Cybercab แท็กซี่ไร้คนขับจาก Elon Musk อนาคตของการเดินทางที่โลกต้องเปลี่ยน

  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

Photo Credit: Bloomberg

ดูเหมือนว่ายิ่งเทคโนโลยี AI ฉลาดมากขึ้น ผู้คนก็คาดหวังว่าเทคโนโลยีจะช่วยให้การใช้ชีวิตสะดวกมากขึ้น ซึ่งหนึ่งในนั้นคือบริการ “แท็กซี่ไร้คนขับ” ที่มีการพูดถึงมาอย่างยาวนาน แต่ก็ยังคงอยู่ภายใต้ความกังวลเรื่องความปลอดภัย แต่ที่สร้างความฮือฮาในช่วงนี้ต้องยกให้ Elon Musk หลังจากปิดดีลหุ้น SpaceX ไปแล้ว ยังเรียกความสนใจอีกเมื่อมีการประกาศผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า ตอนนี้ Tesla ค่าย EV รายใหญ่ระดับโลกเริ่มสายการผลิต “รถแท็กซี่ไร้คนขับ” โดยจะถูกเรียกว่า “Cybercab” แม้สถานการณ์ยอดขายรวมของ Tesla ทั่วโลกจะค่อนข้างซบเซาก็ตาม

ย้อนกลับไปเมื่อ 2 ปีที่แล้ว Cybercab ถูกเผยโฉมออกมาเป็นครั้งแรก ในรูปแบบรถซีดาน 2 ประตู 2 ที่นั่งกับดีไซน์เหมือนหลุดจากนวนิยายวิทยาศาสตร์ในอนาคต แถมยังไม่มีพวงมาลัยและไม่มีแป้นเหยียบใดๆ ​ในแง่ของการให้บริการเครือข่าย Robotaxi ของ Tesla เริ่มให้บริการแท็กซี่ทั้งแบบมีคนขับและแบบขั้นสุดให้ AI ขับเอง 100% โดยเริ่มที่เมืองออสติน รัฐเทกซัสเมื่อปีที่ผ่านมา และขยายไปที่เมืองดัลลัสกับเมืองฮุสตันเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา

นอกจากนี้ยังมีแผยขยายการให้บริการไปสู่เมืองใหญ่ๆ ในช่วงครึ่งปีแรกนี้ ทั้งเมืองฟีนิกซ์, ไมอามี, ออร์แลนโด, แทมปา และลาสเวกัส โดย Elon Musk ยอมรับว่า เป็นธุรกิจที่การเติบโตเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป และจะเริ่มเห็นรายได้จริงจังในช่วงปี 2027

 

หาก Cybercab สำเร็จ โลกจะเปลี่ยนไปหรือไม่

​ถ้าโปรเจกต์ Cybercab สามารถใช้งานได้จริงแบบไร้รอยต่อจนกลายเป็นที่นิยม อาจถือได้ว่าเป็นโดมิโนตัวแรกที่อาจจะเปลี่ยนโมเดลการเดินทางของคนทั้งโลก ประเทศมหาอำนาจด้านเทคโนโลยีอื่นๆ จะร้อนจนอยู่เฉยไม่ได้อย่าง จีน ยุโรป หรือแม้แต่บริษัทเทคฯ ทั่วโลกต้องเร่งพัฒนาเทคโนโลยี AI เพื่อออกมาแข่งในตลาดนี้ และจะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของระบบขนส่งมวลชนส่วนบุคคลทั่วโลก

เมื่อเทคโนโลยีก้าวข้ามผ่านไปแล้ว สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาคือการเปลี่ยนแปลงด้านกฎหมายและผังเมือง หากสหรัฐฯ สามารถออกกฎระเบียบรองรับรถยนต์ขับด้วยตัวเองออกมาวิ่งร่วมกับรถปกติได้อย่างปลอดภัย จะกลายเป็น “บรรทัดฐาน” ให้กับรัฐบาลทั่วโลกนำไปปรับใช้ เมืองต่างๆ จะเริ่มออกแบบถนนใหม่ รวมถึงไฟจราจรที่ต้องสื่อสารกับ AI ของรถได้โดยตรง และอาจช่วยลดปัญหาจอดรอผู้โดยสารริมถนน เพราะสามารถวิ่งรับส่งคนได้ตลอดเวลาไม่ต้องจอดแช่

​ในแง่ของธุรกิจ Ride-hailing หรือแอปเรียกรถในทุกวันนี้ จะมีต้นทุนที่ถูกลงเพราะไม่ต้องจ่ายค่าแรงคนขับรถ ขณะที่ธุรกิจเสริมอื่นๆ เช่น บริการทำความสะอาดรถอัตโนมัติ บริการชาร์จไฟเฉพาะแท็กซี่ไร้คนขับ หรือแม้แต่คอนเทนต์เพื่อความบันเทิงภายในรถอาจจะสามารถเติบโตแบบก้าวกระโดด เนื่องจากผู้โดยสารมีเวลาว่างอย่างเต็มที่ระหว่างการเดินทาง

 

​จิตนาการประสบการณ์แท็กซี่ไร้คนขับ

เรียกได้ว่าคงมีน้อยคนมากๆ ที่เคยมีประสบการณ์นั่งรถแท็กซี่ไร้คนขับ แต่​เพื่อให้เห็นภาพการนั่งรถแท็กซี่ไร้คนขับ อยากลองให้ทุกท่านจินตนาการไปด้วยกัน เริ่มต้นจากการกดเรียกรถผ่านแอปพลิเคชัน Tesla บนมือถือ เมื่อ Cybercab วิ่งมาจอดตรงหน้า เพียงเปิดประตูเข้าไปนั่ง สิ่งแรกที่จะทำให้รู้สึกตื่นเต้นคือห้องโดยสารที่ว่างเปล่า ไม่มีคนขับ ไม่มีพวงมาลัย ไม่มีแป้นเหยียบใดๆ มีเพียงเบาะนั่งคู่แถมยังนั่งเบาะไหนก็สามารถเลือกได้ตามใจชอบ และหน้าจอทัชสกรีนขนาดใหญ่สำหรับควบคุมทุกอย่าง ทั้งอุณหภูมิ เพลง และจุดหมายปลายทาง

ด้วยระบบ AI ที่ทำงานผ่านกล้องรอบคัน (Tesla Vision) จะประมวลผลสภาพการจราจรแบบเรียลไทม์ ช่วงเวลาดังกล่าวถือเป้นเวลาส่วนตัวจะนั่งจิบกาแฟ คุยงานกับเพื่อนที่มาด้วยหรืออยู่ปลายสาย แม้แต่นั่งดูหนังผ่านหน้าจอก้สามารถทำได้ ไม่ต้องกังวลว่า คนขับจะชวนคุยเรื่องการเมือง เล่าชีวประวัติส่วนตัวหรือขับรถหวาดเสียว เนื่องจาก AI ถูกตั้งโปรแกรมมาให้ปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัดและและเดินทางให้ความรู้สึกนุ่มนวลที่สุด

อย่างไรก็ตาม แม้ทุกอย่างจะออกมาสอดประสานรับกัน แต่ก็ยังมีข้อจำกัดการใช้งาน เบื้องต้นเพราะเป็นรถ 2 ที่นั่ง จึงถูกบังคังให้ต้องเดินทางคนเดียวหรือสองคนเท่านั้น เดินทางเป็นครอบครัวหมดสิทธิ์แน่นอน และอุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดคือความเชื่อมั่นไว้ใจในระบบ อาจทำให้ต้องรู้สึกตื่นตัวตลอดเวลา เช่น ฝนตกหนักหรือเจอคนวิ่งตัดหน้า แต่สุดท้ายแล้วหากมีการดำเนินงานจริงอย่างเป็นรูปธรรม Cybercab จะกลายเป็นประสบการณ์การเดินทางที่คนรุ่นใหม่นิยมในอนาคต

 

Source: Bloomberg


  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
Gigolo
เมื่อเทคโนโลยีอยู่ใกล้กับชีวิตทุกคน มารู้เท่าทันเทคโนโลยีเพื่อใช้มัน แต่อย่าให้เทคโนโลยีมันใช้เรา