
ปฏิเสธไม่ได้ว่า จีนคือมหาอำนาจในการส่งออกสินค้ารายใหญ่ของโลก แต่ในยุคที่ AI กำลังเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของผู้คน จีนก็ยังคงเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกเทคโนโลยี AI ที่สำคัญของโลก โดย South China Morning Post (SCMP) ชี้ให้เห็นปรากฎการณ์ที่น่าสนใจ เมื่อบริษัทเทคโนโลยีของจีนกำลังหันมาส่งออก “โทเค็น (Token)” โดยข้อมูลจาก OpenRouter แพลตฟอร์มรวมโมเดล AI ระดับโลกชี้ให้เห็นว่า ในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน 2026 โมเดล AI จากจีนสามารถครองแชมป์ยอดการใช้งานโทเค็นได้ถึง 4 อันดับจาก 10 อันดับแรกของโลก
เป็นผลมาจากความต้องการใช้งานภายในประเทศจีนที่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยข้อมูลจากหน่วยงานจัดการข้อมูลแห่งชาติของจีนระบุว่า ปริมาณการเรียกใช้งานโทเค็นเฉลี่ยรายวันของจีนพุ่งทะยานจาก 1 แสนล้านโทเค็นในช่วงต้นปี 2024 กลายเป็นกว่า 140 ล้านล้านโทเค็นในเดือนมีนาคม 2026 ทำให้บริษัท AI ของจีนสามารถฝึกฝนระบบ AI จนมีความเสถียรสูง และสามารถบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
จุดเด่นที่ทำให้โทเค็นของจีนกลายเป็นที่นิยม นั่นคือท่าไม้ตายอย่าง “ราคา” บริษัทจีนสามารถนำเสนอโทเค็นในราคาที่ถูกมาก จนทำให้การใช้งาน AI ที่ดีที่สุดสามารถเข้าถึงได้ง่าย การส่งออกโทเค็นจึงไม่ใช่การขายซอฟต์แวร์ เพราะ AI ถูกผลักดันให้กลายเป็นสินค้าราคาถูกที่ใครๆ ก็เข้าถึงได้
“โทเค็น” ทลายกำแพงความคิดสร้างสรรค์
ดูเหมือนว่า การใช้งานโทเค็นกลายเป็นมาตรฐานใหม่และได้รับความนิยมไปทั่วโลก สิ่งแรกที่เห็นได้ชัดคือ โทเค็นจะกลายเป็น “สิ่งสำคัญ” ที่ธุรกิจทุกระดับทั้ง SME ไปจนถึงบริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติต้องใช้โทเค็นในการขับเคลื่อนธุรกิจ ทั้งการให้ AI ช่วยตอบแชท ให้ AI ช่วยวิเคราะห์วางแผนการสต็อกสินค้า หรือแม้แต่ให้ AI ช่วยคิดแคมเปญการตลาด โทเค็นจะกลายเป็นต้นทุนพื้นฐานเหมือนค่าน้ำค่าไฟที่ทุกบริษัทต้องจ่าย
นอกจากนี้ การก้าวเข้าสู่ยุคของ “Agentic AI” อย่างเต็มรูปแบบ จะช่วยให้ AI สามารถทำงานแบบอัตโนมัติต่อเนื่องหลายขั้นตอน เช่น สั่งคำสั่งเดียวให้ AI ไปหาข้อมูล สรุปผล ทำสไลด์นำเสนอ และส่งอีเมลให้ผู้บริโภค การทำงานแบบนี้ต้องเผาผลาญโทเค็นจำนวนมหาศาล หากราคาโทเค็นถูกลง การใช้ AI ช่วยทำงานแทนมนุษย์แบบครบวงจรก็จะเป็นไปได้จริงในต้นทุนที่คุ้มค่า
ที่สำคัญ โทเค็นยังทลายกำแพงการสร้างนวัตกรรม ที่ผ่านมาการสร้างแอปพลิเคชันที่มีความฉลาดต้องใช้เงินลงทุนมหาศาลไปกับเซิร์ฟเวอร์ แต่หากโทเค็นมีราคาถูกและเข้าถึงง่าย Startup รายเล็กๆ หรือนักเรียนนักศึกษาก็สามารถใช้พลังของ AI มาสร้างแอปพลิเคชันที่เปลี่ยนโลกได้ผ่านการใช้โทเค็น
โอกาสและอุปสรรคชิ้นโตของ “โทเค็นจีน”
การวางหมากของจีนในสมรภูมิโทเค็นนี้ จะใช้วิธีการดัมพ์ราคาโทเค็นให้ถูกที่สุด ซึ่งจะสามารถดึงดูดกลุ่มนักพัฒนาอิสระและธุรกิจ SME ทั่วโลกมาใช้บริการโมเดลของจีนได้ ยิ่งไปกว่านั่นคือการปั้นประสบการณ์การใช้ AI ของจีน หากนักพัฒนาทั่วโลกเขียนโค้ดและสร้างระบบโดยอิงกับ AI จากจีนผ่านการใช้โทเค็นของจีนแล้ว การเปลี่ยนย้ายค่ายในภายหลังก็จะกลายเป็นเรื่องยาก และอาจสร้างโอกาสผูกขาดตลาด AI กับธุรกิจระดับรากหญ้าทั่วโลกได้
แต่นั่นอาจจะดูฝันหวานเกินเบอร์ไปหน่อย เพราะทุกอย่างย่อมต้องมีอุปสรรค อย่างแรกคือช่องว่างการทำกำไร ยิ่งลดราคาโทเค็นเหมือนแจกฟรี ยิ่งทำให้บริษัท AI ของจีนต้องแบกรับต้นทุนมหาศาล แม้จะได้ปริมาณการใช้งานมหาศาล แต่กำไรต่อหน่วยกลับเล็กน้อยนิดหน่อย ถึงธุรกิจจากจีนจะชินกับการทำธุรกิจแบบ “เผาเงิน” แต่ถ้ายิ่งปล่อยไว้นานธุรกิจอาจต้องพิจารณาการยืนระยะรับภาระต้นทุน กับการสร้างกำไรอย่างยั่งยืน แบบไหนควรทำมากกวากัน
สุดท้ายเรื่อง Geopolitic กลายเป็นอีกหนึ่งผลกระทบทางอ้อม โดยเฉพาะการพึ่งพาชิปประมวลผล (Semiconductors) ขั้นสูง ซึ่งยังเป็นปัญหาของจีนในปัจจุบัน และหากจีนไม่สามารถผลิตชิปขั้นสูงใช้เองได้ การส่งออกโทเค็นราคาถูกอาจกลายเป็นกับดักตัวเองได้
ย้อนกลับมาที่ผู้บริโภคชาวไทย ปัจจุบันหลายคนรู้จักและเริ่มใช้โทเค็นมากขึ้น จากข้อมูลจากรายงาน “thAI Consumer AI Adoption 2026” ของ SCBX ชี้ให้เห็นว่า คนไทยกว่า 80% ใช้งาน AI ในชีวิตประจำวันและเผาผลาญโทเค็นไปมหาศาลโดยไม่รู้ตัว การที่คนไทยเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้เร็วมาก ยิ่งเมื่อรู้สึกสะดวกสบายเมื่อใช้ AI จะยิ่งใช้มากขึ้น หมายถึงการเผาโทเค็นอย่างมหาศาลนั่นเอง
เมื่อลงลึกในข้อมูลพบว่า แม้คนไทยกว่า 36% จะเน้นใช้ AI แบบพิมพ์โต้ตอบ แต่ไม่ใช่กลุ่มคลั่งไคล้เทคโนโลยี โดยจะเลือกใช้ AI เฉพาะเรื่องที่ทุ่นแรงได้จริง และต้องการให้ AI มาเป็นผู้ช่วยแบบส่วนตัว แม้คนไทยจะใช้ AI เก่ง แต่กว่า 66% ยังคงกังวลเรื่องมิจฉาชีพ การหลอกลวงและความปลอดภัยของข้อมูลส่วนตัว การจะทำให้คนไทยยอมจ่ายเงินซื้อโทเค็น แบรนด์ต่างๆ ไม่ใช่แค่นำเสนอ AI ที่เก่งที่สุด แต่ต้องสร้าง AI ที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และให้ความรู้สึกปลอดภัย
Source: SCMP




