103.58.148.118

Business case

Ξ Leave a comment

เจาะกลยุทธ์ O&B แบรนด์ดัง ที่เซเลบระดับโลกยังต้องเลือก ทะลุทุกข้อจำกัดในการสร้างแบรนด์ออนไลน์ แตะ100 ล้านตั้งแต่ 3 ปีแรก

posted by  26,970 views

“ตั้งใจไว้แต่แรกว่าเราไม่เล่นเล็ก เราคิดใหญ่และทำงานจริง เราจะไม่มานั่งจำกัดตัวเองว่าฉันจะทำแค่นี้ หรือเป็นร้านเล็กๆ อยู่แค่ในไทย”

หนึ่งในประโยคที่น่าสนใจจากการสัมภาษณ์ ‘คุณต้า รรินทร์ ทองมา’ผู้หญิงไทยตัวเล็กๆ ที่สามารถทำให้ “O&B” แบรนด์รองเท้าและกระเป๋าออนไลน์ก้าวไปสู่แบรนด์ระดับอินเตอร์ ที่ทำยอดขายแตะระดับ 100 ล้านตั้งแต่ปีที่ 3 แรกที่เริ่ม

ก่อนเริ่มธุรกิจของตัวเอง คุณต้าเคยผ่านมาแล้วทั้งบทบาทของมนุษย์ออฟฟิศ และแม่ค้าเสื้อผ้าในตลาด ในวัยเพียง 27 เธอใช้เวลาเพียง 5 ปี นำพา O&B มาถึงจุดนี้ ด้วยความพยายามอย่างต่อเนื่องและเชื่อมั่นใจสัญชาตญาณของตัวเอง และในปีนี้เธอกล้าที่จะดึงตัวเซเลบระดับโลกอย่าง “Aimee Song” มาร่วมสร้างสรรค์และพรีเซนต์คอลเลคชั่นพิเศษของ O&B ไปสู่สายตาของคนทั่วโลก ย้ำอีกครั้งนะคะว่า O&B คือแบรนด์คนไทย ที่เริ่มต้นในประเทศไทย เราตั้งใจทำบทสัมภาษณ์ชิ้นนี้เพื่อหวังให้คุณผู้อ่านได้รับแรงบันดาลใจและไอเดียใหม่เพื่อไปต่อยอดทำฝันตัวเองให้เป็นจริงในสักวันหนึ่ง …มาดูกันดีกว่าว่าเคล็ดลับอะไรที่ทำให้คุณต้านำพา O&B มาถึงจุดนี้ได้

D3S_4030

 

“ต้าต้องการที่จะทะลุข้อจำกัดทุกอย่างของการขาย ไม่ว่าจะขายบนออนไลน์หรือที่ไหนๆในโลก ต้าจะตั้งคำถามว่า ‘ทำไมจะทำไม่ได้’  ‘ทำไมคนบอกแบบนี้แล้วเราต้องทำแบบนี้’ ซึ่งตอนแรกที่เราเริ่มก็จะมีคำถามเกิดขึ้นรอบตัวว่า ใครจะซื้อ?  กระเป๋ากับรองเท้าตามห้างก็มีขาย ที่ไหนก็มีขาย เราก็ต้องมีคำตอบของตัวเอง ว่าแล้วทำไมคนจะไม่ซื้อล่ะ”

 

คุณต้า:  เมื่อสามถึงสี่ปีที่แล้วภาพของการขายออนไลน์มันคือแม่ค้าออนไลน์ ยังแทบไม่มีแบรนด์รองเท้ากระเป๋าของไทยแบรนด์ไหนเล่นใหญ่บนออนไลน์ ตอนนั้นส่วนใหญ่จะเป็นเสื้อผ้า และก็เพราะตอนนั้นยังไม่มีใครทำนี่แหละ ต้าเลยอยากทำ เพราะเราไม่ชอบทำอะไรที่คนอื่นทำมาแล้วดี แล้วเราทำตาม มันไม่มีประโยชน์ที่เราจะทำสิ่งที่คนอื่นทำไปแล้ว ต้าพยายามหาช่องทางใหม่ๆ ไอเดียใหม่ๆ เสมอเวลาทำงาน เพราะต้ามองว่าจริงๆการเป็นแบรนด์แฟชั่นต่อให้เราเป็นแบรนด์เล็กๆ จะขายออนไลน์หรือออฟไลน์ มันไม่ควรจะจำกัดตัวเองว่าฉันจะอยู่แค่ในประเทศ ต้าต้องการที่จะยกระดับให้คนรู้ว่าแบรนด์ที่ขายบนออนไลน์มันเล่นใหญ่ได้ เรามีพรีเซนเตอร์เป็นคนดังได้ไม่ต่างจากแบรนด์ที่ขายแบบออฟไลน์ สิ่งที่เราทำในปีนี้มันจึงเป็นครั้งแรก ที่แบรนด์ออนไลน์ไทยจ้างคนดังระดับโลกมาร่วมงานด้วย

ทำไมแบรนด์ไทยจะใช้เซเลบระดับโลกไม่ได้?

Picture11

ตอนนี้ถ้าไปถามสาวๆ ต่างชาติ หลายคนรู้จัก ‘Aimee Song’  (ออมมี่ ซอง) เพราะเค้าเป็นไลฟ์สไตล์บล็อกเกอร์ที่ดังในระดับโลก โดดเด่นเรื่องแฟชั่น บิวตี้ และไลฟ์สไตล์ นี่เป็นเหตุผลแรกที่เราเลือก ‘Aimee Song’ สองคือใบหน้าเค้ามีความเป็นเอเชีย ซึ่งลิ้งค์กับกลุ่มลูกค้าในเอเชียได้ง่าย และสามคือสไตล์การแต่งตัวของเค้าเข้ากับแบรนด์เรา เพราะเค้าเป็น ‘Queen of Mix&Match’ เค้าสามารถเอาของในหลายๆ ระดับราคามาแต่งให้ดูเป็น Street Luxury คือดูแพงแต่ไม่เว่อร์ และมีความเป็น Feminine อยู่ในตัว ซึ่งมันเป็นสไตล์การแต่งตัวของผู้หญิงไทยหรือผู้หญิงเอเชียอยู่แล้ว เราจึงเลือก Aimee Song มาเป็น Face ของเราในปีนี้

Picture2

เป็นเรื่องน่าดีใจมากที่เค้ายอมมาร่วมงานกับเรา  เพราะปกติเค้าไม่ได้รับทุกแบรนด์ เค้าเป็นบล็อกเกอร์ระดับโลก แบรนด์ที่เค้ารับมามันต้องส่งเสริมอิมเมจตัวเค้าด้วย คือไม่ใช่ว่ามีตังค์แล้วจ้างเค้าได้ เค้าต้องดูว่าแบรนด์เหมาะกับตัวเค้ารึเปล่า แล้วตอนที่เค้าตอบรับว่าจะเป็น Face ให้ O&B เราก็ดีใจมากๆมันเป็นความภูมิใจอย่างนึงว่าเค้าเห็นคุณค่าในแบรนด์เราซึ่งเป็นแบรนด์ไทยที่ในสายตา Aimee Song ก็คงไม่ธรรมดาเพราะเค้า​ยอมมาเป็น Face ให้

Picture3

เราไม่ได้แค่ให้เค้ามาถ่ายรูปสวยๆ กับสินค้า แต่เราคิดว่าศักยภาพของเค้าสามารถร่วมครีเอทสินค้ากับเราเป็น Collaboration ได้ ซึ่งเค้าก็ดีไซน์ ออกมา เป็นคอลเลคชั่นนี้ คือเค้าใช้รองเท้ารุ่น Audrey ที่เป็น Signature Product มาทำเป็นทูโทน มันมีความเป็น Aimee Song มาก โดยเฉพาะเรื่องการใช้สี สไตล์การแต่งตัวเค้าเป็น Street ก็จริงนะคะ แต่เวลาเค้าแต่งออกมาแล้วมันดูแพง แล้วจุดเด่นคือชุดที่เค้าใส่มันไม่เอาท์ง่าย มันคือความคลาสสิคที่มีความทันสมัยอยู่ในตัว เป็นส่วนผสมที่หาได้ยาก แล้วทั้งไอเดียและสไตล์ของเค้ามันถูกแปลออกมาเป็นคอลเลคชั่นนี้

สีที่เค้าเลือกมามันเป็นคู่สีที่น่าสนใจ เห็นมั้ยคะว่าสีมันสดมาก (หยิบรองเท้าขึ้นมา) คนเห็นก็จะรู้สึกว่า โห…สีสดไปมั้ย แต่จริงๆ แล้วทูโทนของคู่นี้มันสามารถแมตช์กับชุดได้หลากหลายกว่าที่คิดมาก เป็นรองเท้าที่สามารถใช้งานได้จริงทุกวัน ซึ่งก็เป็นไปตามคอนเซ็ปต์ของรองเท้ารุ่น Audrey ที่ผสมผสานกับไอเดียของคนที่เป็นแฟชั่นไอคอนระดับโลก เราตั้งใจให้ทุกคนที่เลือกใส่คอลเลคชั่นนี้รู้สึกว่าตัวเองเป็น ‘Queen of Mix&Match’ ลุคที่ได้ต้องดูดีแต่ไม่น่าเบื่อ และ feeling คือคุณไม่ได้ใส่รองเท้าบัลเลต์ธรรมดาๆ แต่อยากให้คนใส่รู้สึกว่าคุณใส่รองเท้าคู่เดียวกันกับแฟชั่นบล็อกเกอร์ระดับโลก

Picture4

คอนเซ็ปต์โดยสรุปคือ เราเอาความเป็นระดับโลกเข้ามาใส่ในความ Simple ของ Audrey ซึ่งความเป็นระดับโลกของ ‘Aimme Song’ ก็ช่วยยกระดับ O&B ให้มีความเป็นแบรนด์อินเตอร์มากขึ้นด้วย แต่ที่เมืองไทยพูดตามตรงว่า Aimme Song อาจจะยังไม่เป็นที่รู้จักในคนหมู่มาก อาจจะรู้จักแค่ในแวดวงแฟชั่น หรือคนที่ติดตามบล็อกเกอร์ดังๆ แต่ว่าในระดับต่างชาติแถบอเมริกาหรือยุโรปดังมาก หลายๆแบรนด์อย่าง Louis Vuitton หรือ D&G ก็เลือกให้เค้าเป็น It’s girl

“นวัตกรรมสำหรับต้ามันไม่จำเป็นว่าเราต้องทำรองเท้าที่กระโดดได้สูงกว่าคนอื่น หรือว่าวิ่งได้เร็วกว่าคนอื่น เพียงแต่เราพยายามปรับปรุงพัฒนาทุกอย่างให้มันดีขึ้นอยู่ตลอดจนลูกค้าสัมผัสได้”

 

Picture5 Picture678

ไอเดียที่ดีต้อง Simple และขายได้จริง

พอพูดถึง Innovation คนมักจะนึกถึงการประดิษฐ์อะไรใหม่ๆขึ้นมา แต่สำหรับเรา การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ มันไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งใหม่ 100% เราอาจจะทำให้มันแตกต่างจากเดิมไปสัก 5% ก็ได้ แต่ให้มันมีลูกเล่นใหม่ๆ มุมมองใหม่ๆ ให้คนรู้สึกได้ตลอดเวลา ซึ่งจริงๆ แล้วไอเดียที่มันเวิร์คหรือทำเงินได้มันควรต้อง Simple คือต้องง่ายและได้ผลจริง อะไรที่มันซับซ้อนแอดวานซ์มันอาจจะดูดีนะ แต่ในการใช้งานจริงมันอาจยากเกินไปที่คนจะเข้าถึง เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราคิดและพรีเซนต์ออกมา คนทั่วไป ต้องเข้าถึงมันได้ง่าย

ตอนที่ทำรองเท้าจะบอกว่ายากก็ไม่ยากแต่มันก็ไม่ง่าย รองเท้าไม่เหมือนกระเป๋า กระเป๋านี่ง่ายกว่า ในแง่ที่ว่ามันไม่ต้องซัพพอร์ตร่างกายคนเท่ากับรองเท้า พออะไรที่มันต้องมีการสวมใส่โดยตรง มันจะมีความ Sensitive มากกว่า ทำรองเท้าให้สวยอะไม่ยาก เราจะทำรุ่นไหนในโลกก็ได้ ทำได้หมด แต่จะทำให้ใส่สบายและดูดีอะ…ยาก ใครก็สามารถพูดได้ว่าใส่สบาย แต่ในความเป็นจริงการทำให้มันใส่สบายแล้วไม่กัดจริงๆเป็นเรื่องยาก อันนี้เป็นโจทย์ใหญ่

D3S_4040

อย่างที่ต้าบอกไปตอนแรก นวัตกรรมสำหรับต้ามันไม่จำเป็นว่าเราต้องทำรองเท้าที่กระโดดได้สูงกว่าคนอื่น หรือว่าวิ่งได้เร็วกว่าคนอื่น เพียงแต่เราพยายามปรับปรุงพัฒนาทุกอย่างให้มันดีขึ้นอยู่ตลอดจนลูกค้าสัมผัสได้ อย่างคุณภาพของหนัง การตัดเย็บ ดีไซน์ การพรีเซนต์สินค้า การดูแลลูกค้า ซึ่งเราก็ต้องยอมรับว่ามันไม่มีอะไรเพอร์เฟ็กต์ตั้งแต่ต้น ระหว่างทางเราก็ต้องฟังเสียงลูกค้าว่าเค้าให้ฟีดแบ็ครองเท้าเรากลับมายังไง บางทีแค่จุดเล็กๆ อย่างเส้นด้ายที่ใช้เย็บขนาดมันก็ต้องพอดีไม่งั้นตะเข็บมันจะตำเท้า หรืออย่างพื้นรองเท้าที่เป็นยางเราก็ต้องให้ศูนย์วิจัยยางในไทยวิจัยและพัฒนาเพื่อหายางที่มีคุณสมบัติคงทนในแบบที่เราต้องการ เราไม่สามารถทำรองเท้าที่สมบูรณ์แบบออกมาได้ตั้งแต่ต้น เราต้องรับฟีดแบ็คจากลูกค้าแล้วเอามาปรับปรุงอยู่ตลอดตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงตอนนี้ เพราะเรารู้แต่แรกแล้วว่ามันไม่ใช่การทำรองเท้าออกมาให้เสร็จแล้วเอามาขาย จริงๆเวลา ขายแล้วได้เงินมาเราก็ดีใจนะคะพูดตรงๆ แต่ท้ายที่สุดแล้วทั้งหมดที่ทำมันคือความภูมิใจที่จะติดตัวเราไปตลอด เพราะอย่างน้อยชีวิตนึงเราได้ทำของดีๆให้ผู้หญิงไทยใช้เป็นที่แรก แล้วยังสามารถพัฒนามันจนไปถึงระดับโลกได้

D3S_3975

 

“ถามว่ามีรองเท้าแบรนด์ไทยแบรนด์ไหนที่ทำให้รู้สึกว่าคุณใส่รองเท้าคู่เดียวกับเซเลบระดับโลกบ้าง? …เนี่ยแหละค่ะ ความรู้สึกตรงนี้มันก๊อปกันไม่ได้”

สร้างสิ่งที่แบรนด์ไหนๆ ก็ Copy ไม่ได้

ต้าไม่ค่อยซีเรียสเรื่องการแข่งขันหรือการ copy เพราะจริงๆแล้วตลาดมันใหญ่มาก มันมีความต้องการเยอะมากทั้งเมืองไทย ทั้งต่างประเทศ เราเลยไม่ได้มานั่งโฟกัสว่าใครจะมาทำแบบเรา เพราะท้ายที่สุดเราก็พัฒนาตัวเองเรื่อยๆอยู่แล้ว ถ้าใครขายของมานานหรือเรียนพวกการตลาดมาจะพอรู้ว่า ต่อให้มันมีการก๊อปทุกอย่างเหมือนกันเด๊ะแต่ลูกค้าก็อาจจะไม่ซื้อ เพราะอย่างที่บอก ว่าเราไม่ได้แค่ทำรองเท้าขึ้นมาขาย แต่เราใส่ความเชื่อ ใส่เรื่องราว ใส่คุณค่าลงไปในตัวสินค้าว่า Audrey ของ O&B คือรองเท้าบัลเลต์ที่ดีที่สุดเท่าที่คุณเคยใส่มา คนใส่ต้องรู้สึกว่าเค้าเป็นผู้หญิงที่ทันสมัยมีความเป็นแฟชั่นแต่ในขณะเดียวกันก็ยังมีความคลาสสิคอยู่ในตัว และยังได้รับความรู้สึกว่าตัวเองใส่รองเท้ารุ่นเดียวกับ นิกกี้ ฮิลตัน หรือ ลินเซย์ โลฮาน (สองคนดังระดับโลกที่ใส่รองเท้า Audrey ของ O&B) ถามว่ามีรองเท้าแบรนด์ไทยแบรนด์ไหนที่ทำให้คุณรู้สึกว่าใส่รองเท้าคู่เดียวกับเซเลบระดับโลกบ้าง? …เนี่ยแหละค่ะ ความรู้สึกตรงนี้มันก๊อปกันไม่ได้

‘สัญชาติญาณ’ สิ่งจำเป็นในการสร้างสรรค์ทุกผลงาน

ต้าคิดว่าการทำงานในปัจจุบัน เราต้องสังเกตตัวเองว่าในฐานะคนทำ เราอินกับมันแค่ไหน เพราะสำหรับสินค้าแฟชั่นมันจะต้องมีการตัดสินใจที่ใช้ความรู้สึกจากภายใน ว่าเออ…อันนี้มันใช่ มันเป็นสิ่งที่เราต้องการและตลาดต้องการ หรืออันนี้ไม่น่าจะเวิร์ค ซึ่งข้อดีของต้าคือ ต้าอินกับสิ่งที่ตัวเองทำมาก เราเลยสามารถจับจุดมันได้ บางทีเราต้องใช้สัญชาตญาณด้วยเหมือนกัน ในธุรกิจแฟชั่นเราทุกคนรู้ว่าของที่ขายมันเป็นอีโมชั่น ต่อให้บอกว่ารองเท้ามันเป็นเหมือนเครื่องนุ่งห่มที่เราต้องใช้ทุกวัน แต่ผู้หญิงก็ไม่ได้มีรองเท้าคู่เดียวจริงมั้ยคะ ฟังก์ชั่นก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่พวกสินค้าแฟชั่นคนซื้อด้วยอีโมชั่นกันทั้งนั้น เพราะฉะนั้นเราต้องทำรองเท้าให้คนรู้สึกว่า ‘ฉันต้องมีรองเท้าคู่นี้’ เพราะผู้หญิงเรา บางครั้งเวลาซื้อของ เราไม่ใช้เหตุผล เราแค่รู้สึกว่าเราอยากมีสิ่งนี้

9

ทุกคนก็มีสีที่ชอบประจำตัวอยู่แล้ว ตอนแรกเราทำ 10 สี แล้วก็เพิ่มเป็น 30 สี ก็ยังไม่รู้สึกสะใจ เลยทำออกมา 50 สี เรียกได้ว่าถ้าคุณอยากได้เฉดสีไหนเราก็มีให้คุณ แต่ที่ขายดีสุดยังคงเป็นดำล้วน และสี Navy ก็กำลังมาแรง รองลงมาก็จะเป็นสีเทา สีครีม สีน้ำตาล โดยรวมยังคุมโทน เพราะในเมืองไทยคนยังแต่งสีสุภาพกันอยู่ แต่รสนิยมคนในแถบ SEA (Southeast Asia) ไม่ค่อยต่างกัน แล้วดีไซน์ของ Audrey มันเป็นคลาสสิคไอเท็มที่แมตช์ได้กับทุกชุด เหมือนเป็นรองเท้าสามัญประจำบ้าน แล้วเราใช้หนังแกะแท้ๆ ด้วยราคานี้แล้วคนเลยตัดสินใจซื้อได้ไม่ยาก

 

“เราต้องทำรองเท้าให้คนรู้สึกว่า ‘ฉันต้องมีรองเท้าคู่นี้’ เพราะผู้หญิงเรา บางครั้งเวลาซื้อของ เราไม่ใช้เหตุผล เราแค่รู้สึกว่าเราอยากมีสิ่งนี้”

 

D3S_3977

ของที่มี Value …จะกี่บาทคนก็ยอมจ่าย

ต้ามองตัวเองเป็นนักธุรกิจ แต่เป็นนักธุรกิจที่มีความเป็นดีไซเนอร์ ก่อนหน้านี้ตอนเรียนจบเราก็ทำงานประจำอยู่ที่ ‘คิงส์ พาวเวอร์’ สามปี คือตัวต้าเองเราชอบที่จะเห็นตัวเองเก่งขึ้นดีขึ้นอยู่เสมอ ตอนทำแบรนด์ก็เหมือนกัน ต้าก็มีเป้าหมายว่าต้าอยากจะทำแบรนด์ Accessories ให้เป็นแบรนด์ที่สร้างความภาคภูมิใจให้คนไทยแบบจริงจัง เจ้าของกิจการทุกคนก็คงอยากจะทำสินค้าที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า  อย่างตอนต้าเริ่มทำต้าก็อยากจะทำ product ที่ดีที่สุดในราคาที่เหมาะสม ให้คนที่ซื้อไปใช้รู้สึกว่าเค้าสามารถใช้ของที่คุณภาพดีและดูดีได้ในราคาที่ไม่แพง  ให้เค้ารู้สึกว่าตัวเองได้มากกว่าที่จ่ายไป

บางคนก็อาจจะใช้วิธีว่า ต้นทุนสินค้ามายังไงเราจะบวกกี่เปอร์เซ็นๆตามสูตรที่มันมี แต่ด้วยความที่เราก็เคยเป็นสาวออฟฟิศ เป็นผู้บริโภคมาก่อนเหมือนกัน เราก็ใช้สัญชาตญาณในส่วนนี้ด้วย ตอนทำราคาต้าสำรวจก่อนเลย ว่าราคาไหนที่ลูกค้ายอมจ่าย เพราะต่อให้ทำสินค้าออกมาสวยแค่ไหน แต่ว่าราคาที่เราตั้งขึ้นมาเป็นราคาที่ลูกค้าไม่ยอมจ่ายแน่ เราก็ขายของไม่ได้ ต้าไม่ได้พูดถึงของราคาถูกนะคะ ไม่ได้บอกว่าเราจะต้องขายของราคาถูก แต่ว่า Value ที่ลูกค้าแต่ละคนจะมีให้กับสินค้ามันไม่เหมือนกัน กระเป๋าแบรนด์เนมอย่าง Louis Vuitton จะกี่หมื่นคนก็ซื้อ หรือแบรนด์อื่นๆที่ขายกันเป็นแสนเป็นล้านคนก็ซื้อ อันนี้คือ Value ที่คนมีให้กับแบรนด์และตัวสินค้า สิ่งที่ต้าทำก็คือใส่ Value ลงไปในสินค้าเพื่อให้ลูกค้ารู้สึกว่าสิ่งที่เค้าได้รับมันคุ้มค่ากว่าราคาที่เค้าจ่าย

ยุคของการขายที่ไร้รอยต่อ ไม่มีเส้นแบ่ง ‘ออนไลน์-ออฟไลน์’ อีกต่อไป

ตอนนี้ลูกค้าคนไทยสั่งซื้อผ่าน LINE@ กันเยอะ และหน้าร้านก็กำลังได้รับความนิยม  มันแสดงให้เห็นถึงเทรนด์ใหม่อย่างหนึ่ง ว่าเดี๋ยวนี้ลูกค้าเวลาซื้อของไม่ได้ไปห้าง แต่เวลาจะซื้อของหรือว่าไปกินข้าวเนี่ย เค้าไปตาม Destination พูดง่ายๆว่าเค้าดูรีวิว อย่างวันนี้เค้าตั้งใจจะไปกินร้านนี้ต่อให้ร้านนี้อยู่ไกลแค่ไหนฉันก็จะไป มันเป็นยุคที่ไร้รอยต่อไปแล้วระหว่างออนไลน์กับออฟไลน์ เพราะลูกค้าที่ไปออฟไลน์เค้าก็ถูกไดร์ฟมาจากออนไลน์อีกที หรือลูกค้าที่มาดูของที่ร้าน พอได้เห็นกับตา รู้สี รู้ไซส์ ครั้งหน้าเค้าอาจจะสั่งออนไลน์ …มันก็เป็นไปได้ แต่เราก็ยังโฟกัสน้ำหนักไปที่ออนไลน์อยู่เพราะเราเริ่มต้นจากออนไลน์

การทำออนไลน์ในปัจจุบันทุกอย่างผ่านไปเร็วมาก ต้องวางแผนเดือนต่อเดือน เพราะปัจจัยมันไม่ได้อยู่ที่เราเป็นหลัก เราสื่อสารผ่านเฟซบุ๊ค ถ้าเฟซบุ๊คเปลี่ยนเราก็ต้องเปลี่ยน ต่อให้แผนคิดมาดีแค่ไหน เค้าเปลี่ยนอัลกอริทึ่ม เปลี่ยนฟังก์ชั่นใหม่ ทุกอย่างก็ต้องปรับตามเค้า เพราะฉะนั้นมันเป็นเรื่องของความเร็ว ไม่ได้เร็วธรรมดานะ ต้องเร็วมาก อย่างตอนนี้เราก็ต้อง Live เพราะปีนี้การแข่งขันทาง Live เริ่มรุนแรง ปีที่แล้วเราเน้นการทำทุกอย่างเป็นภาพนิ่ง ทำรูปสวยงาม แต่ทุกวันนี้เน้น Live เยอะมาก มีการทำโปรโมชั่นบน Live แล้วฟีดแบ็คมันดีมากๆ อย่างที่เราเองก็รู้กันว่าปีนี้เฟซบุ๊คเค้าผลักดัน Live เพราะฉะนั้นต่อให้เราไปดันภาพนิ่ง มันก็ไม่ได้ผลดีเท่า Live แต่เมื่อก่อนเราไม่เคยคิดจะ Live เลย ตอนนี้ก็ต้องมานั่งคิดกลยุทธ์กันว่าจะ Live ยังไง จะพูดเรื่องอะไร จะทำยังไงให้คนมา engage เยอะ ๆ ให้มีการแชร์เยอะ มีวิวเยอะ เดี๋ยวอนาคตมันก็จะมีอะไรใหม่ๆมาให้เราทดลองอีก เราเลยต้องวางแผนวางกลยุทธ์กันเดือนต่อเดือนเลย เพราะเรามีสินค้าเยอะ ต้องทำรูปทำคอนเทนท์กันเยอะมาก ต้องแอคทีฟตลอดไม่งั้นไม่ทัน

10

“จากคำที่เคยได้ยินว่า ใครจะมาซื้อรองเท้าออนไลน์เพราะมันต้องลองไซส์ ลองสี ตอนนี้เราก็ทำให้เห็นแล้วจากการขายได้วันละล้าน วันละสองล้าน พรีออเดอร์วันละสี่ล้านกว่าเกือบห้าล้าน เราก็ทำได้แล้ว”

 

คิดใหญ่ เล่นใหญ่ ทะลุทุกข้อจำกัดของการขาย

ต้าต้องการที่จะทะลุข้อจำกัดทุกอย่างของการขาย ไม่ว่าจะขายบนออนไลน์หรือที่ไหนๆในโลก ต้าจะตั้งคำถามว่า ‘ทำไมจะไม่ได้’  ‘ทำไมคนบอกแบบนี้แล้วเราต้องทำแบบนี้’ ซึ่งตอนแรกที่เราเริ่มก็จะมีคำถามเกิดขึ้นรอบตัวว่า ใครจะซื้อ?  กระเป๋ากับรองเท้า ตามห้างก็มีขาย ที่ไหนก็มีขาย เราก็ต้องมีคำตอบของตัวเอง ‘ว่าแล้วทำไมคนจะไม่ซื้อล่ะ’‘ทำไมการทำแบรนด์บนออนไลน์จะต้องถูกจำกัดว่าเป็นมือสมัครเล่น’ ต้าเลยเซ็ทมาตรฐานของ O&B ขึ้นมา เช่น ‘เปลี่ยนคืนภายใน 7 วัน’ ซึ่งตอนนั้นก็ยังไม่มีใครทำ สร้างระบบดูแลลูกค้า มีการสั่งซื้อผ่านเว็บจัดการสต็อคให้เป็นระบบ จากคำที่เคยได้ยินว่าใครจะมาซื้อรองเท้าออนไลน์เพราะมันต้องลองไซส์ ลองสี ตอนนี้เราก็ทำให้เห็นแล้วจากการขายได้วันละล้าน วันละสองล้าน พรีออเดอร์วันละสี่ล้านกว่าเกือบห้าล้าน เราก็ทำได้แล้ว เห็นมั้ยคะว่าถ้าเราคิดว่าเราทำได้ เราก็จะหาวิธีแล้วก็พยายามทำมันให้ได้เอง

คนอาจจะมองว่า O&B ประสบความสำเร็จมาก ทำยอดขายได้เป็นหลักร้อยล้าน Audrey เราขายไปเป็นแสนคู่ แต่จริงๆแล้วการทำงานที่กำลังจะเข้าปีที่ห้าของเราก็เป็นการทำงานต่อเนื่องมาตลอด เราไม่เคยหยุดทำงานแม้จะเป็นปีแรกที่ทั้งปีได้กำไรแค่ 4,000 หรือจะเป็นตอนที่เราเดินมาจนถึงจุดที่ยอดขายโตขึ้น 2-5 เท่าทุกปี เราไม่เคยหยุดคิดหรือหยุดพัฒนา ซึ่งการทำงานไม่ว่าจะเป็นงานอะไรก็ตามมันต้องอาศัยความอึด คุณต้องอึด แม้จะเจออุปสรรค อย่าเพิ่งถอย ลองสู้ไปก่อน พยายามเชื่อมั่นในความฝันของตัวเอง เพื่อให้มันผลักดันคุณให้ไปถึงเป้าหมาย ยิ่งบนออนไลน์ยิ่งต้องอึดมากเร็วมาก เพราะโลกไปไว เราหยุดนิ่งไม่ได้เลย

11

ตอนนี้เราเริ่มเป็นที่รู้จักใน SEA (Southeast Asia) ที่ผ่านมาเรายังไม่ได้รุกต่างประเทศเต็มตัว ซึ่งมันจะเป็นแผนของครึ่งปีหลังที่เราตั้งใจจะรุกเต็มตัว ตอนนี้ก็จะมีกลุ่มคนไทยที่ไปอยู่ต่างประเทศเป็นลูกค้าเราเยอะเหมือนกัน ต้องยอมรับว่า การรุกตลาดต่างประเทศไม่ง่าย หนึ่งคือต้นทุนเยอะ เพราะถ้าเราไปเราก็ต้องการดูแลลูกค้าและทุกอย่างให้ออกมาดีที่สุด เพราะฉะนั้นระบบทุกอย่างมันต้องพร้อมที่จะรองรับ เพื่อไม่ให้เสียเครดิตที่เราสร้างมา

ตั้งใจไว้แต่แรกว่าเราไม่เล่นเล็ก เราคิดใหญ่และทำงานจริง เราจะไม่มานั่งจำกัดตัวเองว่าฉันจะทำแค่นี้ หรือเป็นร้านเล็กๆอยู่แค่ในไทย ซึ่งจริงๆแล้ว ‘การคิด’ มันทำได้ฟรีๆ แล้วทำไมเราไม่คิดให้มันใหญ่และสุด เท่าที่ความคิดมันจะเกิดขึ้นได้ไปเลยล่ะ แล้วตัวต้าเองก็เป็นคนที่ทำงานจริง ต้าพยายามไปให้ถึงจุดที่เราคิดไว้ให้มากที่สุด ส่วนจะได้หรือไม่ได้ก็อีกเรื่อง ซึ่งตอนเริ่มต้นต้าก็ทำงานหนักทุกวัน ต้าอยากให้คนมองจุดนี้มากกว่าผลลัพธ์ว่าเราทำยอดได้เท่าไหร่ เพราะพอต้าทำได้แล้ว มันไม่ได้ภูมิใจแค่เรา แต่มัน inspire คนอื่นได้ด้วย ต้าเลยไม่ซีเรียสเลยที่จะมีคนมาขายรองเท้าแบบเรา ถ้ามีเพื่อนมาถามเพราะเค้าอยากจะทำบ้าง เราก็ดีใจนะคะ ในฐานะที่เราเป็นคนจุดประกายให้เค้าได้ทำความฝัน

“การคิด มันทำได้ฟรีๆ แล้วทำไมเราไม่คิดให้มันใหญ่และสุดเท่าที่ความคิดมันจะเกิดขึ้นได้ไปเลยล่ะ แล้วตัวต้าเองก็เป็นคนที่ทำงานจริง ต้าพยายามไปให้ถึงจุดที่เราคิดไว้ให้มากที่สุด ส่วนจะได้หรือไม่ได้ก็อีกเรื่อง”

 

MarketingOops!:  แชร์ให้ฟังอย่างเข้มข้นกับ 7 ประเด็นน่าสนใจจากประสบการณ์ที่คุณต้าสั่งสมมาตลอดช่วงการทำงาน ใครที่กำลังมองหาแรงบันดาลใจในการเริ่มต้นทำสิ่งที่อยากทำ จะลองนำแนวคิดดีๆ จากคุณต้า ไปปรับใช้ให้เหมาะกับตัวเองดูก็ไม่เสียหาย  และอย่าได้แคร์ว่าตัวเองเริ่มต้นตอนอายุเท่าไหร่ อย่าเพิ่งล้มเลิกหากเจอปัญหา เราขอดึง Quote ที่น่าประทับใจจากการพูดคุยกับคุณต้าครั้งนี้มาไฮท์ไลท์ปิดท้าย และขอเป็นกำลังใจให้ผู้อ่านทุกคนค่ะ

“เราไม่เคยหยุดคิดหรือหยุดพัฒนา ซึ่งการทำงานไม่ว่าจะเป็นงานอะไรก็ตามมันต้องอาศัยความอึด คุณต้องอึด แม้จะเจออุปสรรค อย่าเพิ่งถอย ลองสู้ไปก่อน พยายามเชื่อมั่นในความฝันของตัวเอง เพื่อให้มันผลักดันคุณให้ไปถึงเป้าหมาย”

 

Copyright © MarketingOops.com

ติดตาม MarketingOops!
Marketing Oops! มี LINE แล้วนะ
ติดตามเรื่องราวดิจิทัลแบบอินเทรนด์ ได้ทุกวันผ่าน LINE ID @marketingoops

Contributor

User Name: Marketing Oops!

FB Comments

Related Posts

Leave a Reply


eight + 1 =

Recent Posts

Facebook