103.58.148.118

Biz & Marketing news

Ξ Leave a comment

เมื่อ‘เซ็นทรัล’ จับมือ ‘JD.com’ รุกไซเบอร์เทรด

posted by  847 views

ในที่สุดสองยักษ์จากสองสัญชาติ อย่าง กลุ่มเซ็นทรัล ผู้นำธุรกิจค้าปลีกของไทย กับ JD.com บริษัทอีคอมเมิร์ซสัญชาติจีนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ และผู้นำด้านอีคอมเมิร์ซอันดับ 3 ของโลก ได้ประกาศร่วมทุนอย่างเป็นทางการ โดยเตรียมลงทุนกว่า 100,000 ล้านบาทใน 5 ปี เพื่อลุยธุรกิจอีคอมเมิร์ซและก้าวสู่ยุคไซเบอร์เทรด ที่ไม่ได้ต้องการปักธงเฉพาะตลาดในอาเซียน ยังหวังใช้พลัง synergy ครั้งนี้ขยับฐานไปยังภูมิภาคอื่นของโลก

ความร่วมมือครั้งนี้ มีมูลค่า 500 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 75,000 ล้านบาท ในสัดส่วนถือหุ้นฝ่ายละ 50% ซึ่งต่างฝ่ายต่างหวังใช้จุดแกร่งของแต่ละฝ่าย เป็นทางลัดในการสร้างความสำเร็จให้ธุรกิจ และไทยเป็นสมรภูมิแรกที่ต้องการพิชิต

JD-CENTRAL

โดย JD.com จะใช้เครือข่ายของกลุ่มเซ็นทรัลที่มีเครือข่ายร้านค้า (physical stores network) ที่สมบูรณ์ที่สุด ตลอดจนจำนวนซัพพลายเออร์กว่า 10,000 ราย และฐานลูกค้า The 1 card ที่มีราว 14-15 ล้านรายมาเป็นข้อได้เปรียบสู้กับคู่แข่งที่เข้ามาปักธงก่อนหน้านี้

ขณะที่ทางกลุ่มเซ็นทรัลเองต้องการใช้เทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญของทาง JD.com  มาสร้างความสำเร็จและเติบโตให้กับธุรกิจที่ ทศ จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด มองเป็นอนาคต และความร่วมมือกับ JD.com  ก็ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในรอบ 70 ปีนับตั้งแต่ดำเนินธุรกิจมา

“ตอนนี้เราก้าวสู่ในยุคดิจิทัลอีโคโนมี ธุรกิจค้าปลีกก็เปลี่ยนโฉมไปไม่ใช่โมเดิร์นเทรด แต่เป็นยุคของเทคโนโลยี หรือไซเบอร์เทรด ทางเราเองได้ปรับตัวตลอดช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา สาเหตุที่เลือก JD.com เพราะเป็นบริษัทอีคอมเมิร์ซที่ใหญ่ที่สุดในจีนและติด 1 ใน 3 ของโลก ซึ่งปัจจุบันทางจีนมีการพัฒนาเทคโนโลยีเทียบเท่ากับสหรัฐอเมริกา และจะแซงหน้าในอนาคต”ทศกล่าว

ด้าน ริชาร์ด หลิว ประธานกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท JD.com กล่าวว่า ไทยมีการเติบโตด้านอีคอมเมิร์ซสูง นอกจากนี้ยังมีความใกล้เคียงกับในประเทศจีนในเรื่องความหนาแน่นของประชากร และค่าครองชีพเฉลี่ยต่อหัว โดยการดำเนินธุรกิจที่นี้ จะยึกหลักดำเนินการ CEO ประกอบด้วย C-Customer ,E-Experience และ O-Officer หลักการที่ทางJD.comยึดถือเป็น Key Success ในการดำเนินธุรกิจ

 

โฟกัส 3 ธุรกิจสู้ศึกไซเบอร์เทรด

สำหรับไซเบอร์เทรดที่อยู่ในโฟกัสของสองยักษ์ใหญ่ ประกอบด้วย 3 ธุรกิจหลัก ได้แก่

E-commerce ภายใต้ชื่อ www.JD.co.th ที่จะรวบรวมหลากหลายร้านค้า แฟลกชิฟของกลุ่มเซ็นทรัลและสินค้าอื่น ๆ รวมถึงสินค้า เอสเอ็มอีและโอทอปมากกว่า 10,000 ราย เริ่มทดลองระบบก่อนสิ้นปีนี้ และจะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการได้ในช่วงไตรมาส 2 ของปี 2561ส่วนเป้าหมายต้องการเป็นเบอร์ 1 ในไทยและเตรียมเข้าสู่สนามที่ใหญ่ขึ้นเริ่มจากอาเซียน และขยับไปสู่ภูมิภาคอื่น ๆ ของโลก

E-logistic ที่ทาง JD.com มีเทคโนโลยีการขนส่งที่รวดเร็วและแม่นยำ อาทิ การใช้โดรน ที่ช่วยลดคอร์สของการขนส่งได้ถึง 75% และออโต้คาร์ ฯลฯ ซึ่ง ทศ บอกว่า ต้องการ transform ระบบโลจิสติกส์ของไทย เพราะที่ผ่านมาธุรกิจดังกล่าวมีปัญหาเรื่องประสิทธิภาพและราคาขนส่ง

สำหรับการรองรับการดำเนินงานธุรกิจ E-logistic  และธุรกิจ E-commerce ตามแผนที่วางไว้ จะมีการลงทุนสร้างศูนย์กระจายสินค้าแห่งแรกย่านบางนาในปีหน้า เพื่อเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญในการใช้ไทยเป็นศูนย์กลางกระจายสินค้าไปสู่อาเซียน ตลอดจนเชื่อมต่อไปยังประเทศจีน,สหรัฐอเมริกา และภูมิภาคอื่นที่ทาง JD.com เข้าไปลงทุนก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็น รัสเซีย และอินโดนีเซีย

สุดท้ายธุรกิจ E -finance พัฒนาบริการฟินเทคอำนวยความสะดวกด้านไฟแนนซ์ให้กับลูกค้าและซัพพลายเออร์ โดยโฟกัสในเรื่องของ E-wallet และบริการทางการเงินออนไลน์อื่น ๆ ในการเตรียมเข้าสู่สังคมไร้เงินสด หรือ Cashless society ที่กำลังเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการยื่นขอใบอนุญาตดำเนินการอยู่

 

ดันไทยสู่ดิจิทัล เซ็นเตอร์ระดับโลก

 

รวมไปถึงเตรียมผลักดันให้ไทยเป็นดิจิทัล เซ็นเตอร์ เทียบชั้นปักกิ่ง ประเทศจีน และ บังกาลอร์ ประเทศอินเดีย โดยมีแผนจะสร้างสำนักงานประจำภูมิภาค(Regional office) เพื่อพัฒนาไทยให้เป็นศูนย์กลางการทำธุรกิจ E-commerce ในภูมิภาคนี้ อีกทั้งเตรียมลงทุนสร้างดิจิทัล พาร์ค ทำหน้าที่เป็นศูนย์พัฒนาด้านนวัตกรรม (Innovation Center) โดยทั้งหมดอยู่ภายใต้งบลงทุนกว่า 100,000 ล้านบาทภายใน 5 ปี

“เมื่อพูดถึงดิจิทัล เซ็นเตอร์คนจะคิดว่า ซิลิคอน วัลเลย์ แต่ตอนนี้มีคนพูดถึง 3B ได้แก่ B แรก คือ ปักกิ่ง ประเทศจีน B ที่สอง คือ บังกาลอร์ ประเทศอินเดีย B ที่สามกำลังแข่งกันอยู่ ซึ่งเราก็อยากให้เป็น B แบงคอก”ญนน์ โภคทรัพย์ ประธาน บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด กล่าว

Photo 1

นั่นเป็นเพียงสเตปแรกในการ บุกธุรกิจอีคอมเมิร์ซของสองยักษ์ใหญ่ โดยทางกลุ่มเซ็นทรัลยังต้องการใช้กำลังของผู้ถือหุ้นใน  JD.com ได้แก่ “เทนเซนต์” ยักษ์ไอทีแห่งจีน และ “วอลมาร์ต” ห้างค้าปลีกยักษ์ของอเมริกา ต่อยอดธุรกิจด้าน e-commerce ไปยังภูมิภาคอื่น เพราะกลุ่มเซ็นทรัลเองก็มีธุรกิจในเวียดนาม ทั้งศูนย์การค้าไอ-เซ็นทรัล และบิ๊กซี รวมถึงห้างหรูในยุโรป ที่จะใช้เครือข่ายของพาร์ทเนอร์ทั้งสองเพิ่มความแกร่งให้กับตนเอง ซึ่ง ทศ ยังไม่ยอมเผยแผนนี้ออกมา

สำหรับเป้าหมายทางธุรกิจจากการผนึกกำลังครั้งนี้ คาดว่า จะการคุ้มทุนภายใน 3-5 ปี และเป็นส่วนสำคัญในการผลักดันให้รายได้ของเครือเซ็นทรัลให้เติบโตในอัตรา 15% ทุกปีต่อจากนี้ จากปัจจุบันมีรายได้อยู่ประมาณ 320,000 ล้านบาท พร้อมกับเพิ่มสัดส่วนรายได้จากออนไลน์เป็น 15% จากปัจจุบันรายได้จากส่วนนี้ยังมีไม่มากนัก

ทั้งนี้ ทางผู้บริหารของกลุ่มเซ็นทรัลยอมรับว่า ต้องทำงานอย่างหนัก เพราะสมรภูมินี้มี Big player ทั้ง Alibaba, Amazon และอีกหลายรายเข้ามาจับจองพื้นที่ก่อนหน้านี้แล้ว แต่เชื่อมั่นว่า ด้วยศักยภาพของ JD.com บวกกับความแข็งแกร่งของกลุ่มเซ็นทรัล ในเรื่องเครือข่ายทั้งร้านค้า ซัพพลายเออร์ และฐานลูกค้าที่มีอยู่กว่า 14 ล้านราย จะเป็นแต้มต่อและนำมาสำเร็จมาให้

ส่วนจะจริงตามที่หวังไว้หรือไม่ ต้องติดตามกันต่อไป

ติดตาม MarketingOops!
Marketing Oops! มี LINE แล้วนะ
ติดตามเรื่องราวดิจิทัลแบบอินเทรนด์ ได้ทุกวันผ่าน LINE ID @marketingoops

Contributor

User Name: nutsuda

FB Comments

Related Posts

Leave a Reply


four + = 10

Recent Posts

Facebook