RISLAND บุกตลาดไทย เปลี่ยนนิยามที่อยู่อาศัย มุ่งเติมเต็มชีวิตที่สมบูรณ์แบบสู่คนไทย

  • 267
  •  
  •  
  •  
  •  

นับตั้งแต่เปิดตัว 2 โครงการแรกของบริษัทไรส์แลนด์ ประเทศไทย ไปเมื่อปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นโครงการ Artisan Ratchada คอนโดสมาร์ทไลฟ์แบบครบวงจร (Mix-Used) บนทำเล New CBD ย่านรัชดา-พระราม 9 หรือ โครงการ Lake Serene โครงการบ้านเดี่ยวสุดหรูระดับเวิลด์คลาส บนทำเล พระราม 2- สมุทรสาคร ชื่อของ Risland กลุ่มบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์จากประเทศฮ่องกง ก็ถูกจับตาในฐานะของบริษัทพัฒนาอสังหาฯ น้องใหม่มาแรงในตลาดอสังหาฯเมืองไทย

จากความทันสมัยในด้านดีไซน์ เทคโนโลยีที่อยู่อาศัย และคุณภาพการใช้ชีวิตที่สมดุล ที่ถือเป็นเอกลักษณ์ของของโครงการที่ Risland Thailand พัฒนาขึ้นมา จึงไม่น่าแปลกใจที่โครงการล่าสุดอย่าง CLOUD Thonglor – Phetchaburi คอนโดระดับ Attainable Luxury ที่กำลังเปิดตัว จะได้รับความสนใจอย่างล้นหลามจากผู้คนที่ต้องการใช้ชีวิตภายใต้ที่อยู่อาศัยที่หรูหราและลงตัว พร้อม ๆ กับที่ชื่อ Risland Thailand กลายบริษัทอสังหาฯที่ทุกคนอยากทำความรู้จักให้มากขึ้น

8 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ Risland Thailand บริษัทน้องใหม่มาแรงในตลาดอสังหาฯ ไทย

  1. เป็นบริษัทฮ่องกงที่ปัจจุบันมี 9 โครงการ ใน 5 ประเทศ

Risland (ไรส์แลนด์) มาจากคำว่า Rising ก่อตั้งเมื่อปี 2560 โดยกลุ่มนักลงทุนชาวฮ่องกงผู้มีประสบการณ์ในวงการอสังหาฯ มาก่อน ทั้งนี้ ในช่วงเวลาเพียง 2 ปีนี้ Risland เปิดโครงการมาแล้วถึง 9 โครงการ ใน 5 ประเทศ ประกอบด้วย โครงการ Skyline Tower คอนโดระดับเวิลด์คลาส 67 ชั้นในมหานครนิวยอร์ก และ Legacy Gardens โครงการบ้านเดี่ยวสุดหรู ในรัฐเท็กซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา, โครงการ NEO อพาร์ทเมนต์หรูกลางเมืองโอ๊คแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์, โครงการ Sky Mansion คอนโดและเพนท์เฮาส์สุดหรูในเมืองเดลี และ The ICON โครงการคอนโดพรีเมี่ยมในเมืองเธน (Thane) ประเทศอินเดีย, โครงการ Sky House BSD+ และ Sky House Alam Sutera+ โครงการอพารทเมนต์หรูใกล้เมืองจาร์กาต้า ประเทศอินโดนีเซีย

สำหรับ 3 โครงการในประเทศไทย ได้แก่ Artisan Ratchada โครงการคอนโดแบบ Mix-Used เพื่อไลฟ์สไตล์ที่สมบูรณ์แบบและครบวงจร, Lake Serene โครงการบ้านเดี่ยวระดับพรีเมี่ยม และโครงการ CLOUD Thonglor-Phetchaburi คอนโดระดับ Attainable Luxury นอกจากนี้ ยังมีโครงการใหม่ที่เตรียมเปิดตัวเร็ว ๆ นี้ทั้งในประเทศไทย และประเทศอื่น ๆ

  1. 9 โครงการกับ 3 รางวัล

นอกจากการขยายโครงการอย่างรวดเร็วภายใน 2 ปี ที่ทำให้ Risland กลายเป็นบริษัทอสังหาฯ น้องใหม่ที่น่าจับตาในทุกประเทศที่บริษัทเข้าไปทำธุรกิจ อีกปัจจัยที่ทำให้ชื่อเสียงของ Risland เป็นที่รู้จักและได้รับความสนใจอย่างมาก ได้แก่ รางวัลที่สะท้อนถึงคุณภาพงานดีไซน์และมาตรฐานการพัฒนาโครงการของบริษัท รวมถึงปรัชญาและวิสัยทัศน์ของบริษัทที่มุ่งสร้างสรรค์สิ่งดี ๆ เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงและสร้างอนาคต (Be the Change, Create the Future)

โดย 3 รางวัลที่บริษัทได้รับมา ประกอบด้วย รางวัล Building of  the Year 2018 สำหรับโครงการ Skyline Tower ในอเมริกา รางวัล Iconic International Project in Mumbai Award by Chief Minister of Maharashtra สำหรับโครงการ The Icon ในอินเดีย และรางวัล The Best Apartment in South Tangerang Award from Indonesia Website สำหรับโครงการ Sky House BSD+ ประเทศอินโดนีเซีย

  1. จุดเด่นของ Risland คือ องค์ความรู้ในเรื่อง Operation และความเป็น Global Company ที่มีสไตล์การทำงานผสมผสานแบบ Think Global, Act Local

ด้วยจุดเด่นของการเป็นบริษัทที่มีธุรกิจในหลายประเทศ ทำให้ Risland มีมุมมองทางธุรกิจและการตลาดที่หลากหลาย มาผสมผสาน พัฒนา และปรับปรุง เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดในแต่ละประเทศ รวมถึงประเทศไทย นี่เป็นจุดแข็งหนึ่งที่ทำให้ Risland เป็นบริษัทพัฒนาอสังหาฯ ที่แตกต่างและมีความได้เปรียบทางการแข่งขันในระยะยาว ในตลาดอสังหาฯ  เมืองไทย

แต่ก็ต้องยอมรับว่า ด้วยความเป็นบริษัทน้องใหม่และมาจากต่างประเทศ ทำให้ในช่วงแรก Risland อาจยังไม่ได้รับการตอบรับและเปิดใจจากผู้บริโภคชาวไทยมากนัก แต่หลังจากพิสูจน์ด้วยคุณภาพของผลงานผ่าน 2 โครงการแรก ได้แก่ Artisan และ Lake Serene ที่มีดีไซน์ที่สวยงาม ทันสมัย และมีการนำเทรนด์ในเรื่องเทคโนโลยีที่อยู่อาศัยใหม่ ๆ เข้ามาเติมเต็มการใช้ชีวิตในบ้าน ก็ทำให้โครงการของ Risland เป็นที่สนใจมากขึ้น

  1. จุดแข็งของบริษัทคือ DNA ในเรื่องของ Speed

หัวใจสำคัญของความเร็วที่เป็นสไตล์การทำงานของ Risland คือการเริ่มต้นเร็ว (Move Fast) และต้องกล้าที่จะล้ม แต่ถ้าล้มแล้วต้องลุกให้ไวและเรียนรู้ให้เร็ว ตัวอย่างโครงการที่เห็นได้ชัดคือ Artisan Ratchada เพราะหลังจากที่บริษัทเรียนรู้ที่จะปรับตัวให้เข้ารูปแบบการใช้ชีวิตที่คนไทยชื่นชอบ และวิธีการสื่อสารการตลาดที่เข้าถึงคนไทย จึงรู้ว่าสไตล์แบบสากลนิยมที่บริษัทคิดว่าคนไทยจะชอบ แต่แท้จริงแล้วอาจจะยังไม่ใช่สิ่งที่คนไทยชื่นชอบ จึงได้หาแนวทางปรับปรุงด้วยการจับมือกับพันธมิตรที่เป็นบริษัทออกแบบชื่อดังระดับประเทศ มาร่วมออกแบบภายในโครงการ จึงส่งผลให้ปัจจุบัน Artisan Ratchada ได้รับการตอบรับอย่างดีจากลูกค้าคนไทย จนมียอดขายไปแล้วมากกว่า 80% ภายในเวลาไม่ถึง 2 ปี

  1. จับตา CLOUD Thonglor-Phetchaburi โครงการแรกในปีนี้ของ ไรส์แลนด์ ประเทศไทย​

หลังจากปีที่แล้วที่ Risland Thailand เปิดตัว Artisan Ratchada โครงการคอนโดสมาร์ทไลฟ์สำหรับชีวิตแบบครบวงจร ซึ่งมีทั้งอาคารที่พักอาศัย และ Lifestyle Center รวมถึง Business  Center ในโครงการ เจาะตลาดระดับกลางบน (Mid-to-High) และ Lake Serene โครงการบ้านเดี่ยวสุดพรีเมี่ยม มาปีนี้ Risland Thailand เปิดฉากด้วย “CLOUD Thonglor-Phetchaburi” โครงการคอนโดหรู 55 ชั้น มูลค่ากว่า 3,600 ล้านบาท ตั้งอยู่บนทำเลทองหล่อ-เพชรบุรี ที่ได้ชื่อว่าเป็นใจกลางกรุงเทพฯ แห่งใหม่

จุดเด่นที่น่าจับตาของ CLOUD Thonglor-Phetchaburi นอกจากดีไซน์ห้องพักที่จะสวยงาม ทันสมัย เป็นไปตามมาตรฐานระดับสูงของ Risland แล้ว ยังมีอีกไฮไลท์สำคัญ คือการยกระดับการอยู่อาศัยด้วยทำเลที่โดดเด่น และสิ่งอำนวยความสะดวก (Facilities) ถึง 3 ส่วน รวมพื้นที่มากกว่า 4,000 ตร.ม. โดยเฉพาะ Top-floor Facility ที่ทำให้ผู้อยู่อาศัยในโครงการมีโอกาสได้สัมผัสวิวกรุงเทพฯ ที่สูงเสียดฟ้า ขณะทำกิจกรรมโปรด ไม่ว่าจะว่ายน้ำ (Infinity Edge Pool) ฟิตเนส (Active Fitness) หรือ ดื่มด่ำกับบรรยากาศของสวนลอยฟ้า ฯลฯ โดยอีกจุดเด่นที่ต้องจับตาไม่แพ้กัน นั่นคือ ระดับราคา เพราะแอบได้ยินมาว่าจะเป็นราคาที่ถึงกับต้องเซอร์ไพรส์

และหลังจากโครงการนี้ ก็ยังต้องคอยติดตามต่อไป เพราะ Risland Thailand ยังมีแผนจะเปิดโครงการใหม่ที่หรูหรามากยิ่งขึ้น (Luxury) เพื่อให้คนไทยได้สัมผัสอีกด้วย

  1. “ครบจบทุกอย่าง” และ “ครอบคลุมทุกเซ็กเมนต์” แผนระยะยาวของ Risland Thailand

Risland มีความเชี่ยวชาญและชื่นชอบในการสร้างโครงการแบบ Mix-Used ขนาดใหญ่ เนื่องจากปรัชญาของบริษัท ไม่ใช่แค่การสร้างที่อยู่อาศัย แต่เป็นความปรารถนาที่จะสร้างคุณภาพชีวิต (Quality of Living) และสร้างชีวิตที่สมบูรณ์แบบเหนือระดับให้กับลูกค้าทุกกลุ่ม ดังนั้น บริษัทจึงมองว่า โครงการที่อยู่อาศัยที่เป็นโมเดลแบบ Mix-Used ที่มีทั้ง Residential และ Commercial รวมถึง Lifestyle Center และ Business Centers ไปพร้อมกัน น่าจะตอบโจทย์ของบริษัท และเติมเต็มชีวิตของผู้อยู่อาศัย ให้ใช้ชีวิตได้อย่างครบสมบูรณ์ภายในที่เดียว

อย่างไรก็ดี เนื่องจากที่ผ่านมา Risland Thailand ยังไม่สามารถหาที่ดินที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่พอ จึงยังไม่สามารถพัฒนาโครงการ Mix-Used ขนาดใหญ่และสมบูรณ์แบบ เหมือนกับโครงการที่เกิดขึ้นแล้วในประเทศอินโดนีเซีย แต่ทั้งนี้ จากความมุ่งมั่นของทีมผู้บริหาร Risland Thailand รวมถึงนโยบายที่แน่วแน่ของบริษัทแม่ จึงเชื่อว่า คนไทยจะมีโอกาสได้สัมผัสกับโครงการลักษณะนี้ ในเวลาไม่นานเกินรอ

นอกจากนี้ Risland Thailand ยังตั้งเป้าสู่การเป็นผู้พัฒนาที่อยู่อาศัยที่ตอบสนองความต้องการและไลฟ์สไตล์ของตลาดเมืองไทย ได้อย่างครอบคลุมทุกกลุ่มลูกค้า (Segment) ตั้งแต่ระดับ Entry level ไปจนถึง Ultra Luxury โดยได้วางจุดยืน (Positioning) เอาไว้ที่การเป็น “เบอร์หนึ่ง” ในใจของลูกค้าในแต่ละเซ็กเมนต์

  1. ประเทศไทยถือเป็น Strategic Market ของ Risland

ในบรรดา 5 ประเทศ ประเทศไทยนับเป็นหนึ่งในประเทศที่เป็นยุทธศาสตร์ในการขยายธุรกิจของ Risland โดยเพียงปีแรก (ปี 2018) บริษัทได้เปิดโครงการในไทย 2 โครงการ โดยมีมูลค่าโครงการรวมทั้งหมดกว่า 11,000 ล้านบาท ขณะที่ในปีนี้ บริษัทมีแผนจะเปิดโครงการใหม่ ๆ  อีก 2-3 โครงการ ซึ่งมีมูลค่ารวมไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาท เป็นไปตามแผนการเติบโตที่วางไว้ว่า ในช่วง 3 ปีแรก บริษัท Risland Thailand จะต้องมีรายได้เติบโตไม่ต่ำกว่า 50% ในทุกปี จากมูลค่าโครงการที่เพิ่มขึ้นในทุกๆปี

โดยนอกจากพื้นที่ภายในกรุงเทพฯ (CBD และ New CBD) แล้ว Risland ยังมีแผนจะขยายการลงทุนไปยังจังหวัดต่างๆที่เป็นหัวเมืองท่องเที่ยวหลัก (Resort Destination) อีกด้วย

  1. Risland ไม่ได้ “มาเล่นๆ” เพราะเป้าหมายในตลาดอสังหาฯ เมืองไทย คือ การเป็นผู้นำในระดับ TOP3 ภายใน 5 ปี และก้าวสู่ “เบอร์หนึ่ง” ภายในเวลาไม่เกิน 10 ปี

ในฐานะบริษัทอสังหาฯ น้องใหม่ในตลาดเมืองไทย ต้องยอมรับว่าการตั้งเป้าดังกล่าว ถือเป็นเป้าหมายที่ท้าทายอย่างมาก (Challenging Goals) แต่จากจุดแข็งในแง่ของการเป็น International Thai Company ที่มีความมั่นคงในด้านการเงิน โดยได้รับการจัดอันดับ ที่ระดับ AA จาก Fitch Rating ซึ่งอยู่ในระดับที่สูงกว่ามาตรฐานของ Fitch Rating ประเทศไทย ที่อยู่ในระดับ BBB+ อีกทั้งยังมีพันธมิตรในเครือข่ายอยู่ในหลายประเทศ ประกอบกับ DNA ของบริษัทในแง่ของการเริ่มต้นเร็ว เรียนรู้เร็ว และปรับตัวเร็ว ย่อมถือเป็นความได้เปรียบทางการแข่งขันที่สำคัญในระยะยาว สำหรับทุก ๆ ตลาดที่ Risland เข้าไป

ขณะที่ “โปรดักส์” ของ Risland เอง ก็เน้นที่การสร้างคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดี โดยไม่ใช่แค่สร้างที่อยู่อาศัย แต่ยังมีความเอาใจใส่ในงานดีไซน์ที่สวยงาม และตอบโจทย์ในเชิงฟังก์ชั่น รวมถึงการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในบ้าน และนำสิ่งอำนวยความสะดวกมาไว้ในโครงการให้มากที่สุด เพื่อเติมเต็มชีวิตลูกบ้านให้สมบูรณ์  โดยนำเสนอในราคาที่จับต้องได้ นี่จึงนับเป็นอีกจุดแข็งที่จะขับเคลื่อนบริษัทน้องใหม่รายนี้ไปสู่เป้าหมายได้ไม่ยาก

อย่างไรก็ดี เป้าหมายของ Risland จะเป็นจริงหรือไม่ …คงอยู่ที่ว่าบริษัทน้องใหม่รายนี้จะพิสูจน์ให้คนไทยได้เห็นว่าคำกล่าวเหล่านี้เป็นจริง ได้หรือไม่ และจะสามารถรักษาคุณภาพและมาตรฐานการพัฒนาโครงการให้เป็นไปตามปรัชญาที่บริษัทตั้งไว้ ได้อย่างสม่ำเสมอเพียงใด ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์​


  • 267
  •  
  •  
  •  
  •