200 ปี “หวยไทย” จากโรงหวยแห่งแรก สู่หวยไฮบริด ก่อนเป็น “ลอตเตอรี่”

  • 61
  •  
  •  
  •  
  •  

 

ครึกโครมกันสุดๆ ในแวดวงคนชอบเสี่ยงโชคในตอนนี้ก็คือ หวยน้องใหม่ “สลากภาพ 12 นักษัตร” ที่คณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล เพิ่งจะมีข้อสรุปกันสดๆ ร้อนๆ หวังจะให้เป็นทางเลือกใหม่ของคนชอบลุ้น โดยสลากภาพ 12 นักษัตร จำหน่ายในราคา 50 บาท มี 4 หลัก วิธีเล่นให้เลือก 1 ภาพต่อ 1 หลัก จาก 12 ภาพนักษัตร มีทั้งรางวัลตรงและโต๊ด

ข้อดีของสลากประเภทนี้คือ สามารถเลือกเลขได้ตามความต้องการ ไม่มีปัญหาเรื่อง “เลขเน่า” แถมยังแปลกใหม่ เหมาะสำหรับการเล่นเพื่อความเพลิดเพลิน โดยไม่อิงผลการออกรางวัลสลากแบบเดิม แต่มีข้อด้อยคือไม่มีรางวัลแจ๊คพอต อาจไม่จูงใจให้มีผู้ซื้อมากพอ

โดยหลังจากนี้ จะต้องรอดูว่า ไอเดียนี้จะผ่านกระบวนการอีกหลายขั้นตอนได้หรือไม่ ตั้งแต่การให้สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐาลทำการหารือกฤษฎีกา จัดทำร่างประกาศ/ร่างกฎกระทรวง แล้วนำเสนอคณะกรรมการสลาก
กินแบ่งรัฐบาลพิจารณา หลังจากนั้นก็เข้าสู่ขั้นตอนการทำประชาพิจารณ์และศึกษาผลกระทบทางสังคม และเสนอคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาลให้ความเห็นชอบอีกครั้ง ก่อนจะนำเข้าสู่
การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีเป็นสเต็ปถัดไป

ระหว่างร้องเพลงรอว่า คนไทยจะได้ลุ้นกับหวยนักษัตรครั้งแรกของโลกกันไหม Marketing Oops! ชวนไปไล่ดูประวัติศาสตร์หวยแบบไทยๆ ย้อนหลังกันว่า 200 ปีที่ผ่านมา มีเรื่องราวอย่างไรกันบ้าง

ยุคบุกเบิกหวยไทย สไตล์จีนๆ

จากรายงานในโครงการศึกษาเกี่ยวกับ “หวย” โดย สรวิชญ์ ฤทธิจรูญโรจน์ ให้ข้อมูลว่า หวยเกิดขึ้นในประเทศไทยครั้งแรกโดยชาวจีนอพยพตั้งแต่ยุคต้นรัตนโกสินทร์ ราวปี พ.ศ.2360 โดยช่วงแรกนิยมเล่นในหมู่คนจีนอพยพด้วยกันเอง

จนปี พ.ศ.2375 ในสมัยรัชกาลที่ 3 เกิดปัญหาภัยแล้ง ข้าวขาดแคลน ต้องนำเข้าข้าวจากต่างประเทศ ชาวบ้านไม่มีเงินซื้อข้าวกิน ส่วนใครที่มีเงินก็เอาใส่ไหฝังดิน ไม่ยอมนำเงินออกมาใช้

เมื่อนายอากรไม่มีค่าเงินหลวงส่ง สมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงโปรดให้ตั้ง “โรงหวย” ขึ้นเพื่อให้ประชาชนนำเงินออกมาใช้

โรงหวยแห่งแรก ตั้งขึ้นในปี พ.ศ.2378 อยู่ที่บริเวณสะพานหัน บริหารโดย เจ้าสัวหง ออกหวยในเวลาเช้าของทุกวัน ต่อมา พระศรีวิโรจน์ เห็นว่า กิจการหวยแสนจะอู้ฟู่ก็เลยอยากเปิดบ้าง จึงเกิดเป็น โรงหวยแห่งที่สอง แถวบางลำภู โดยออกหวยเวลาค่ำของทุกวัน

ชาวสยามนักเล่นหวยในยุคนั้นจึงมีหวยให้ลุ้น กระตุ้นหัวใจกันถึง 2 เวลา เช้า-เย็น และทำให้หลวงได้อากรจากหวยถึง 20,000 บาท

หวย ก.ข. ที่จัดแสดงในนิทรรศการ “ของดีมีมาอวด” ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร (Photo Credit : oer.learn.in.th)

“หวย ก.ข.” ไฮบริดแบบ “จีนปนไทย”

เดิมที หวยที่ออกโดยคนจีน เป็นหวยที่นำชื่อของบุคคลสำคัญในสมัยราชวงศ์ซ้อง 36 คนมาใช้แทนตัวหวย แต่ไม่เวิร์กเท่าไหร่ เพราะคนไทยอ่านหนังสือจีนไม่ออก เจ้าสัวหง เลยปรับเอาอักษรไทยมาใช้แทน พร้อมกำกับด้วยภาพบุคคลสำคัญ เลยเป็นที่มาของ “หวย ก.ข.” ที่หลายคนอาจเคยได้ยินชื่อ แต่ไม่รู้ว่า ที่มาคืออย่างไร

เมื่อคนไทยนิยมเล่นหวยกันมาก จนอากรหวยกลายเป็นแหล่งรายได้สำคัญของประเทศ โดยคนไทยติดการเล่นหวย ก.ข.อย่างหนัก ถึงขั้นมีเม็ดเงินหมุนเวียนในวันหนึ่งๆ สูงถึง 40,000 – 50,000 บาท ยิ่งถ้าเป็นช่วงออกพรรษาด้วยแล้ว จํานวนเงินเดิมพันพุ่งสูงขึ้นเป็นวันละ 120,000 – 140,000 บาทเลยทีเดียว!

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 มีพระประสงค์ให้ยกเลิกการเล่นหวย เพื่อให้ประชาชนเก็บเงินไว้ทำมาหากิน แต่เนื่องจากยังไม่สามารถหาแหล่งรายได้อื่นทดแทนรายได้จากอากรหวยกว่า 9 ล้านบาทได้ จึงทำได้แค่ประกาศลดจำนวนบ่อนเบี้ยและโรงหวยไม่ให้มากเกินไป

มายกเลิกจริงๆ ก็ในสมัยพระบาทสมเด็กพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงประกาศยกเลิกอากรหวยเมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ.2459 รวมแล้วหวย ก.ข.ดํารงอยู่ในสังคมไทยเป็นเวลาถึง 81 ปี โดยในปีสุดท้ายก่อนการยกเลิกหวย ก.ข. สมัยรัชกาลที่ 6 เงินอากรหวยมีมูลค่าถึง 3,420,000 บาท

“ลอตเตอรี่” สลากแบบใหม่ ตามอย่างฝรั่ง

การออก “ลอตเตอรี่” หรือ สลากแบบยุโรป มีขึ้นครั้งแรกในปี พ.ศ.2417 ในสมัยรัชกาลที่ 5 เนื่องในงานพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาของพระองค์ โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะช่วยเหลือพ่อค้าต่างชาติที่นำสินค้ามาร่วมจัดแสดง

หลังจากนั้นได้มีการออกลอตเตอรี่ในวาระพิเศษอีกหลายครั้ง มีจุดมุ่งหมายเพื่อบำรุงสาธารณกุศล เช่น “ลอตเตอรี่เสือป่าบ้านล้าน” ในปีพ.ศ. 2466 สมัยรัชกาลที่ 6 วัตถุประสงค์เพื่อหารายได้บำรุงกองเสือป่าอาสาสมัคร โดยพิมพ์สลากจำนวน 1 ล้านฉบับ จำหน่ายฉบับละ 1 บาท

ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ในปีถัดมา คือ พ.ศ.2476 รัฐบาลมีนโยบายลดเงินรัชชูปการ (ส่วยแทนแรงงานเกณฑ์ตามระบบไพร่) ทำให้รัฐขาดรายได้ จึงริเริ่มให้มีการออกลอตเตอรี่รัฐบาลเป็นประจำขึ้นมา เรียกว่า “ลอตเตอรี่รัฐบาลสยาม” พิมพ์ออกจำหน่าย 1 ล้านฉบับ ฉบับละ 1 บาท ออกรางวัลปีละ 4 งวด

ในปี พ.ศ.2482 มีการก่อตั้งสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล และเปลี่ยนการออกสลากจาก 4 เดือนต่อหนึ่งครั้ง มาเป็นออกเดือนละครั้ง โดยพิมพ์สลากออกจำหน่ายเดือนละ 5 แสนฉบับ ราคาฉบับละ 1 บาท

หลังจากนั้น ราคาสลากก็ค่อยๆ ปรับเพิ่มขึ้น เงินรางวัลต่างๆ ก็สูงขึ้นตามไปด้วย นอกจากนี้ยังเพิ่มความถี่ในการออกรางวัล เป็นเดือนละ 2 ครั้ง 3 ครั้ง และ 4 ครั้ง ก่อนจะปรับลดลงมาที่ 2 ครั้งต่อเดือนอย่างในปัจจุบัน

ในปี พ.ศ.2517 ได้มีการออกพระราชบัญญัติสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลขึ้น กำหนดให้สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลเป็นนิติบุคคล และเป็นรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงการคลัง

หวยไทย ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ

จากรายงานสถานการณ์พฤติกรรมและผลกระทบการพนันในประเทศไทย ประจําปี 2558 จัดทําโดยศูนย์ศึกษาปัญหาการพนัน ประมาณการว่ามีเงินหมุนเวียนสําหรับสลากกินแบ่งรัฐบาล และ หวยใต้ดินในไทยรวมกันแล้วสูงถึง 208,022 ล้านบาทต่อปี แบ่งเป็น

สลากกินแบ่งรัฐบาล มีผู้ซื้อจํานวน 19,007,796 คน มีเงินหมุนเวียนต่อปี 77,143 ล้านบาท

หวยใต้ดิน มีผู้ซื้อจํานวน 16,492,686 คน มีเงินหมุนเวียนต่อปี 130,879 ล้านบาท

นอกจากนี้ ยังมีหวยประเภทอื่นๆ ที่คนไทยเล่นกันแบบผิดกฎหมาย ได้แก่

หวยยี่กี เป็นการพนันที่มีความคล้ายกับหวย ก.ข.ในอดีตเพียงแต่ตัวหวยที่ใช้ออกมีจํานวนน้อยกว่า

วิธีการเล่นคือ เจ้ามือหรือที่เรียกกันในชุมชนว่า “บก.” จะนําลูกปิงปองที่เขียนหมายเลขไว้ลงในกล่องและล็อคกุญแจ โดยใน 1 กล่องจะมีลูกปิงปอง 1 หมายเลขเท่านั้น ผู้แทงต้องเดาใจ บก. ว่า ในกล่องนั้นจะมีลูกปิงปองหมายเลขใด

หวยปิงปอง เป็นการพนันที่อาจพบเห็นได้ตามแหล่งชุมนุมชนใหญ่ๆเช่น ตลาดสด เล่นได้ทุกวัน วันละ 2 – 3 รอบ แล้วแต่แหล่ง วิธีการเล่นคือเจ้ามือจะล้วงลูกปิงปองจากในกล่อง ภายในกล่องมีลูกปิงปองอยู่ 10 ลูก แต่ละลูกจะมีเลขกํากับ 1 หมายเลข ตั้งแต่ 0 – 9 โดยจะล้วงหยิบลูกปิงปองขึ้นมา 3 ครั้ง ถือเป็นหลักร้อย หลักสิบ หลักหน่วยตามลําดับ ในบางพื้นที่อาจเรียกว่า “หวยล้วง”

หวยหุ้น เป็นการพนันที่อาศัยเลขท้าย 2 ตัวของดัชนีตลาดหลักทรัพย์ในการออกรางวัล ซึ่งหมายความว่าสามารถเล่นได้ทุกวันที่ตลาดหลักทรัพย์เปิดทําการ หรือเดือนละ 20 ครั้ง และในแต่ละวันสามารถเล่นได้หลายรอบ อย่างน้อยก็สี่รอบคือช่วงเปิดและปิดดัชนีตลาดหลักทรัพย์ในช่วงเช้า และช่วงบ่ายของแต่ละวันทําการ อัตราการจ่ายรางวัลส่วนใหญ่จะใกล้เคียงกับหวยใต้ดิน

สลากกินแบ่งรัฐบาลหรือลอตเตอรี่ 1 ชุดมีหนึ่งล้านใบ
โอกาสในการถูกกรางวัลที่ 1 คือ หนึ่งในล้าน หรือ 0.0001%
รางวัลเลขท้าย 3 ตัว มีโอกาสถูก 0.4000%
รางวัลเลขท้าย 2 ตัว มีโอกาสถูก 1.0000% 

หวยเล่นเรา หรือเราเล่นหวย?

ถ้าดูจากเม็ดเงินหมุนเวียนสำหรับการเล่นหวยผ่านทั้งสลากกินแบ่งรัฐบาลและหวยใต้ดินในประเทศไทย ที่สะพัดกว่า 9 พันล้านบาทต่องวด ไม่ว่าคนจะเล่นหวยด้วยสาเหตุใด ถ้ามองผ่านมุมมองของ “คนนอก” แล้ว สามารถ “ตีความ” พฤติกรรมนักเสี่ยงโชคได้ในหลายมิติ

เริ่มจากการตีความการพนัน” ตามแนวคิดและทฤษฎีของนักจิตวิทยา จะอธิบายพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับการพนันว่า เป็นผลมาจากสภาวะความเจ็บป่วยทางจิตใจ (Mental Disease) หรือเป็นผลแห่งพยาธิสภาพ (pathology) หรือเป็นข้อบกพร่องบางประการในบุคลิกภาพ หรือปัจจัยในเชิงชีววิทยา

นักจิตวิทยามองผู้ที่ติดการพนันว่า พวกเขาจะไม่สามารถเลิกหรือถอนตัวได้เพราะขาดความสามารถในการควบคุมตนเอง

Bergler นักจิตวิทยาที่สนใจศึกษาผู้ที่เล่นการพนัน อธิบายว่า คนที่เล่นการพนัน เป็นพวกที่มีความด้อย เช่น ความบกพร่องทางร่างกาย ความด้อยทางใจ และความด้อยทางสังคม (ทั้งที่เป็นจริงและรู้สึกไปเอง) และพวกโรคประสาท ในความหมายว่า มีความรู้สึกวิตกกังวล (Anxiety) และมีความรู้สึกผิดบาป (Guilty) อยู่ตลอดเวลาการพนันจะเป็นเหมือนยาระงับปวดหรือภาพลวงตา ทําให้มีความสุขขึ้นบ้างอย่างน้อยก็ชั่วคราว และสุดท้าย คือ พวกต่อต้านสังคม ใช้การพนันประชดประชันต่อต้านสังคม

นอกจากนี้ ยังมีอีกหนึ่งทฤษฎีที่ตีความผู้ที่ชอบเล่นการพนันว่า มีความแปลกแยก (Alienation) โดยอธิบายพฤติกรรมการพนันว่า บุคคลที่มีความคับข้องใจจากงานอาชีพมากที่สุด มีความโน้มเอียงที่จะเล่นการพนันมากกว่าพวกอื่น

ความคับข้องใจเป็นผลสืบเนื่องมาจากความรู้สึกว่า ตนเองไร้อํานาจและไม่มีความเป็นอิสระในการกระทําหน้าที่การงานที่ตนรับผิดชอบอยู่ การพนันเปิดโอกาสให้ผู้ที่ประสบความคับข้องใจได้รับหรือมีสิ่งที่ขาดไป หรือหาไม่ได้ในงานที่ทำอยู่

ถ้ามองการพนันในมิติของ “เศรษฐศาสตร์” การพนันได้ถูกพิจารณาว่าเป็นเหมือนสินค้าประเภทหนึ่ง เป็นหนึ่งในกิจกรรมการพักผ่อนผู้บริโภคนอกจากจะได้รับอรรถประโยชน (Utility) ในรูปของความบันเทิงความตื่นเต้นและความเพลิดเพลินแล้ว ยังเป็นการเพิ่มโอกาสในการหาเงินได้อีกด้วย

ศึกแห่งศักดิ์ศรี ของ “หวยบนดิน”

ตลอด 200 ปีเศษที่คนไทยได้เข้าสู่โลกของ “หวย” นั้น ไม่ใช่แค่คนเล่นเท่านั้นที่ขาดหวยไม่ได้ เพราะรัฐบาลเอง ไม่ว่าจะยุคสมัยไหนก็ขาดรายได้จากหวยไม่ได้เช่นกัน

ที่ผ่านมา เราจึงเห็นความพยายามผ่านหลายๆ ไอเดียที่ต้องการรวบเงินนอกระบบจากหวยใต้ดินให้เข้าสู่ระบบได้ โดยได้มีการประเมินว่า หากนำเม็ดเงินในวงจรหวยทั้งบนดินและใต้ดินมารวมกัน จะสูงถึงกว่า 2 แสนล้านบาทต่อปี จึงเกิดความพยายามอยู่หลายครั้งที่จะเอาหวยใต้ดินให้เข้ามาอยู่ในระบบอย่างถูกต้อง อย่างไอเดียที่จะเปิดโปรดักต์ใหม่ ขยายไลน์ให้กับหวยบนดินอย่าง “สลากภาพ 12 นักษัตร” ของบอร์ดกองสลากฯ ล่าสุดนี้ ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งของความพยายามดังกล่าว

หรือถ้ามองย้อนไป สมัยทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ก็เคยพยายามสู้ศึกหวยใต้ดินด้วยการออก “สลากเลขท้าย 3 ตัวและ 2 ตัว” หรือเรียกกันว่า “หวยบนดิน” โดยหวังจะกวาดล้างเจ้ามือหวยใต้ดิน และนำเงินที่หมุนเวียนอยู่นอกระบบมาสร้างประโยชน์แก่ประเทศชาติ แต่ต้องหยุดไปหลังจากเกิดรัฐประหาร พ.ศ. 2549 โดยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ สั่งยกเลิก อีกทั้งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้พิพากษาว่า การออกหวยบนดินไม่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2552

หวยบนดินเวอร์ชั่นทักษิณ จึงออกรางวัลได้เพียง 80 งวด ระหว่างวันที่ 1 สิงหาคม 2546 – 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2549 (ข้อมูล – วิกิพีเดีย) ก็เป็นอันต้องหยุดไป

สำหรับความพยายามครั้งล่าสุดกับ “หวยนักษัตร” นี้ ก็ต้องติดตามดูกันว่า จะผ่านความเห็นชอบอย่างเป็นทางการหรือไม่ และถ้าผ่านจริง จะสามารถแก้ปัญหาหวยใต้ดินที่มีเม็ดเงินหมุนเวียนมากกว่าสลากกินแบ่งรัฐบาลถึงกว่า 40% ได้จริงไหม?

..ต้องรอลุ้นกันให้ดี!

Source : ข้อมูลในการจัดทํานิทรรศการเรื่อง “หวย” , วิกิพีเดีย , สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล


  • 61
  •  
  •  
  •  
  •