์ทโฟนทุกๆ 12 นาที

ขณะที่ USwitch เผยว่าเวลาเฉลี่ยต่อวันที่ผู้ใหญ่ในสหราชอาณาจักรใช้เวลากับหน้าจอเฉลี่ยวันละ 5 ชั่วโมง ซึ่งเป็นตัวเลขที่ไม่นับรวมเวลาการทำงานที่ต้องใช้หน้าจอเป็นหลัก

Digital-Fatigue

Sierra Campbell คอนเทนต์ครีเอเตอร์วัย 31 ปีจากแคลิฟอร์เนีย หนึ่งในผู้จุดประกายแนวคิด Analog Bag บน TikTok ได้เล่าว่าความกลัวที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตของเธอ คือ การนอนอยู่บนเตียงในวันสุดท้ายของชีวิต แล้วรู้สึกเสียใจกับเวลาที่หมดไปกับการก้มหน้าอยู่กับหน้าจอโทรศัพท์มือถือ

Campbell ได้แชร์การจัด Analog Bag ในช่อง TikTok ของเธอ ในกระเป๋ามีนิตยสาร New Yorker, ปากกาเจล และสมุดสเก็ตช์ ซึ่งวิดีโอของเธอมียอดเข้าชมมากกว่า 200,000 ครั้งภายใน 5 วัน

แรงบันดาลใจที่ทำให้ Campbell หันมาจัดกระเป๋า Analog Bag มาจากการอ่านหนังสือ “The Power of Habit” ของ Charles Duhigg อธิบายถึงองค์ประกอบของการสร้างนิสัย คือ สิ่งกระตุ้น (Cue), กิจวัตร (Routine) และรางวัล (Reward)

ทำให้ Campbell ตระหนักว่าแทนที่จะเลิกนิสัยติดหน้าจอแบบหักดิบ วิธีที่ได้ผลมากกว่า คือ คงสิ่งกระตุ้น และรางวัลเอาไว้ แต่เปลี่ยน “กิจวัตร” ที่ทำเป็นประจำ นั่นคือ การเปลี่ยนจากที่ต้องหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาดูอยู่บ่อยครั้ง มาเป็นการหยิบสิ่งของใน Analog Bag และใช้เวลากับกิจกรรมออฟไลน์แทน ซึ่งช่วยให้เธอสามารถลดเวลาการใช้หน้าจอจาก 7 ชั่วโมงต่อวัน เหลือเพียง 3 ชั่วโมงต่อวัน โดยไม่ต้องฝืนตัดขาดจากความเคยชินเดิม

Analog Bag

เช่นเดียวกับ Emily Karst รองผู้อำนวยการโรงเรียนในรัฐโอไฮโอ เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของการนำแนวคิด Analog Bag มาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน ปัจจุบันเธอพกกระเป๋าที่ในนั้นมีชุดสีน้ำ, สมุดวาดภาพ และชุดเย็บปักถัดร้อยติดตัวไปด้วยเสมอ เธอเล่าว่าเมื่อได้ลองนำมาใช้จริง กลับพบว่านี่คือวิธีการแก้ปัญหาได้จริง จากเดิมเธอมักจะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาทันทีที่มีช่วงเวลาว่างในแต่ละวัน ซึ่งไม่ใช่เพื่อค้นหาข้อมูลใดๆ แต่เป็นเพราะนิสัยความเคยชิน

จะเห็นได้ว่าเทรนด์ Analog Bag เมื่อมองลึกลงไป ไม่ใช่แค่การจัดกระเป๋าใส่สิ่งของสำหรับกิจกรรมออฟไลน์เท่านั้น แต่เมื่อมองผ่านจิตวิทยาผู้บริโภคที่ซ่อนอยู่ในนั้น พบว่าในยุคที่โลกหมุนเร็วขึ้น มีเทคโนโลยีใหม่ที่ต้องอัปเดตกันแทบจะวันต่อวัน ข้อมูลข่าวสารบนโซเชียลมีเดียที่ถาโถมเข้ามา รวมไปถึงความเครียด-ความกังวลจากสถานการณ์โลก-เศรษฐกิจ และสงคราม ผู้คนกลับ “โหยหา” พื้นที่ของการพักผ่อน และต้องการใช้เวลาอยู่กับโลกจริงมากขึ้น  

Analog Bag

 

What’s in my analog bag เปิดกระเป๋ามีไอเทมเด็ดอะไรบ้าง ?

สิ่งของที่อยู่ใน Analog Bag ของแต่ละคนจะถูกปรับแต่งให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของตัวเอง เพื่อทำหน้าที่เป็นพื้นที่พักจากโลกดิจิทัล ตัวอย่างไอเทมยอดนิยม เช่น

  • อุปกรณ์งานฝีมือ ช่วยดึงสมาธิให้จดจ่ออยู่กับชิ้นงานตรงหน้า เช่น ชุดอุปกรณ์ถักนิกติ้ง, อุปกรณ์ถักโครเชต์, งานปักครอสติช
  • แมกกาซีน และพ็อกเก็ตบุ๊ก เปลี่ยนจากการไถฟีดข่าว หรือตามติดประเด็นร้อนบนหน้าจอ มาพลิกหน้ากระดาษแมกกาซีน หรือพ็อกเก็ตบุ๊กเล่มโปรด เพื่อเสพเรื่องราวในจังหวะที่ช้าลง หรืออ่านผ่าน E-Reader พกพาสะดวก
  • อุปกรณ์เครื่องเขียน เช่น สมุดจดบันทึก พร้อมปากกาเจลสีสันสดใส, สมุดและอุปกรณ์สเก็ตช์ภาพ เพื่อปลดปล่อยไอเดียและเรื่องราวต่างๆ ผ่านการจด หรือวางภาพ
  • เกมปริศนา และของเล่นฝึกสมาธิ ลับสมองในยามว่าง เช่น หนังสือปริศนาอักษรไขว้, รูบิค
  • อุปกรณ์ศิลปะแบบพกพา เติมสีสันในเวลาว่างและทำให้จิตใจสงบ เช่น กล่องสีน้ำ, สมุดระบายสีสำหรับผู้ใหญ่
  • อุปกรณ์กล้อง นันทึกเรื่องราวผ่านภาพถ่ายจากกล้อง ไม่ว่าจะเป็นกล้องฟิล์ม, กล้องดิจิทัลพกพา หรือกล้องแบบ Instant Camera แทนการถ่ายด้วยสมาร์ทโฟน

Analog Bag

 

แนวทางกลยุทธ์แบรนด์รับเทรนด์ Analog Bag เมื่อดิจิทัลไม่ใช่คำตอบเดียวของการตลาด

ในยุคที่ผู้บริโภค โดยเฉพาะ Gen Z และ Millennials ต้องการพื้นที่แห่งการพักผ่อน และอยู่กับโลกจริงมากขึ้น แบรนด์ และนักการตลาดไม่ควรโฟกัสการตลาดและการสื่อสารบนดิจิทัล เพื่อแย่งชิงเวลา และ Attention ของผู้บริโภคจากโลกดิจิทัลเพียงอย่างเดียว หากแต่ต้อง “ผสมผสาน” ระหว่าง Physical และ Digital เพื่อนำพาแบรนด์เข้าไปอยู่ใน Customer Journey ของการใช้ชีวิตและไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค

ตัวอย่างกลยุทธ์หลักที่แบรนด์ควรปรับตัวรับเทรนด์ Analog Bag รวมทั้งในบริบทของ Digital Fatigue และ Doomscrolling เช่น

สร้างประสบการณ์ Phygital (Physical + Digital): แม้ช่องทางดิจิทัลยังคงเป็น Touchpoint สำคัญในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพ แต่ในยุคนี้ การสร้าง Engagement ไม่ควรยึดติดอยู่แค่บนหน้าจอ แบรนด์จำเป็นต้องผสมผสานประสบการณ์ออนไลน์และออฟไลน์ โดย curate ประสบการณ์ที่น่าสนใจและจับต้องได้ เพื่อดึงดูดให้คนรุ่นใหม่อยากออกมาสัมผัสประสบการณ์จริง ไม่ใช่แค่เพียงการปฏิสัมพันธ์บนโลกดิจิทัลเท่านั้น

เนรมิต/สนับสนุนพื้นที่ Analog Healing: แบรนด์สามารถเข้ามาเป็นสปอนเซอร์ หรือสร้างสถานที่/พื้นที่ หรือออกแบบแคมเปญการตลาด ด้วยแนวคิด “Analog Healing” ให้กับผู้คน เพื่อช่วยเยียวยาความเหนื่อยล้าจากหน้าจอ เช่น งานอีเวนต์คราฟต์, นิทรรศการงานศิลปะ หรือออกแบบพื้นที่/โซนที่ผู้คนสามารถนำสิ่งของที่อยู่ใน Analog Bag ของตัวเองมาใช้ได้อย่างสะดวก เพื่อนำพาแบรนด์เข้าไปอยู่ใน “Mental space” ของผู้บริโภค

Analog Bag

สร้าง Community แบบออฟไลน์ เพื่อความผูกพันระยะยาว: การสร้างความผูกพันเชิงลึก ไม่ได้มาจากยอด Engagement บนแพลตฟอร์มออนไลน์เพียงอย่างเดียว หากแต่เกิดจากการออกแบบประสบการณ์ที่ทำให้ผู้คนได้เข้ามามีส่วนร่วม และใช้เวลาร่วมกัน หนึ่งในกลยุทธ์ที่ตอบโจทย์ คือ การสร้าง Community แบบออฟไลน์

บทบาทของ Community ไม่ได้เป็นพื้นที่ของการขาย แต่เป็นพื้นที่รวมตัวกันของกลุ่มคนที่มีความสนใจร่วมกัน ได้พบปะและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ เช่น Community ของคนรักหนังสือ, งานคราฟต์ หรือกิจกรรมออฟไลน์อื่นๆ ที่ช่วยเชื่อมโยงผู้คนเข้าหากัน ซึ่งความสนใจเหล่านี้ ก็มักอยู่ใน Analog Bag อยู่แล้ว และการมี Community ที่ผูกพัน ย่อมนำไปสู่การสร้าง Trust และ Brand Love ให้กับแบรนด์นั้นๆ ในระยะยาว

การตลาดและการสื่อสารด้วยความจริงใจและเป็นแรงซัพพอร์ตทางใจ: ท่ามกลางภาวะ Digital Fatigue และวงจร Doomscrolling ผู้บริโภคไม่ได้มองหาแบรนด์ที่ตะโกนเสียงดังที่สุด เพื่อแย่งชิง Attention บนออนไลน์ แต่กำลังมองหาแบรนด์ที่จริงใจ เข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของพวกเขา คาดหวังให้แบรนด์มีความตรงไปตรงมา และทำหน้าที่เป็นแรงซัพพอร์ตทางใจ มากกว่าเร่งเร้ากระตุ้นให้ตัดสินใจซื้ออย่างเดียว

การตลาดในยุคนี้จึงต้องโอบกอดผู้บริโภคด้วยความจริงใจและส่งมอบความสุขในช่วงเวลา และโมเมนต์ที่เหมาะสม ซึ่งจะช่วยนำพาแบรนด์เข้าไปนั่งอยู่ในใจผู้บริโภค

Analog Bag

 

Source: The Guardian, npr, marie claire


  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
WP
อยู่ในแวดวงนิตยสารธุรกิจการตลาดกว่าสิบปี สนุกและชอบติตตามเทรนด์ ไลฟ์สไตล์ใหม่ๆ และอยากเรียนรู้เพิ่มเติมในแพลตฟอร์มดิจิทัล มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์การตลาดและดิจิทัลร่วมกันนะคะ