คนไทยอยู่คนเดียวมากขึ้น เปิดโอกาส ‘3S Economy’ ตลาดใหม่ที่ธุรกิจต้องออกแบบเพื่อชีวิตหนึ่งคน

  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

ภาพของคนหนึ่งคนนั่งรับประทานอาหาร เดินทาง หรือใช้เวลาว่างตามลำพัง กำลังกลายเป็นเรื่องธรรมดาในเมืองใหญ่ เช่นเดียวกับคอนโดขนาดกะทัดรัด ร้านอาหารที่รองรับลูกค้ามาคนเดียว บริการส่งอาหารเฉพาะบุคคล และแพ็กเกจท่องเที่ยวที่ไม่ต้องรอเพื่อนร่วมทาง

เบื้องหลังภาพเหล่านี้คือโครงสร้างครัวเรือนของไทยที่กำลังเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ

ข้อมูลที่วิจัยกรุงศรีอ้างอิงจาก Euromonitor International ระบุว่า ในปี 2568 ประเทศไทยมีสัดส่วนครัวเรือนที่มีสมาชิกเพียงคนเดียว 29.5% สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกซึ่งอยู่ที่ 21.9% หากสัดส่วนดังกล่าวเติบโตเฉลี่ยปีละ 1.8% ต่อเนื่อง ภายในปี 2585 ครัวเรือนเดี่ยวในไทยอาจเพิ่มขึ้นแตะ 40% ของครัวเรือนทั้งหมด

ตัวเลขนี้กำลังส่งสัญญาณถึงตลาดขนาดใหญ่ที่ธุรกิจต้องทำความเข้าใจ เพราะผู้บริโภคที่อยู่คนเดียวมีวิธีตัดสินใจ ใช้เงิน ดูแลสุขภาพ และวางแผนชีวิตแตกต่างจากครัวเรือนแบบเดิมหลายด้าน

“คนโสด” และ “คนอยู่คนเดียว” คือผู้บริโภคคนละกลุ่ม

หนึ่งในประเด็นสำคัญของรายงาน The Single Economy Survey Part 2: การพักอาศัยและไลฟ์สไตล์ของการอยู่คนเดียว คือการแยกระหว่างสถานะความสัมพันธ์กับรูปแบบการพักอาศัย

คนโสดอาจยังอาศัยอยู่กับพ่อแม่ ญาติ หรือเพื่อน ขณะเดียวกัน คนที่อยู่คนเดียวอาจมีแฟน แต่งงานแล้ว หรือเคยผ่านชีวิตคู่มาแล้ว

ผลสำรวจคนเมืองอายุ 24 ปีขึ้นไปจำนวน 2,202 คน พบว่าเกือบ 1 ใน 4 หรือ 23% พักอาศัยอยู่คนเดียว ส่วนอีก 77% อยู่ร่วมกับผู้อื่น ในกลุ่มที่อยู่คนเดียว 75% มีสถานะโสด 16% มีแฟนแต่ยังไม่ได้แต่งงาน ส่วนผู้ที่แต่งงานแล้วและกลุ่มหม้ายหรือหย่าร้างมีสัดส่วนราว 4-5%

ข้อมูลนี้ทำให้ตลาด Single Economy มีขอบเขตกว้างกว่าสินค้าและบริการสำหรับ “คนโสด” เพราะโจทย์ที่ธุรกิจต้องตอบยังครอบคลุมคนที่ต้องบริหารบ้าน ค่าใช้จ่าย สุขภาพ และชีวิตประจำวันด้วยตัวเอง

คนที่อยู่คนเดียวเกือบครึ่งเลือกพักในคอนโดหรือห้องชุด ขณะที่กลุ่มอยู่ร่วมกับผู้อื่นเกือบ 3 ใน 4 พักในบ้านเดี่ยวหรือทาวน์เฮาส์ นอกจากนี้ กลุ่ม Solo Living มากกว่าครึ่ง หรือราว 56% เป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยของตนเอง โดยผู้มีกรรมสิทธิ์มีอายุเฉลี่ย 43 ปี ส่วนผู้เช่ามีอายุเฉลี่ย 36 ปี

จึงไม่ควรตีความว่าคนอยู่คนเดียวมีแต่คนวัยเริ่มทำงาน เช่าห้องขนาดเล็ก และมีรายได้จำกัด เพราะภายในกลุ่มนี้ยังมีผู้บริโภควัยกลางคน เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ และผู้มีกำลังซื้อที่ตัดสินใจใช้เงินด้วยตนเองเต็มรูปแบบ

คอนโด การไม่มีลูก และสถานะความสัมพันธ์ เชื่อมโยงกับ Solo Living

ผลวิเคราะห์เชิงเศรษฐมิติของวิจัยกรุงศรีพบว่า คนที่อยู่คอนโดมิเนียมมีโอกาสพักอาศัยคนเดียวมากกว่าผู้ที่ไม่ได้อยู่คอนโดประมาณ 6.5 เท่า

ผู้ที่ไม่มีลูก 31% อยู่คนเดียว เทียบกับกลุ่มที่มีลูกเพียง 5% โดยคนไม่มีลูกมีโอกาสใช้ชีวิตแบบ Solo Living มากกว่าคนมีลูกราว 3.4 เท่า

ด้านความหลากหลายทางเพศ กลุ่ม LGBTQ+ มีสัดส่วนอาศัยอยู่คนเดียว 39% สูงกว่าผู้หญิงที่ 23% และผู้ชายที่ 19% ส่วนคนโสดมีโอกาสพักอยู่คนเดียวมากกว่าคนมีคู่ประมาณ 6.8 เท่า

ตัวแปรเหล่านี้ช่วยให้ธุรกิจเห็นภาพผู้บริโภคชัดขึ้น อย่างไรก็ตาม อายุ รายได้ ระดับการศึกษา และการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัย ไม่พบความสัมพันธ์กับการอยู่คนเดียวอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในผลสำรวจชุดนี้

หมายความว่า Solo Living กระจายตัวอยู่ในหลายระดับรายได้และหลายช่วงวัย การแบ่งตลาดด้วยอายุหรือฐานะเพียงอย่างเดียวจึงอาจไม่เพียงพอ ธุรกิจต้องมองถึงโครงสร้างครอบครัว รูปแบบที่อยู่อาศัย และความรับผิดชอบที่แต่ละคนต้องจัดการด้วยตัวเองด้วย

อิสระคือข้อดีหลักของชีวิตที่ตัดสินใจเองได้

คำว่า “อยู่คนเดียว” มักถูกเชื่อมโยงกับความเหงาหรือการขาดคนดูแล แต่ผลสำรวจแสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคจำนวนมากมองเห็นคุณค่าของชีวิตที่บริหารด้วยตัวเอง

58% มองว่าข้อดีของชีวิตโสดคือการมีอิสระ อยากกิน เที่ยว หรือซื้ออะไรก็เลือกได้ตามต้องการ 57% ชอบที่วางแผนชีวิตและตัดสินใจได้ง่าย และ 54% ให้คุณค่ากับความยืดหยุ่น สามารถจัดสรรเวลาให้ตัวเองได้เต็มที่ มีเพียง 1% ที่มองว่าชีวิตโสดไม่มีข้อดีเลย

อิสระเหล่านี้ส่งผลต่อพฤติกรรมการซื้อโดยตรง ผู้บริโภคหนึ่งคนสามารถเลือกสินค้า บริการ และประสบการณ์ตามความต้องการส่วนตัว โดยไม่ต้องประนีประนอมกับสมาชิกคนอื่นในบ้าน

โอกาสของธุรกิจจึงไม่ได้อยู่ที่การย่อสินค้าสำหรับครอบครัวให้มีขนาดเล็กลงเท่านั้น สินค้าต้องช่วยลดภาระ จัดการง่าย ใช้พื้นที่น้อย และให้ความรู้สึกคุ้มค่าสำหรับผู้ใช้หนึ่งคน

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด ได้แก่ อาหารแบบหนึ่งมื้อ บริการสมาชิกที่ปรับระดับได้ เครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดพอดี ห้องพักที่ใช้พื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ บริการทำความสะอาดรายครั้ง หรือระบบ Smart Home ที่ช่วยให้ดูแลบ้านและความปลอดภัยได้โดยไม่ต้องพึ่งคนอื่น

การอยู่คนเดียวทำให้ “สุขภาพ” กลายเป็นหลักประกันของชีวิต

อีกหนึ่ง Insight สำคัญคือ คนอยู่คนเดียวมีแนวโน้มลงทุนกับการดูแลตัวเอง โดยเฉพาะสุขภาพและการเตรียมพร้อมสำหรับเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ผลสำรวจพบว่า 30% ของผู้ตอบที่พักอาศัยอยู่คนเดียวออกกำลังกายหรือเข้าฟิตเนสทุกสัปดาห์ สูงกว่ากลุ่มที่อยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

พอถามถึงสิ่งที่ต้องเตรียมสำหรับการใช้ชีวิตคนเดียวในอนาคต 62% เลือกการดูแลสุขภาพกายและใจเป็นอันดับแรก ตามด้วยการเตรียมที่อยู่อาศัย 19% การเพิ่มพูนความรู้ 14% และการสร้างเครือข่ายทางสังคม 5%

พฤติกรรมนี้เปิดพื้นที่ให้ธุรกิจสุขภาพ ฟิตเนส Wellness อาหารเพื่อสุขภาพ ประกัน บริการตรวจสุขภาพ และเทคโนโลยีติดตามอาการ สามารถพัฒนาข้อเสนอที่ออกแบบรอบชีวิตของคนคนเดียวได้มากขึ้น

ความต้องการไม่ได้หยุดอยู่ที่การรักษาโรค แต่ครอบคลุมการป้องกัน การติดตามสุขภาพ การเข้าถึงผู้เชี่ยวชาญ และระบบช่วยเหลือฉุกเฉิน เพราะสุขภาพที่แข็งแรงคือเงื่อนไขสำคัญของการพึ่งพาตัวเอง

คนอยู่คนเดียวเตรียมใช้บริการมืออาชีพมากขึ้นตามวัย

คำถามสำคัญสำหรับผู้ที่ใช้ชีวิตคนเดียวคือ ใครจะเข้ามาดูแลยามเจ็บป่วยร้ายแรง

ในกลุ่มผู้มีอายุ 50 ปีขึ้นไปที่อยู่คนเดียว 61% ระบุว่าจะดูแลตัวเองให้ถึงที่สุดหรือจ้างผู้ดูแลมืออาชีพ สัดส่วนดังกล่าวอยู่ที่ 55% ในกลุ่มอายุ 40-49 ปี และ 47% ในกลุ่มอายุ 24-39 ปี

ด้านผู้ที่พักร่วมกับคนอื่น กลุ่มอายุ 24-39 ปีพึ่งพาญาติหรือคนรักสูงถึง 65% ตามด้วยกลุ่มอายุ 40-49 ปีที่ 61% และกลุ่มอายุ 50 ปีขึ้นไปที่ 57%

ข้อมูลนี้ชี้ให้เห็นว่าธุรกิจดูแลผู้สูงอายุ บริการพยาบาลที่บ้าน ศูนย์พักฟื้น บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน และประกันที่ครอบคลุมค่าผู้ดูแล มีโอกาสเติบโตตามจำนวนผู้สูงวัยที่อยู่คนเดียว

ความน่าเชื่อถือของผู้ให้บริการจะกลายเป็นปัจจัยสำคัญ เพราะลูกค้ากลุ่มนี้กำลังมอบความปลอดภัย สุขภาพ และชีวิตประจำวันให้บุคคลภายนอกเข้ามาดูแล แบรนด์จึงต้องสร้างมาตรฐาน ระบบตรวจสอบ และประสบการณ์ที่ทำให้ผู้ใช้รู้สึกมั่นใจได้จริง

อยู่กับคนอื่นวันนี้ ก็อาจเตรียมใช้ชีวิตคนเดียวในอนาคต

ผู้ตอบแบบสำรวจ 73% เชื่อว่าวันหนึ่งตนเองอาจต้องอยู่คนเดียวและพึ่งพาตัวเอง อย่างไรก็ตาม การพักอาศัยอยู่คนเดียวในปัจจุบันไม่ได้เป็นตัวกำหนดความเชื่อนี้อย่างมีนัยสำคัญ

ปัจจัยที่สัมพันธ์กับมุมมองดังกล่าว ได้แก่ อายุ เพศ สถานะความสัมพันธ์ และการมีบุตร โดยกลุ่ม LGBTQ+ และผู้หญิงมีโอกาสเห็นด้วยกับแนวคิดว่าต้องพึ่งพาตัวเองในอนาคตมากกว่าผู้ชาย 2.8 เท่าและ 1.8 เท่าตามลำดับ ส่วนคนโสดและคนไม่มีลูกมีโอกาสเห็นด้วยมากกว่ากลุ่มเปรียบเทียบราว 1.9 เท่า

ตลาดของสินค้าและบริการเพื่อ Solo Living จึงใหญ่กว่าจำนวนคนที่อาศัยอยู่คนเดียวในปัจจุบัน ผู้ที่ยังพักกับครอบครัวหรือคู่ชีวิตจำนวนหนึ่งก็กำลังคิดเรื่องสุขภาพ ที่อยู่อาศัย เงินออม และระบบดูแลตัวเองในอนาคต

นี่คือโอกาสของแบรนด์ที่จะเข้ามาช่วยวางแผนตั้งแต่ผู้บริโภคยังไม่เข้าสู่ช่วงชีวิตที่ต้องอยู่ลำพังเต็มตัว

“3S Economy” ตลาดที่เชื่อมคนโสด คนอยู่คนเดียว และผู้สูงวัย

วิจัยกรุงศรีสรุปทิศทางตลาดนี้ผ่านแนวคิด 3S Economy ซึ่งประกอบด้วย

Single กลุ่มคนโสดที่ตัดสินใจใช้เงินตามเป้าหมายของตัวเอง
Solo กลุ่มที่พักอาศัยหรือดำเนินชีวิตด้วยตัวเอง
Silver กลุ่มผู้สูงวัยที่มีแนวโน้มอยู่คนเดียวมากขึ้น

ผู้บริโภคแต่ละกลุ่มมีความต้องการบางส่วนทับซ้อนกัน ทั้งเรื่องความสะดวก สุขภาพ ความปลอดภัย ความยืดหยุ่น และบริการที่ช่วยลดภาระในการจัดการชีวิต

งานวิจัยยังระบุว่า ผู้ตอบมากกว่าครึ่งสนใจผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินที่ออกแบบให้เหมาะกับชีวิตของตน เช่น บัญชีเงินฝากที่เชื่อมกับแผนการเงินระยะยาว บริการดูแลหรือพยาบาลพิเศษยามเจ็บป่วย สิทธิสมาชิกแอปหาคู่ระดับพรีเมียม และแคมเปญท่องเที่ยวสำหรับผู้เดินทางคนเดียว

โอกาสทางธุรกิจจึงกระจายอยู่ในหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่อสังหาริมทรัพย์ การเงิน ประกัน สุขภาพ รีเทล อาหาร เทคโนโลยี ไปจนถึงการท่องเที่ยว

สิ่งที่เชื่อมทุกหมวดเข้าด้วยกันคือการออกแบบประสบการณ์โดยมองผู้บริโภคหนึ่งคนเป็นหน่วยหลัก ทั้งด้านราคา ปริมาณ การใช้งาน ความปลอดภัย และบริการหลังการขาย

ธุรกิจต้องออกแบบระบบชีวิต ไม่ใช่เพียงสินค้าไซซ์เล็ก

ตลาดคนอยู่คนเดียวอาจเริ่มต้นจากอาหารหนึ่งมื้อ ห้องหนึ่งห้อง หรือแพ็กเกจสำหรับหนึ่งคน ทิศทางระยะยาวอยู่ที่การสร้างระบบที่ช่วยให้คนคนหนึ่งดูแลชีวิตได้ครบวงจร

อสังหาริมทรัพย์ต้องคิดถึงพื้นที่ส่วนกลาง ความปลอดภัย และบริการที่เรียกใช้ได้ตามต้องการ ธุรกิจการเงินต้องช่วยวางแผนสำหรับคนที่ไม่มีรายได้หรือทรัพย์สินของคู่ชีวิตมารองรับ ธุรกิจสุขภาพต้องเชื่อมการป้องกัน การรักษา และการดูแลระยะยาว ส่วนเทคโนโลยีต้องช่วยลดงานประจำวัน พร้อมสร้างความอุ่นใจให้ผู้ใช้และคนใกล้ชิด

ข้อมูลชุดนี้มาจากการสำรวจออนไลน์ของคนเมืองอายุ 24 ปีขึ้นไปจำนวน 2,202 คน ในช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2568 โดยผู้ตอบส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงและพนักงานเอกชน จึงควรใช้เพื่อทำความเข้าใจทิศทางและพฤติกรรมของกลุ่มตัวอย่าง มากกว่าการเหมารวมเป็นตัวแทนคนไทยทั้งหมด

ถึงอย่างนั้น สัดส่วนครัวเรือนเดี่ยวที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก และความพร้อมของผู้บริโภคในการลงทุนกับสุขภาพ ที่อยู่อาศัย และการพึ่งพาตัวเอง กำลังบอกว่าการอยู่คนเดียวมีน้ำหนักต่อเศรษฐกิจไทยมากขึ้นเรื่อย ๆ

แบรนด์ที่มองเห็นผู้บริโภคหนึ่งคนอย่างครบถ้วน มีโอกาสสร้างตลาดได้ไกลกว่าสินค้าสำหรับคนโสด เพราะสิ่งที่คนกลุ่มนี้กำลังมองหาคือคุณภาพชีวิตที่บริหารได้ด้วยตัวเอง พร้อมความมั่นใจว่าจะยังใช้ชีวิตได้ดีในวันที่ต้องพึ่งพาตัวเองมากขึ้นค่ะ


  •  
  •  
  •  
  •  
  •