“ทองคำ” สินทรัพย์ปลอดภัยในยาม วิกฤติเงินเฟ้อทั่วโลก สงครามรัสเซีย – ยูเครน

  • 410
  •  
  •  
  •  
  •  

ทองคำ

ในช่วงที่เกิดสภาวะเศรษฐกิจโลกเกิดความผันผวน ทั้งปัญหาเงินเฟ้อ หรือแม้แต่กระทั่งปัญหาสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนที่เกิดขึ้นในขณะนี้ การลงทุนที่ปลอดภัยและมีความเสี่ยงน้อยที่สุดต้องยกให้ “ทองคำ” ซึ่งเชื่อว่า เป็นหลุมหลบภัยชั้นดีของนักลงทุน

นายแพทย์กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานกรรมการฝ่ายบริหารกลุ่มบริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ แม่ทองสุก ให้ข้อมูลกับทีมงาน Marketing Oop! ว่า ราคาทองคำขึ้นมาเนื่องจากมีภาวะสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครน ตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2565 จากระดับประมาณ 1,900 เหรียญดอลลาร์ฯ ขึ้นมาที่ 2,070 เหรียญดอลลาร์ฯ กระทั่งจนสงครามยืดเยื้อทำให้ราคาทองคำปรับขึ้นไปสูงสุดชนกับจุดสูงสุดเดิมเมื่อ 2 ปีก่อนที่ระดับ 2,070 เหรียญดอลลาร์ฯ แต่ก็ไม่สามารถทะลุไปได้ เนื่องจากมีแรงเทขายทำกำไรกลับลงมา ขณะที่ราคาทองคำไทยสามารถทำจุดสูงสุดออทามไฮได้ที่ระดับ 32,000 บาท จากการที่ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงด้วย

นอกจากนี้สิ่งที่ต้องจับตาอีกประเด็นนั้นคือ ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Fed เตรียมปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% เพื่อเอาชนะเงินเฟ้อที่ปัจจุบันสหรัฐฯ อยู่ที่ 8% ซึ่งจัดว่าสูงที่สุดในรอบ 20 ปี ซึ่งแน่นอน Fed ประกาศปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อปราบเงินเฟ้อให้ได้ อาจจะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ราคาทองคำผันผวน ซึ่งคาดว่าในปีนี้จะมีการปรับขึ้นด้วยกันถึง 6 ครั้ง

ฉะนั้นแล้วทองคำเป็นสินทรัพย์ที่น่าลงทุน แต่นักลงทุนต้องจับจังหวะการลงทุนให้ดี หากคิดจะเข้ามาลงทุนในระยะสั้น ระยะกลาง อาจจะไม่ค่อยได้กำไรมากนัก ขณะที่การลงทุนระยะยาวมีโอกาสทำกำไรได้สูง ซึ่งทองคำมีการลงทุนหลายรูปแบบ ทั้งทองคำแท่ง ทองรูปพรรณ กองทุนรวม โกลฟิวเจอร์ และคริปโทโกลด์ ซึ่งมีความเสี่ยงแตกต่างกันออกไป

สำหรับการลงทุนใน คริปโทโกลด์ต้องบอกว่า ในความเป็นจริงแล้วไม่มี แต่ว่าคนพยายามที่จะนำคริปโทเคอร์เรนซี่ เปรียบเสมือนไปเป็นดิจิทัลโกลด์ ซึ่งเป็นการพยายามที่จะดึงให้คริปโทฯ มีมูลค่า คล้าย ๆ ทองคำ

“การลงทุนทองคำในปัจจุบันมันไม่เหมือนในอดีต ซึ่งในอดีตเราจะนิยมซื้อทองคำแท่ง ทองรูปพรรณ และไปขาย อย่างตอนนี้เราพบว่า การลงทุนทองคำเราสามารถลงทุน ผ่านระบบออนไลน์ได้ หรือซื้อขายผ่านแอพพลิชั่นซึ่งถือว่าได้รับความนิยมมาก หรือเป็นการลงทุนในลักษณะโกลด์สปอร์ต โกลฟิวเจอร์ได้ ซึ่งบ้านเราจะใช้หน่วยลงทุนเป็นเงินบาท หรือเงินยูเอสดอลลาร์สหรัฐ และยังซื้อทองคำผ่านทาง แอพพลิเคชั่นโกลด์วอเลต ได้ทุกวัน ราคาเป็นราคาเดียวกันกับตลาดโลกเลย ฉะนั้นซื้อ ๆ ขาย ๆ ก็ได้เงินทันที

ทองคำ

ด้าน ชัชวาลย์ วัฒนะโชติ นักลงทุนเจ้าของช่อง Kim Property Live เล่าให้ทีมงาน Marketting Oops! ฟังว่า เมื่อเกิดภาวะเงินเฟ้อ หรือมีสงคราม ทองคำเป็นทรัพย์สินที่ป้องกันความเสี่ยงได้ หรือเป็นหลุมหลบภัยในเวลาที่มีภาวะความไม่แน่นอนเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งนักลงทุนกลัวว่าในอนาคต Fed จะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกหลายครั้ง นักลงทุนจะทำการเทขายทรัพย์สินเสี่ยงอย่างเช่น หุ้น และกลับมาถือสิ่งที่ปลอดภัย อย่างเงินสด หรือทองคำ แทน

ขณะเดียกวันการเกิดสงครามก็เป็นหนึ่งในนั้นที่สร้างความตรึงเครียด และความไม่แน่นอนให้กับในอนาคตกับนักลงทุนได้ และที่เหนือไปกว่านั้นอีกปัจจัยหนึ่งก็คือ การที่เกิดการแบ่งแยกจากการขั้วอำนาจของรัสเซียเองก็เริ่มที่จะแบ่งแยกกับประเทศสาธารณรัฐจีนมากขึ้น ค้าขายกับจีนมากขึ้นทำให้รัสเซียต้องใช้ตัวกลางนั่นคือ เงินหยวน แทนดอลลาร์สหรัฐฯ

นอากจากนี้ธนาคารกลาง หรือ Fed ก็เข้ามาซื้อทองคำเพิ่ม อย่างมีนัยยะสำคัญในรอบ 31 ปี ฉะนั้นหากย้อนกลับไปสมัยก่อนที่โลกมีการพึ่งพากัน ก็จะใช้เงินดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นหลัก แต่พอโลกมันเริ่มแตกแยกก็อาจจะมีบางส่วนไปอยู่อีกฝั่งหนึ่ง หรืออาจจะนำดอลลาร์สหรัฐฯ ออก และถือทองคำแทน หรืออาจจะถือหยวนเพิ่มขึ้นก็ได้ ฉะนั้นดีมานด์ดอลลาร์สหรัฐฯ ในระดับโลกก็อาจจะลดน้อยลงแทนที่ด้วยหยวนหรือทองคำ เป็นต้น

ทั้งนี้การลงทุนทองคำมีหลากหลายรูปแบบ โดยเฉพาะทองคำฟิวเจอร์ส ที่ต้องพึ่งพาสัญญาหรือมีเงื่อนไขสัญญาต่อการซื้อทองคำ มีการรับประกันว่าสามารถนำมาเคลมได้ หรือโบรกเกอร์ใหญ่ ๆ จะมีในฟิวเจอร์สให้เทรด แต่เราในฐานะที่เป็นนักลงทุนก็ต้องมั่นใจตัวกลางตรงนั้นว่ามี กฎหมายรองรับหรือไม่ หรือบริษัทมีความมั่นคงทางการเงินแค่ไหน ถึงแม้ว่าจะมั่นคง แต่อย่างน้อย มันจะมีความเสี่ยงอยู่ แต่อาจจะไม่มากกว่าการลงทุนประเภทอื่น ความเสี่ยงในการรักษาสัญญา เป็นต้น เพราะฉะนั้นการซื้อทองกระดาษมีโอกาสเสียสัญญา เช่น ธนาคารปิด ร้านปิด หรือยกเลิกระงับระบบต่าง ๆ เป็นต้น

แต่ถ้าเป็นทองคำแท่ง ก็จะเหมือนเป็นการซื้อทองคำแท่งจริง ๆ ไม่ต้องไปพึ่งคำมั่นสัญญาจากใคร หากเกิดวิกฤติ หรือบางธนาคารล่ม หรือเกิดสงคราม ทองคำ ก็ยังอยู่ในมือเรา แต่ถ้าหากเป็นทองคำกระดาษ อย่างสงครามที่ยูเครน ระบบธนาคารปิดก็อาจจะไม่ได้คืนเหมือนกัน ซึ่งในความเป็นจริงอาจจะมีโอกาสที่จะเกิดขึ้นน้อย แต่ก็สามารถเกิดขึ้นได้เหมือนกัน ทองคำแห่งก็ถือเป็นการป้องกันความเสี่ยงได้เหมือนกัน

ส่วนในฝั่งของคริปโทเคอร์เรนซี่ อาจจะมีการนำทองคำมาร่วมในการออกขึ้นมา แต่ถ้าพูดถึงความเสี่ยงก็ต้องดูในเรื่องของตัวกลางเข้ามาเช่น คนที่ออกมีความน่าเชื่อถือแค่ไหน หรือว่ามีทองคำจริงหรือเปล่าถ้าเกิดวิกฤติมีสภาพคล่องอย่างไร ที่จะสามารถนำออกมาจ่ายให้แก่ลูกค้าได้หรือไม่

แม้ว่า ทองคำจะเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัยในช่วงเกิดศึกสงคราม หรือปัญหาเงินเฟ้อทั่วโลก แต่ความเสี่ยงก็ย่อมมีอยู่ ฉะนั้นแล้วนักลงทุนควรต้องศึกษาให้ดีกว่าตัดสินใจ เพื่อไม่ให้เงินต้นนั้นหายไปนั่นเอง


  • 410
  •  
  •  
  •  
  •  
sabaisook
การเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นทุกวัน ล้วนแล้วแต่ได้กำไร