พลังผู้บริโภค “LGBTQIA+” สร้างมูลค่าการใช้จ่าย 3.9 ล้านล้านเหรียญ – เปิดเคสแบรนด์ หนุนความหลากหลาย-เท่าเทียม


LGBTQA+

เดือนมิถุนายนของทุกปีเป็นเดือนแห่ง “Pride Month” ทั่วโลก เพื่อระลึกถึงเหตุการณ์จลาจล Stonewall เกิดขึ้นในวันที่ 28 มิถุนายน 1969 เมื่อตำรวจนิวยอร์กบุกเข้าไปในบาร์ Stonewall Inn เพื่อจะจับกุมกลุ่มคนรักร่วมเพศ นำไปสู่การประท้วงและปะทะกันอย่างรุนแรง นับเป็นเหตุการณ์สำคัญที่ทำให้เกิดการต่อสู้และเรียกร้องสิทธิความเท่าเทียมกันของ LGBTQ+ ทั้งในสหรัฐฯ และทั่วโลกในเวลาต่อมา

จึงได้กำหนดให้เดือนมิถุนายน เป็นเดือนแห่งการเฉลิมฉลองความภาคภูมิใจในความเป็น LGBTQ+ โดยมี “ธงสีรุ้ง” เป็นตัวแทนสัญลักษณ์ความแตกต่างและหลากหลายของผู้คน ในเดือนนี้จึงมีกิจกรรมมากมาย เช่น ขบวนพาเหรด, งานเสวนา, อีเว้นท์ต่างๆ

ตลอดจนแบรนด์สินค้าและบริการต่างๆ ได้เปิตดัวสินค้ารุ่นพิเศษ และทำแคมเปญสื่อสารสำหรับ Pride Month โดยเฉพาะ จึงถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่แบรนด์จะแสดงออกถึงการสนับสนุนความหลากหลายของคนในสังคม ซึ่งผู้บริโภค “LGBTQIA+” เป็นเซ็กเมนต์ที่มีศักยภาพสูง ทั้งขนาดประชากร และกำลังซื้อ

มาตามดูผู้บริโภค “LGBTQIA+” ว่าทั่วโลกมีขนาดประชากรเท่าไร และเศรษฐกิจที่มาจากผู้บริโภคเซ็กเมนต์นี้ มีมูลค่ามหาศาลอย่างไร ?!? พร้อมกับกรณีศึกษาแบรนด์ระดับโลก และแบรนด์ไทย ต่างขยับมาโฟกัสผู้บริโภคกลุ่มนี้มากขึ้น  

LGBTQIA+

 

นิยาม “LGBTQIA+” – มูลค่าการใช้จ่าย 3.9 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ!

นิยามของ “LGBTQIA+” ประกอบด้วย

L = Lesbian ผู้หญิงรักผู้หญิง

G = Gay ผู้ชายรักผู้ชาย

B = Bisexual รักได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย

T = Transgender คนข้ามเพศ ทั้งผู้หญิงข้ามเพศเป็นผู้ชาย และผู้ชายข้ามเพศเป็นผู้หญิง

Q = Queer คนที่ไม่มีข้อกำหนดเรื่องเพศ และความรัก

I = Intersex คนที่มีลักษณะทางกายภาพไม่สามารถระบุเพศได้ชัดเจน เช่น ระบบสืบพันธุ์มีสองเพศ

A = Asexual คนที่ไม่ได้สนใจ หรือไม่ได้มีความรู้สึกสนใจต่อเพศใดๆ

ขณะที่จำนวนประชากร “LGBTQIA+” และมูลค่าการใช้จ่ายที่เกิดจากผู้บริโภคเซ็กเมนต์นี้ ข้อมูลจาก “LGBT Capital” คาดการณ์ว่า ประชากรกลุ่มความหลากหลายทางเพศ หรือ LGBT+ (อายุ 15 ปีขึ้นไป) มีจำนวน 371 ล้านคนทั่วโลก ซึ่งมีอำนาจการซื้อ (Spending Power) ที่สร้างมูลค่าการใช้จ่ายสูงถึง 3.9 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ แบ่งตามประเทศ และภูมิภาคดังนี้

LGBTQIA+

LGBT+

LGBT+ LGBT+ LGBT+

จากจำนวนผู้บริโภคที่มีความหลากหลายทางเพศ​ ที่มีมากกว่า 371 ล้านคนทั่วโลก ซึ่งมีอำนาจการซื้อ (Spending Power) ที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงถึง 3.9 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ เป็น Target Market ที่สร้างโอกาสมหาศาลให้กับแบรนด์ธุรกิจต่างๆ ทั้ง Global Brand และ Local Brand ในการพัฒนาสินค้า และบริการที่สื่อถึงการสนับสนุนความหลากหลายและความเท่าเทียมทางเพศ, การครีเอทแคมเปญเฉลิมฉลอง Pride Month รวมถึงนโยบายภายในองค์กร และการออกแบบสวัสดิการพนักงานที่ส่งเสริมความหลากหลายและเท่าเทียม

LGBTQIA+

 

“Tinder” จัดเทศกาล Pride ใหญ่ครั้งแรกในไทย เชื่อมต่อความหลากหลายของชุมชน LGBTQIA+

ด้วยความที่ “Tinder” (ทินเดอร์) เป็นแพลตฟอร์มที่ให้ผู้คนหลากหลายมาสร้าง Connection ให้บริการมากกว่า 40 ภาษาในกว่า 190 ประเทศทั่วโลก มีการดาวน์โหลดมากกว่า 500 ล้านครั้ง และมีการจับคู่กว่า 70,000 ล้านคู่

ในจำนวนผู้ใช้งานทั้งหมด พบว่าครึ่งหนึ่งของสมาชิก Tinder เป็น “Gen Z” อายุมากกว่า 18 ปีขึ้นไป และมากกว่าครึ่งหนึ่งของสมาชิกคนรุ่นใหม่ ระบุตัวตนว่าเป็น “Non-binary” คนที่ไม่ได้จำกัดเพศว่าผู้หญิง หรือผู้ชายเท่านั้น ซึ่งเป็นผู้บริโภคที่มีความยืดหยุ่นสูง หรือเรียกว่า “Fluid Consumer”

ดังนั้น Tinder เล็งเห็นการเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภค ซึ่งชุมชน LGBTQIA+ เป็นผู้ใช้งานที่มีศักยภาพ และ Tinder มุ่งให้ความสำคัญชุมชนนี้ โดยอยากให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับกลุ่มคน LGBTQIA+ และได้เชื่อมต่อกัน ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์แบบไหนก็ตาม

Tinder จึงได้ออกแบบแอปพลิเคชันให้สมาชิกสามารถเลือกอัตลักษณ์ทางเพศที่แตกต่างกันได้ถึง 30 อัตลักษณ์ และเพศวิถีได้ถึง 9 แบบ รวมทั้งเมื่อเร็วๆ นี้ ได้เพิ่ม PRIDE เข้าไปใน Passion ซึ่งสมาชิก Tinder สามารถเพิ่ม Passion นี้ลงในหน้าโปรไฟล์เพื่อเป็นการเข้าร่วมการเฉลิมฉลอง PRIDE และเพื่อแสดงถึงการสนับสนุนชุมชน LGBTQIA+

LGBTQIA+

สำหรับ Gen Z ไทยเป็นไปในทิศทางเดียวกับทั่วโลก คือ เปิดกว้าง มีความหลากหลาย และมีความเป็น Fluid Consumer เห็นได้จากผลสำรวจของ Tinder พบว่าในช่วงของการเว้นระยะห่างทางสังคมในปีที่ผ่านมา พบว่า

– 32% ของ Gen Z ชาวไทยบอกว่าพวกเขาไม่สามารถพบปะกับผู้คนหน้าใหม่ๆ ได้

– มากกว่า 1 ใน 3 (37%) บอกว่า คิดถึงการเจอหน้ากันแบบตัวต่อตัว

– 32% บอกว่าพวกเขารู้สึกว่าชีวิตของตัวเองเหมือนถูกกดปุ่ม “หยุด” เอาไว้

ถึงแม้ว่าปีที่ผ่านมาจะมีความท้าทายมากแค่ไหนก็ตาม  แต่ 91% ของ Gen Z ระบุว่า แอปหาคู่ช่วยให้พวกเขาสามารถเชื่อมต่อและพบคนใหม่ๆ ได้แม้ในช่วงที่มีการแพร่ระบาดโควิด-19 ไปทั่วโลก

คนไทยวัย Gen Z พร้อมเปิดใจรับการผจญภัยในความรักครั้งใหม่อีกครั้ง

– 51% เปิดกว้างที่จะทำความรู้จักกับทุกคน แล้วค่อยดูว่า “ความสัมพันธ์” จะเป็นไปในรูปแบบไหน

– 47% อยากมีใครสักคนที่จะออกไปผจญภัยด้วยกันได้

– 32% อยากพบคนใหม่ๆ ที่แตกต่าง

– 27% อยากหาคนที่จะมาเป็นคนรักและคบกันในระยะยาว

LGBTQIA+ Tinder Pride Wave

ดังนั้นเพื่อเฉลิมฉลองเทศกาล Pride พร้อมทั้งสื่อสารให้ทุกคนได้รับรู้ถึงการยอมรับในความหลากหลาย และ Passion ของกลุ่มคน LGBTQIA+ รุ่นใหม่ในประเทศไทย ปีนี้ Tinder จับมือกับ Airbnb ประเทศไทยจัดแคมเปญกิจกรรมครั้งใหญ่ครั้งแรกในไทยคือ

Airbnb เอ็กซ์พีเรียนซ์ นำเสนอ 3 กิจกรรมที่ร่วมมือกับตัวแทน LGBTQIA+ 3 คนคือ

– The Secret to Winning the Director’s Heart กับ บัณฑิต สินธนภารดี หรือ ตี๋ ผู้กำกับชาวไทย จะมาแชร์เคล็ดลับในการออดิชั่นเป็นนักแสดง ทำอย่างไรให้ตัวเองดูโดดเด่นในสายตาของผู้กำกับ

– Cake Bling with Chef Deaw กับ คมสันต์ วงศ์ษา หรือ เชฟเดียว เซเลบริตรี้เชฟที่เป็นที่รู้จักจากการเป็น “เจ้าหญิงแห่งวงการขนมหวาน” จากรายการ MasterChef Thailand ซีซั่น 2 จะมาเป็นโฮสต์เอ็กซ์พีเรียนซ์การทำเบเกอรี่ และแบ่งปันเคล็ดลับในการทำขนมเค้กอย่างสร้างสรรค์

– Jazz Funk with Sophie กับ อัปสรสิริ อินทรคูสิน หรือ โซฟี นักออกแบบท่าเต้นและนักแสดง จะพาไปทำความรู้จัก Jazz Funk และให้ทุกคนแสดงความเป็นตัวเองผ่านเสียงเพลงไปด้วยกัน

สร้างสรรค์ “Pride Wave” เป็น Installation เพื่อเฉลิมฉลองความภาคภูมิใจในความหลากหลายทางเพศ และเชื่อมต่อกับชุมชน LGBTQIA+ ในประเทศไทย โดย Pride Wave นี้ มีความสูงมากกว่า 3 เมตร และยาว 7 เมตร จะเป็นตัวแทนของพลังและความครอบคลุมถึงคนทุกกลุ่มในสังคมซึ่งจะจัดแสดงบริเวณลานด้านหน้า centralwOrld ตั้งแต่วันนี้ถึง 30 มิถุนายนนี้

ได้รับแรงบันดาลใจมาจากธง Progress Pride Flag ปี 2018 ซึ่งทาง Tinder ได้ออกแบบและได้รับคำปรึกษาจากมูลนิธิ APCOM (แอ็พคอม) ซึ่งเป็นองค์กรเอกชนที่ไม่แสวงหาผลกำไรในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ปฏิบัติงานด้านสุขภาพและสิทธิมนุษยชนของกลุ่มความหลากหลายทางเพศ (LGBTQIA+) รวมถึงสนับสนุนความเท่าเทียม

 

“LINE MAN Wongnai – ศรีจันทร์” ปรับสวัสดิการพนักงาน สร้างความเท่าเทียมในองค์กร

เวลานี้หลายองค์กร ปรับนโยบายสวัสดิการพนักงาน โดยปรับให้สอดคล้องกับกับแต่ละบุคคล แต่ละรุ่น และวัฒนธรรมองค์กร เพื่อสนับสนุนความหลากหลาย และสร้างความเท่าเทียม อย่างล่าสุด 2 บริษัทปรับสวัสดิการพนักงานครั้งใหญ่

“LINE MAN Wongnai” เป็นบริษัท Gender Neutral หรือมีความเป็นกลางทางเพศ ที่ไม่ได้คัดเลือกคนร่วมองค์กรจากเพศสภาพ แต่คัดเลือกจากความสามารถที่เหมาะสมกับตำแหน่งและศักยภาพของคนนั้นๆ โดยให้ความสำคัญกับความเท่าเทียมทางเพศ ผสมผสานคนทุกเพศทุกวัยมาร่วมกันทำงานภายใต้ Core Value ที่สำคัญอย่าง “Respect Everyone” การเคารพทุกคนด้วยความเท่าเทียม ปฏิบัติต่อพนักงานทุกคนด้วยความเท่าเทียมกันทุกด้าน โดยไม่เลือกเพศ หรืออายุ และยอมรับความหลากหลายในทุกความต่าง

ปัจจุบันใน “LINE MAN Wongnai” มีจำนวนพนักงาน LGBTQ+ คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 10% ของพนักงานทั้งหมด และหลายคนก็อยู่ในตำแหน่งบริหาร ซึ่งเป็นสัญญาณว่าที่นี่เปิดกว้างสำหรับทุกคน

ในโอกาส Pride Month ได้มอบสวัสดิการเพิ่มเติมสำหรับพนักงาน LGBTQ+ ด้านต่างๆ ได้แก่ 

– เงินสนับสนุนช่วยเหลือสำหรับการแต่งงานเพศเดียวกัน 20,000 บาท เทียบเท่าสวัสดิการของคู่แต่งงานชายหญิง โดยสามารถนำรูปถ่ายจากงานแต่งงานมายื่นเป็นหลักฐานได้

– สิทธิ์วันลาสำหรับรับบุตรบุญธรรมมาเลี้ยงโดยลาได้สูงสุด 10 วัน

– สิทธิ์วันลาสำหรับผ่าตัดแปลงเพศ โดยลาพักได้สูงสุด 30 วัน

– จัดกิจกรรมหลากหลายให้กับพนักงานในช่วง Pride Month เช่น กิจกรรมดูหนัง LGBTQ+ เพื่อเสวนาประเด็นความเท่าเทียม, เชิญ LGBTQ+ Influencer มาร่วมพูดคุย และระดมทุนจากเพื่อนพนักงานในการช่วยเหลือขับเคลื่อนความเท่าเทียมทางเพศผ่านมูลนิธิต่าง

“เราตั้งเป้าให้ LINE MAN Wongnai เป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกความหลากหลาย โดยสร้างบรรยากาศการทำงานให้ทุกคนได้เป็นตัวเองและแสดงศักยภาพได้อย่างเต็มที่ เป็นองค์กรของคนรุ่นใหม่ที่ขับเคลื่อนได้ด้วยความสามารถ ความคิดสร้างสรรค์ และศักยภาพของทุกคน หนึ่งในฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนคือกลุ่มพนักงาน LGBTQ+ 

เราจึงให้ความสำคัญกับการยกระดับสวัสดิการเพื่อเอื้อต่อเพื่อนพนักงานส่วนนี้ เพื่อให้พนักงานได้รับสิทธิประโยชน์เท่าเทียมกันทุกคน ที่ผ่านมาพนักงานส่วนใหญ่ตอบรับกับสิ่งที่เรามอบให้กับพวกเขาในทางบวก โดยเฉพาะเรื่องการทำงานที่ตัดสินกันด้วยตัวผลงาน ไม่เกี่ยวกับเพศสภาพใดๆ” คุณอานนทวงศ์ มฤคพิทักษ์ รองประธานฝ่ายทรัพยากรบุคคลและวัฒนธรรมองค์กร LINE MAN Wongnai สรุปทิ้งท้ายถึงนโยบายด้านความเท่าเทียม

LGBTQIA+ LINE MAN Wongnai

เช่นเดียวกับ “ศรีจันทร์” แบรนด์เครื่องสำอางของไทย เพิ่มสวัสดิการพนักงานให้ครอบคลุมทุกกลุ่ม และทุกเพศสภาพ  

เพราะมองว่าพนักงานคือหัวใจหลักในการขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตไปข้างหน้า ประกอบกับภายในองค์กรที่มีอายุยาวนาน 74 ปีแห่งนี้ ปัจจุบันศรีจันทร์มีพนักงานทั้งหมด 170 คนในหลากหลายรุ่น ตั้งแต่ Baby Boomer จนถึง Gen Z ประกอบด้วยกลุ่มพนักงานที่วัยเกิน 50 ปี ประมาณ 8%  และสิ่งที่เพิ่มขึ้นมาคือเรามีพนักงานในกลุ่ม LGBT ร่วมงานกับเราถึง 10% จึงพัฒนาสวัสดิการดูแลคุณภาพชีวิตพนักงานให้สอดคล้องกับพนักงานช่วงวัยต่าง

เมื่อนำข้อมูลพนักงานทั้งหมดมาวิเคราะห์โดยรวม จะพบว่าทุกคนอาจต้องการสวัสดิการที่เหมือนกันในบางส่วน แต่บางส่วนก็ควรต้องเพิ่มให้เหมาะสมกับความต้องการที่แท้จริงของแต่ละค

คุณรวิศ หาญอุตสาหะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จำกัด เล่าถึงที่มาของการปรับเพิ่มสวัสดิการพนักงานว่า พนักงานคือหัวใจหลักในการขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง พนักงานทุกคน ทุกตำแหน่ง ล้วนเป็นสมาชิกของครอบครัวศรีจันทร์ เราจึงอยากมอบโอกาสให้กับทุกคนและพร้อมจะสร้างให้เกิดความสุขและรอยยิ้มในทุกๆ วัน

เราอาศัยความเข้าใจ ใส่ใจในรายละเอียดและบริบทของทุกชีวิต เพื่อมอบโอกาสที่สมควรได้รับผ่านรูปแบบสวัสดิการที่พนักงานแต่ละคนต้องการในช่วงจังหวะเวลาที่ใช่ นี่คือสิ่งที่เราพร้อมจะยึดเป็นแนวทางหลักในการบริหารงานจากปัจจุบันสู่อนาคต

“พนักงานทุกคน – ทุกตำแหน่ง ล้วนเป็นสมาชิกของครอบครัวศรีจันทร์ บริษัทจึงอยากมอบโอกาสให้กับทุกคนและพร้อมจะสร้างให้เกิดความสุขและรอยยิ้มในทุกๆ วัน  เราอาศัยความเข้าใจ ใส่ใจในรายละเอียดและบริบทของทุกชีวิต เพื่อมอบโอกาสที่สมควรได้รับผ่านรูปแบบสวัสดิการที่พนักงานแต่ละคนต้องการในช่วงจังหวะเวลาที่ใช่ นี่คือสิ่งที่เราพร้อมจะยึดเป็นแนวทางหลักในการบริหารงานจากปัจจุบันสู่อนาคต”

โดย 4 สวัสดิการใหม่ที่ศรีจันทร์พัฒนาขึ้น ประกอบด้วย

1. Maternity Leave เพื่อมอบเวลาที่สำคัญที่สุดในช่วงเริ่มต้นของชีวิตและความผูกพันให้กับแม่และลูก โดยที่ให้พนักงานมีสิทธิลาคลอดบุตร 180 วัน (รวมวันหยุด) โดยบริษัทฯ ยังคงจ่ายค่าจ้างให้ตามปกติ

2. Parental Leave พนักงานที่ภรรยาตั้งครรภ์หรือคลอดบุตร สามารถลางานเพื่อดูแลภรรยาและบุตรได้เป็นระยะเวลา 30 วัน (รวมวันหยุด)

3. Medical Leave for Gender Reassignment Surgery ให้พนักงานมีสิทธิ์ลาเพื่อการผ่าตัดแปลงเพศได้ไม่เกิน 30 วัน

4. Bereavement Leave ให้พนักงานพักใจกับเหตุการณ์ที่ต้องสูญเสียคู่สมรส บุตร บิดา มารดา พี่น้องได้ไม่เกิน 10 วัน

“ลาผ่าตัดแปลงเพศ ลาคลอดไม่หักเงินได้ 180 วัน  ลาช่วยภรรยาและบุตรหลังคลอด ลาพักใจหลังการสูญเสีย เหล่านี้คือรูปแบบวันลาที่ศรีจันทร์ตั้งใจมอบให้พนักงาน เราใช้เวลาในการพัฒนางานด้านสวัสดิการให้เหมาะกับความต้องการของพนักงานทุกกลุ่มค่อนข้างมาก มีการหาข้อมูลเพื่อนำมาประกอบการเพิ่มสวัสดิการ สุดท้ายเราก็ได้เพิ่ม 4 สวัสดิการใหม่ ซึ่งเชื่อว่าทุกคนจะต้องมีความสุขเมื่อทราบว่าพวกเขากำลังจะได้รับโอกาสดีๆ จากศรีจันทร์” คุณรวิศ สรุปทิ้งท้ายถึงการสร้างความสุขให้พนักงานคือเฟืองจักรที่ช่วยเพิ่มกำลังใจให้มุ่งมั่นทำงานอย่างเต็มที่

Srichand
Photo Credit : Facebook Srichand

 

แบรนด์ เปิดตัวสินค้ารุ่นพิเศษ – แคมเปญ ตอกย้ำแนวคิดความเท่าเทียม และความหลากหลาย  Limited Edition

นอกจากการส่งเสริมความเท่าเทียม และความหลากหลายในองค์กรแล้ว แบรนด์กลุ่มธุรกิจต่างๆ พัฒนาสินค้ารุ่นพิเศษเป็น Limited Edition ร่วมเฉลิมฉลองเทศกาล Pride Month ซึ่งไม่เพียงแต่สร้างสีสันให้กับตลาดเท่านั้น แต่เพื่อแสดงออกถึงแนวคิดและความเชื่อของแบรนด์ในการสนับสนุนความแตกต่าง และความเท่าเทียม

อย่าง “นีเวีย” (Nivea) จัดแคมเปญ “นีเวีย ไพรด์ (NIVEA Pride: Be Proud in Your Skin) อีกหนึ่งกิจกรรมรณรงค์ด้านการยอมรับและเคารพในความแตกต่างที่ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่การเปิดตัวแคมเปญครั้งแรกที่ประเทศเยอรมนีเพื่อให้เกิดการยอมรับความแตกต่างทางเพศสภาพ โดยเฉพาะกลุ่ม LGBTQ+

“นีเวีย” ได้เลือกผลิตภัณฑ์ครีมตลับน้ำเงิน ที่ถือเป็น Signature ของแบรนด์ที่ทุกคนคุ้นเคย มาปรับโฉมกลายเป็น “ตลับสีรุ้ง” ((Limited Pride Edition) สดใส เพื่อร่วมรณรงค์และแสดงออกถึงวิสัยทัศน์ของ “นีเวีย” ในการยอมรับความแตกต่างบนโลกนี้ไม่ว่าจะเป็นในสิ่งที่เป็นรูปธรรม อย่างเชื้อชาติ ผิวพรรณ รูปลักษณ์ หรือสิ่งที่เป็นนามธรรม อย่างความเชื่อ ศาสนา เพศสภาพ

LGBTQIA+ NIVEA Pride creme

ล่าสุด “บริษัท ไบเออร์สด๊อรฟ (ประเทศไทย) จำกัด” จับมือกับวัตสัน ทำแคมเปญ จัดแคมเปญ “Nivea Pride” โดยทุก 1 ตลับของการซื้อนีเวีย ครีม ตลับสีรุ้ง ทางนีเวียร่วมบริจาค 10 บาท ณ ร้านวัตสันทุกสาขาทั่วประเทศ และที่ช้อปออนไลน์ ระหว่างวันที่ 26 พฤษภาคม – วันที่ 29 มิถุนายน 2565 โดยเงินบริจาคจะมอบให้มูลนิธิสงเคราะห์เด็กของสภากาชาดไทย เพื่อมอบโอกาสให้เด็กทุกคนได้มีสุขภาพที่ดีอย่างเท่าเทียมกัน

“นีเวีย เราเชื่อว่าทุกความแตกต่างล้วนมีความงดงามในตัวเอง รวมถึงความเท่าเทียมที่จะใช้ชีวิตได้อย่างปรกติสุข เช่นเดียวกันเด็กๆ ทุกคน รวมทั้งเด็กด้อยโอกาส  พวกเขาเหล่านั้นมีสิทธิ ที่จะได้รับการดูแลทั้งในด้านการศึกษาและความเป็นอยู่ที่ดีเท่าเทียมกับเด็กทั่วไป และถือเป็นเรื่องน่ายินดีอีกครั้งหนึ่งที่ นีเวีย ได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรที่ดีอย่างวัตสัน ซึ่งมีอุดมการณ์ร่วมกันในการสร้างสรรค์สังคมใหม่ที่น่าอยู่และเปิดกว้างสำหรับทุกคน” คุณรัชยา นนทชัยภูมิ ผู้อำนวยการฝ่ายขาย ผลิตภัณฑ์นีเวีย บริษัท ไบเออร์สด๊อรฟ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงการร่วมสนับสนุนความแตกต่าง และความหลากหลาย


WP
อยู่ในแวดวงนิตยสารธุรกิจการตลาดกว่าสิบปี สนุกและชอบติตตามเทรนด์ ไลฟ์สไตล์ใหม่ๆ และอยากเรียนรู้เพิ่มเติมในแพลตฟอร์มดิจิทัล มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์การตลาดและดิจิทัลร่วมกันนะคะ