
เวลาพูดถึงประเทศจีน เรามักเห็นภาพความยิ่งใหญ่ เช่น ใหญ่ที่สุด, เร็วที่สุด, แพงที่สุด หรือล้ำหน้าที่สุด ซึ่งนั่นเป็นเพียงผลลัพธ์ภายนอกของความสำเร็จ แต่หากมองลึกลงไป การจะได้มาซึ่ง Wow! Factor ต่างๆ นั้น หัวใจสำคัญคือ “วิธีคิดของคนจีน” ว่าทำไมคนจีนถึงสามารถเรียนรู้-พัฒนา-ประยุกต์ใช้ได้เร็ว เพื่อสร้าง Business Model ใหม่ที่สร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน และทำเงินได้จริง โดยที่หลายธุรกิจ/แบรนด์ของจีน สามารถรุกฆาตแบรนด์ใหญ่ระดับโลก!
จากเซสชัน “China Intelligence: Business Model, AI และ Consumer ที่จีนทำได้ก่อนโลก” บนเวที AssetWise presents Marketing Oops! Summit 2026 โดย คุณดิศรา อุดมเดช CEO & Founder, Yell Worldwide ได้พาเราไปเจาะลึกถึงแก่นว่า ภายใต้ความก้าวหน้าของจีน อะไรคือวิธีคิดที่ซ่อนอยู่ของคนจีน และพฤติกรรมผู้บริโภคแบบไหนที่ผลักดันให้เกิด Use Case สุดว้าวระดับโลกเหล่านี้ได้
“แม้ประเทศจีนเป็นประเทศที่มี AI ของตัวเอง แต่ประเทศจีนไม่ได้ ‘ชนะ’ ด้วยการใช้ AI แต่จุดที่คนจีน ‘ชนะ’ คือการเปลี่ยน AI มาทำธุรกิจ ความเก่งของจีนอยู่ตรงนี้ เปลี่ยนสิ่งที่รู้ให้เป็นการทำเงิน ทำธุรกิจได้ และผลักดันในการทำให้เกิด ‘Wow! Factor’ ที่จีนเท่านั้นที่ทำได้”
จาก Live Commerce สู่การขายสิทธิ์ IP ด้วย AI สุดล้ำ
จุดเริ่มต้นที่สะท้อนภาพวิธีคิดของคนจีนได้อย่างชัดเจน คือกรณีศึกษาของอดีตติวเตอร์คนหนึ่งที่มีชื่อเสียงโด่งดัง มีทั้งผู้ติดตามจำนวนมาก และสามารถสร้างกระแส Viral ต่อมาได้ผันตัวมาทำ Live Commerce ในยุค Livestream Phenomenon ในจีน จนประสบความสำเร็จ แต่เขาไม่ได้หยุดความสำเร็จเพียงเท่านั้น หากแต่ได้ต่อยอดไปสู่การขาย “Intellectual Property” (IP) หรือลิขสิทธิ์ทางปัญญาของตัวเอง
นั่นคือ การเปลี่ยนจากใช้ตัวเองไลฟ์ขายของ หรือ “Human Live” ไปเป็น “การ IP และแบรนด์ดิ้งของตัวเอง” ไม่ว่าจะเป็นเสียง วิธีพูด บุคลิก และรูปแบบการตอบโต้ลูกค้า ทั้งหมดถูกถอดออกมาอยู่ในระบบ “AI” โดยทำหน้าที่ Live แทนมนุษย์ ด้วยเสียง วิธีพูด บุคลิกลักษณะเช่นเดียวกับเจ้าของ IP
ผลลัพธ์ของการเปลี่ยนจาก Human Live ไปสู่ AI Live
- ลดเวลาเตรียมตัวจาก 3–7 วัน เหลือเพียง 30 นาที
- GMV จาก 50 ล้านหยวน เพิ่มเป็น 55 ล้านหยวน ภายในราว 5 ชั่วโมง
- การเติบโตเร็วขึ้นถึง 10 เท่า
เคสนี้แสดงให้เห็นถึงวิธีคิดของคนจีนที่นำ “ตัวคน” ในฐานะสินทรัพย์ที่สามารถแตกออกเป็นลิขสิทธิ์ทางปัญญา รายได้ และระบบ ผ่านเทคโนโลยี AI ซึ่งไม่ใช่แค่การใช้เทคโนโลยีเท่านั้น แต่ใช้เพื่อ “ปลดล็อกข้อจำกัดของมนุษย์” กลายเป็นระบบที่ขายได้ต่อเนื่อง ขยายได้เร็ว และกลายเป็น Business Model ใหม่ ซึ่งเชื่อมไปสู่ 3 วิธีคิดหลักของคนจีน คือ AI ที่ต้องทำเงินได้, Speed & Scale และ Consumer Insight

AI ปฏิวัติธุรกิจ เปลี่ยนให้กลายเป็น “โมเดลธุรกิจทำเงิน”
จีนไม่ได้แค่ใช้ AI แต่เอา AI มาเปลี่ยนเป็น Business Model และสร้างยอดขายได้อย่างมหาศาล ซึ่งเกิดขึ้นแล้วในหลายธุรกิจ
– ใช้ AI เป็นตัวกลางในการเชื่อม Ecosystem เพื่อย่น Customer Journey ที่สั้นขึ้น เร็วขึ้น เพื่อสร้างประสบการณ์ที่สะดวกและง่ายขึ้นให้กับลูกค้า ตัวอย่างเช่น
- Alibaba มีการทำ Live ชา ถ้าอยากสั่งเครื่องดื่มชาก็สามารถสั่งผ่านแพลตฟอร์มได้เลย จากเดิมที่ผู้บริโภคต้องสลับหลายแอปฯ เพื่อซื้อของหรือใช้บริการ แต่จีนพยายาม Short Cut หรือย่น Customer Journey ให้สั้นที่สุด
- WeChat ที่เปิดให้นักพัฒนาสามารถพัฒนา AI ร่วมกับ WeChat ได้ ภาพในอนาคตคือ แทนที่ผู้ใช้ต้องเปิด Mini App หลายตัว เช่น แอปฯ เรียกรถ, แอปฯ สั่งร้านอาหาร ผู้ใช้สามารถบอก AI ใน WeChat ได้เลย เช่น ต้องการสั่งอาหาร หรือจองร้านอาหาร, เรียกรถ จากนั้น WeChat จะผสานกับ Ecosystem และ Mini App ต่างๆ เพื่อช่วยจองร้าน หรือสั่งอาหาร หรือเรียกรถให้
– อีกโมเดลที่น่าสนใจ คือ แนวคิด “One Person Business” หรือการทำให้คนขายของและคนทำแบรนด์สามารถทำธุรกิจได้ด้วยตัวคนเดียว โดยมี AI Agent ทั้งบริษัทอยู่ข้างหลัง ทำให้ AI ไม่ใช่เครื่องมือเดี่ยว แต่กลายเป็น “โครงสร้างองค์กร” ที่ถูกออกแบบมาเพื่อทำงานในแต่ละตำแหน่งหน้าที่
- AI Agent จัด Organization Chart ให้ผู้ประกอบการได้ เช่น มี AI ตัวหนึ่งเป็น Hook Specialist ทำหน้าที่คิด Hook ภายใน 3 วินาทีแรกสำหรับ Live Commerce เพราะในจีน การดึงคนให้อยู่กับไลฟ์ตั้งแต่ช่วงแรกสำคัญมาก ขณะที่ AI อีกตัวทำหน้าที่คิดภาพรวมคอนเทนต์การขาย ส่วน AI อีกตัวทำหน้าที่ตอบคอมเมนต์ และอีกตัวเชื่อมกับ Logistics Platform
– โมเดล “Livestream Slicing” ที่ต่อยอดจาก Live Commerce เดิม ในตลาดจีน คนดังหรืออินฟลูเอนเซอร์ที่มีผู้ชมจำนวนมาก อาจมีช่วง On Peak ที่คนดูหลักแสนถึงหลักล้าน แต่ในจีน แม้ช่วง Off Peak ก็ยังอาจมีคนดูหลักล้านจากขนาดประชากรที่ใหญ่
- ใช้ AI Live มาช่วยในช่วง Off Peak
- เอาคลิป Live ต้นฉบับไปขายต่อ โดยเปิดให้สามารถนำทรัพย์สินหรือ IP ของ Live ไปตัดต่อ ทำ Duet หรือสร้างคอนเทนต์ใหม่ แล้วรับ Affiliate ได้
“วิธีคิดของคนจีน ไม่ว่าจะมีเทคโนโลยีใหม่อะไรเกิดขึ้น จุดสำคัญไม่ใช่ความว้าวของเทคโนโลยีนั้น แต่คนจีนเรียนรู้ไปพร้อมกับคนทั้งโลก แล้วนำมาสร้างเป็น ‘Business Model’ ที่ทำเงินได้จริง เพราะสำหรับจีน คือ ชาติแห่งการค้าที่เปลี่ยนทุกโอกาสให้กลายเป็นเงินได้เสมอ”

“Speed & Scale” สูตรธุรกิจจีนรุกโตเร็วแบบก้าวกระโดด
Business Model Blueprint ของจีน ขับเคลื่อนบน 2 กลยุทธ์หลักคือ “Speed & Scale” สะท้อนได้จากสถิติค่าเฉลี่ยระยะเวลาของบริษัทสตาร์ทอัพทั่วโลก ใช้เวลา 7 ปีในการก้าวไปสู่การเป็น “ยูนิคอร์น” (บริษัทที่มีมูลค่ามากกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) แต่สำหรับบริษัทจีน ใช้เวลาเฉลี่ย 4.2 ปีในการเติบโตไปสู่การเป็นยูนิคอร์น
แสดงให้เห็นว่าคนจีนให้ความสำคัญกับ “Speed & Scale” อย่างมาก และเป็นแกนหลักของโมเดลธุรกิจของจีน ดังตัวอย่างแบรนด์ “Cotti Coffee” เชนร้านกาแฟรายใหญ่ของจีนที่ใช้เวลาไม่ถึง 2 ปี สามารถขยายสาขาแซงหน้าเชนใหญ่ระดับโลกอย่าง Starbucks ในตลาดจีนไปแล้ว ด้วยจำนวนสาขามากกว่า 20,000 สาขา
กลยุทธ์ของ Cotti Coffee คือ การขายเครื่องดื่มกาแฟในราคา 9.90 หยวน หรือไม่เกิน 50 บาท ทำให้ผู้บริโภคจีนเข้าถึงกาแฟคุณภาพดี ในราคาต่ำกว่า 10 หยวน เมื่อเจาะลึกโครงสร้างต้นทุนต่อแก้วของ Cotti Coffee แบ่งเป็น
- ค่าเช่าและค่าใช้พื้นที่สาขาประมาณ 50 หยวน
- ค่าพนักงาน 90 หยวน
- ค่า Delivery Platform Fee 2.20 หยวน
- ค่าวัตถุดิบจากโรงงานของ Cotti Coffee เอง 50 หยวน
- รวมแล้วอยู่ที่ประมาณ 11-12 หยวน แต่ Cotti Coffee เลือกขายในราคา 90 หยวน เท่ากับแบรนด์ subsidize ที่ 1-3 หยวนต่อแก้ว
แต่เหตุผลที่แบรนด์ยอมแบกรับต้นทุน เนื่องจากต้องการ Speed to market ที่เร็วขึ้น และ Scale ธุรกิจให้ใหญ่ขึ้น ทั้งการขยายสาขา, ตัวเลขการเติบโต เพื่อนำตัวเลขการเติบโตเหล่านี้ไปแสดงให้กับนักลงทุนเห็นถึงโอกาสและศักยภาพของ Cotti Coffee
“จะเห็นได้ว่าทำไมธุรกิจจีนถึง burn เงินอย่างหนัก และโตเร็วแบบก้าวกระโดด นี่คือวิธีการคิดของคนจีนในการทำ Speed & Scale ดังนั้นถ้าจะไปแข่งขันในตลาดจีน ถ้าใจไม่ได้อยากไปให้ใหญ่ อย่าไป เราทำเล็กๆ อยู่บ้านเราดีกว่า หรือหาตลาดประเทศข้างเคียง ที่ยังมีความ Craft หรือความเป็น Artisan”

อินไซต์ผู้บริโภคจีน “อยากได้ แต่ไม่บอก” – จะชนะใจต้องขาย “อารมณ์ความรู้สึก”
นอกจากเข้าใจวิธีคิดของคนจีนต่อการใช้เทคโนโลยี มาสร้างเป็นโมเดลธุรกิจ และการขับเคลื่อนด้วยกลยุทธ์ Speed & Scale แล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญเช่นกัน คือ การเข้าใจอินไซต์ “ผู้บริโภคจีน”
คนจีนมีพฤติกรรมแบบ “Unspoken Desires, expressed through Purchasing” คือ อยากได้ แต่ไม่บอก หรือมีความรู้สึกบางอย่างที่ไม่ได้พูดออกมา และแสดงออกผ่านการซื้อ
เหตุผลว่าทำไม “การซื้อ” จึงกลายเป็นช่องทางแสดงออกของคนจีน ต้องย้อนกลับไปดู “Life Journey” ของคนจีนตั้งแต่เด็กจนโตเป็นผู้ใหญ่และเข้าสู่ช่วงสูงวัย
- ช่วงเกิดถึง 18 ปี คนจีนเติบโตภายใต้แรงกดดันจากค่านิยมด้านการศึกษาอย่างเข้มข้น เพื่อแข่งขันเข้าสู่มหาวิทยาลัย นอกจากนั้นความคาดหวังไม่ได้หยุดแค่ปริญญาตรี – ปริญญาโทเท่านั้น แต่คนจีนจำนวนมากมองว่าการเรียนต่อจนถึงระดับปริญญาเอก เป็นเป้าหมายที่ควรไปให้ถึง ส่งผลให้จำนวนผู้จบการศึกษาระดับ ในจีนเพิ่มสูงขึ้น
- ช่วงอายุ 18-35 ปี เข้าสู่ Early Career และวัฒนธรรมการทำงานแบบ 996 คือทำงานตั้งแต่ 9 โมงเช้าถึง 3 ทุ่ม ใน 6 วันต่อสัปดาห์
- ช่วงอายุ 35-50 ปี กลายเป็น Sandwich Generation ที่ต้องดูแลทั้งพ่อแม่ของตัวเอง พ่อแม่ของคู่ชีวิต คู่ชีวิต และลูก
- ส่วนคนอายุ 50 ปีขึ้นไป ยังต้องสู้ต่อ ต้องปรับตัวกับเทคโนโลยี หรือในบางครอบครัว หากลูกไม่มีเวลาเลี้ยงลูกของตัวเอง ก็ต้องช่วยเลี้ยงหลานแทน
ด้วย Life Journey ดังกล่าว ทำให้จีนเป็นสังคมที่มีความเครียดสูง และความรู้สึกจำนวนมากไม่สามารถพูดออกมาได้ตรงๆ จึงแสดงออกผ่านการซื้อ
แบรนด์ที่เข้าใจผู้บริโภคจีน และชนะใจได้ ไม่ได้ขายแค่สินค้า แต่ควรขาย “อารมณ์ความรู้สึก” ไม่ว่าจะเป็นการช่วยปลดปล่อยความเครียด หรือเติมเต็มความรู้สึกบางอย่าง สร้างพื้นที่ช่วยฮีลใจ อย่าง Art Toy ไม่ได้ซื้อมาเล่น แต่ซื้อมาเพื่อเป็นตัวแทนอารมณ์ความรู้สึกของตัวเอง หรือกิจกรรม Hyrox แม้เป็นกิจกรรมออกกำลังกายที่ต้องใช้แรงเยอะ แต่เป็นความเหนื่อยที่ผู้เล่นรู้สึกว่ามีจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดในแต่ละด่าน

“เวลาเรามองจีน อย่ามองแค่ความว้าวของ AI หรือความล้ำของเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ต้องมองให้ครบทั้ง 3 ระดับ คือ Business Model, Speed & Scale และ Consumer Insight เพราะเมื่อเราเข้าใจครบทั้ง 3 มิติ เราจะเข้าใจจริงๆ ว่าทำไมจีนถึงทำหลายอย่างได้เร็วและไปได้ไกลกว่าที่เราคิด
วันนี้จีนเข้ามาในไทยมากขึ้น และเราต้องทำธุรกิจแข่งกับจีน รวมถึงแข่งขันกับอีกหลายประเทศ แต่สิ่งหนึ่งที่เชื่อว่าคนไทยมี คือความสามารถในการรับรู้และเข้าใจความรู้สึกของมนุษย์ได้ดีมาก คนไทยมี Sensor ทางอารมณ์ความรู้สึกที่ละเอียดและลึกซึ้ง เราต้องเก็บความสามารถนี้ไว้ และหยิบมาใช้ให้เป็นจุดแข็ง
เพราะสุดท้าย ไม่ว่าคู่แข่งจะแข็งแกร่งแค่ไหน มีเทคโนโลยีมากแค่ไหน แต่เชื่อว่าถ้าเราเข้าใจมนุษย์ได้อย่างลึกซึ้ง เราก็ยังมีโอกาสชนะได้ในแบบของเราเอง”
สรุปจาก #AICommerceComsumerTheater Session: China Intelligence: Business Model, AI และ Consumer ที่จีนทำได้ก่อนโลก โดยคุณดิศรา อุดมเดช CEO & Founder, Yell Worldwide ในงาน #AssetWisepresentsMarketingOopsSummit2026






